เราอาจ ‘โกหก’ บ่อยกว่าที่ตัวเองคิด เมื่อการโกหก คือ ‘กลไกเอาตัวรอด’ ที่ใช้จัดการกับความคาดหวังทางสังคม
หลายๆ คนน่าจะเคยมีประสบการณ์ที่ปฏิเสธนัดกับใครสักคน ด้วยเหตุผลว่า “มีธุระด่วน” แต่จริงๆ แล้วเราแค่ ‘ขี้เกียจ’ เท่านั้น สิ่งเหล่านี้อาจดูเป็นข้ออ้างเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิต แต่มันคือการ ‘บิดเบือนความจริง’ โดยที่แทบไม่ได้หยุดคิดเลยว่า ‘ทำไม’ เราถึงเลือกทำเช่นนั้น
แน่นอนว่าโดยบรรทัดฐานของสังคม เรามักขีดเส้นแบ่งชัดเจนว่า ‘คนโกหก = คนไม่ดี’ และพยายามผลักตัวเองให้ออกห่างจากนิยามนั้นให้มากที่สุด แต่นักจิตวิทยาอย่าง คิมเบอร์ลี วิลสัน (Kimberley Wilson) ระบุว่า เพราะเราไม่อยากมองว่าตัวเองเป็นคนไม่ดี เราจึงมักประเมินจำนวนครั้งที่เราโกหกต่ำกว่าความเป็นจริงเสมอ เธอกล่าวว่า “ส่วนใหญ่เรามักแสร้งทำเป็นว่าเราไม่ได้ทำมัน”
แต่จริงๆ แล้วถ้าหากตัดเรื่องศีลธรรมออกไป เราจะพบว่าการโกหกมักจะเกี่ยวพันกับสัญชาตญาณพื้นฐานอย่างหนึ่ง นั่นคือ ‘การเอาตัวรอด’
ไม่ว่าจะเป็น ‘คำโกหกสีขาว’ (White lies) เพื่อรักษาน้ำใจ หรือการสร้างเรื่องราวเพื่อควบคุมสถานการณ์ให้เป็นไปตามที่ต้องการ ลึกๆ แล้วเรากำลังพยายามจัดการกับความคาดหวังและความสัมพันธ์รอบตัว แต่เรากลับหลงลืมไปว่า ทุกคำพูดที่ไม่จริงนั้นมี ‘ต้นทุน’ ที่เราต้องจ่าย และบางครั้งราคาของมันอาจสูงกว่าที่เราจินตนาการไว้มากนัก
เราอาจหลอกตัวเองได้ว่าเราเป็นคนซื่อสัตย์ แต่ตัวเลขงานวิจัยนั้นบอกในทางตรงกันข้าม จากการวิเคราะห์พฤติกรรมการโกหกกว่า 100,000 ครั้ง พบว่าคนส่วนใหญ่มักจะพูดโกหกเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เฉลี่ยวันละ 1 ถึง 2 ครั้งเป็นปกติ โดยเกือบ 20 เปอร์เซ็นต์ ของคำโกหกเหล่านั้นล้วนเกี่ยวข้องกับการจัดการ ‘ธุระทางสังคม’ ไม่ว่าจะเป็นการหาข้ออ้างเพื่อเลี่ยงนัดที่ไม่อยากไป หรือการพยายามประนีประนอมในสถานการณ์ที่น่าอึดอัดใจในความสัมพันธ์
แล้วทำไมเราถึงเลือกที่จะไม่พูดความจริงตรงๆ? ดร.ชาร์ลอตต์ คูเปอร์ (Dr. Charlotte Cooper) นักจิตบำบัด อธิบายถึงพฤติกรรมนี้ว่าในหลายๆ สถานการณ์ เราอาจรู้สึกว่าการพูดความจริงนั้นยากเกินไป และการโกหกก็ดูเป็นทางออกที่จะช่วยให้สถานการณ์เฉพาะหน้าผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ซึ่งสัญชาตญาณนี้มักได้รับการปลูกฝังมาตั้งแต่เด็ก ในรูปแบบหนึ่งของการ ‘ปกป้องตัวเอง’ เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกดุหรือเผชิญกับผลกระทบที่ตามมา
และเมื่อเราเติบโตเป็นผู้ใหญ่ เราก็ยังคงใช้สัญชาตญาณนี้อัตโนมัติ โดยเฉพาะในยามที่เกิดอาการตื่นตระหนกหรือเผชิญกับแรงกดดันทางสังคม เราจึงมักบิดเบือนความจริงเพื่อ ‘เอาตัวรอด’ แต่รู้กันไหมว่าการโกหกบ่อยๆ จะสร้างภาระที่มองไม่เห็นทิ้งไว้ในสมองของเรา หรือที่นักจิตวิทยาเรียกว่า ‘ภาระทางปัญญา’ (Cognitive Burden)
ลองนึกตามว่าความจริงนั้นมีเพียงหนึ่งเดียว และไม่ต้องใช้ความพยายามในการจดจำ แต่การพูดโกหกไว้นั้นสมองต้องทำงานหนักตลอดเวลา เพื่อจำว่าเราพูดอะไรไว้ พูดกับใคร เมื่อไหร่ และพูดอย่างไร เพื่อไม่ให้รายละเอียดเหล่านั้นตกหล่น จนถูกจับได้
ดร.คูเปอร์อธิบายเสริมถึงผลกระทบของการโกหกว่า “การโกหกนั้นโดดเดี่ยวจริงๆ” เพราะเมื่อไหร่เราเลือกที่จะบิดเบือนความจริง เท่ากับเรากำลังสร้าง ‘โลกส่วนตัว’ ขึ้นมา และแยกตัวเองออกไปเพียงลำพัง ในที่ที่ไม่มีใครเข้าถึงความจริงของเราได้
แม้คนรอบข้างจะยังพูดคุยกับเราปกติ แต่ความสัมพันธ์นั้นจะเริ่มกลายเป็นเรื่องฉาบฉวย บทสนทนาจะเริ่มเต็มไปด้วยการระแวดระวัง เพราะสำหรับคนโกหกแล้ว ‘รายละเอียด’ คือเรื่องอันตราย และยังทำให้เราขาดการเชื่อมโยง จนความใกล้ชิดที่เคยมีเริ่มจางหายไป กลายเป็นความโดดเดี่ยวที่ถูกกักขังไว้ด้วยคำพูดของตัวเอง
แม้การโกหกจะเป็นพฤติกรรมที่พบได้ทั่วไป แต่ในทางจิตวิทยา เราสามารถจัดลำดับความรุนแรงของมันได้เหมือนแถบสเปกตรัม ดร. คูเปอร์ อธิบายว่าไม่ใช่การโกหกทุกครั้งจะนำไปสู่ความหายนะเสมอไป บางครั้งมันอาจเป็นเพียง ‘คำโกหกสีขาว’ หรือการละเว้นบางรายละเอียด เพื่อประคองสถานการณ์ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่พอให้อภัยได้และแก้ไขได้ด้วยความเมตตาต่อกัน
แต่สิ่งที่น่ากังวลคือการโกหกในระดับ ‘ปานกลาง’ ที่เริ่มมีความซับซ้อนและยากจะถอนตัว หรือในระดับ ‘รุนแรง’ อย่างการการหลอกลวงที่ดำเนินต่อเนื่องยาวนาน เช่น การนอกใจหรือการบิดเบือนข้อเท็จจริงในความสัมพันธ์ที่กินเวลานาน
ยิ่งเราพูดโกหกนานเท่าไหร่ ความเชื่อใจก็จะยิ่งเปราะบางลงเท่านั้น และเมื่อถึงจุดที่ความจริงถูกเปิดโปง ความเสียหายที่เกิดขึ้นจะรุนแรง และกินเวลานานเท่ากับระยะเวลาที่คำโกหกนั้นดำรงอยู่ และสำหรับเหยื่อที่ถูกหลอกลวง บาดแผลนี้ก็อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางจิตใจของพวกเขาไปได้อีกนานหลายปี หรือแม้กระทั่งหลายสิบปีเลยทีเดียว
แล้วคำถามคือเราจะหยุดมันได้อย่างไร? ดร. คูเปอร์ แนะนำว่า ขั้นตอนแรกคือการ ‘ใจดีกับตัวเอง’ เพราะในโลกความเป็นจริง ความซื่อสัตย์แบบสมบูรณ์ 100 เปอร์เซ็นต์ ตลอดเวลา อาจไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปได้ เราจึงต้องฝึกฝนที่จะซื่อตรง และพยายามรักษาความจริงเอาไว้ให้ได้มากที่สุด
หรืออีกวิธีการที่ทำได้จริงคือ แทนที่จะแต่งเรื่องโกหกเพื่อเลี่ยงความอึดอัด ลองฝึกสื่อสารความต้องการจริงๆ ของเราออกไปอย่างสุภาพ เช่น เมื่อมีคนมาชวนไปงานสังสรรค์ที่คุณไม่อยากไป แทนที่จะบอกว่า ‘ติดธุระด่วน’ ลองเปลี่ยนมาพูดว่า “คืนนี้ไม่อยากไปปาร์ตี้เลย แต่ไว้เราค่อยหาเวลามาเจอกันวันหลังนะ” หรือเมื่อเจอสถานการณ์ที่ยากจะตอบรับ ลองใช้ประโยคสั้นๆ ว่า “วันนี้ฉันยังไม่สะดวก” แทนการหาข้ออ้างใหม่ๆ ดีกว่า
ถึงแม้ความจริงอาจไม่ถูกใจคนทุกคน แต่มันไม่เคยสร้างภาระให้เราต้องแบกรับจนเหนื่อยล้าเท่ากับการโกหก การหันมาเผชิญหน้ากับความจริง อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่จะช่วยรักษาความสัมพันธ์ให้มั่นคง และทำให้เราไม่ต้องโดดเดี่ยวอยู่ในโลกที่สร้างขึ้นด้วยมือของเราเอง
อ้างอิง:
- Why you might tell white lies more than you think – just like the Traitors: https://shorturl.asia/D5XWg