เมื่อโลกร้อนขึ้น ยุโรปก็พยายามโน้มน้าวให้คนขึ้นเครื่องบินกันน้อยลงและหันมาใช้รถไฟมากขึ้น มีการเปิดเส้นทางเดินรถไฟใหม่ๆ ให้คนเดินทางได้สะดวกขึ้น บางคนก็บอกว่านี่คือยุคทองใหม่ของรถไฟ ที่คนรุ่นต่อไปอาจนึกถึงการจองตั๋วรถไฟมากกว่าการจองตัวเที่ยวบินโลว์คอสต์
แน่นอนนี่เลยทำให้รถไฟที่เป็นพาหนะแกนหลักของการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สองเมื่อร้อยกว่าปีก่อน ค่อยๆ กลับมามีบทบาทในยุคที่ท้องถนนเริ่มเต็มไปด้วยยานยนต์ไฟฟ้า
เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ดีต่ออุณหภูมิของโลกแน่นอน แต่การที่คนขึ้นรถไฟมากขึ้น ผู้คนก็มีข้อสงสัยเกี่ยวกับรถไฟมากขึ้นเช่นกัน และคำถามหนึ่งสำหรับรถไฟของ ‘เด็กขี้สงสัย’ ทุกคนก็น่าจะเป็นว่า ทำไมรถไฟถึงไม่มี ‘เข็มขัดนิรภัย’ แบบยานพาหนะอื่นๆ
เข็มขัดนิรภัยเป็นผลผลิตเพื่อความปลอดภัยของมนุษย์ มันเริ่มมาจากเครื่องบิน และขยายมาถึงรถยนต์ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และตั้งแต่ทศวรรษ 1970 เป็นต้นมาประเทศต่างๆ ก็เริ่มออกกฎหมายบังคับว่ารถยนต์ต้องมีเข็มขัดนิรภัย และมันก็เป็นแบบนี้มาจนถึงปัจจุบัน
แต่ทำไมรถไฟถึงยังไม่มีเข็มขัดนิรภัย?
บางคนก็จะบอกว่า เพราะโอกาสเสียชีวิตจากเหตุรถไฟชนมีน้อยกว่ายวดยานพาหนะชนิดอื่นมาก และในทางสถิติก็เป็นเช่นนั้นจริง เพราะในอเมริกา คนมีโอกาสเสียชีวิตในอุบัติเหตุรถบัสชนมากกว่ารถไฟ 3 เท่าตัว และมีโอกาสเสียชีวิตจากเหตุรถยนต์ชนมากกว่าถึง 28 เท่าตัว
ในแง่นี้ การติดเข็มขัดนิรภัยบนรถไฟ มันก็ดูจะไม่ได้จำเป็นมากนัก และจะบอกว่ามัน ‘สิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ’ ก็พอได้
แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลมากเท่ากับ ‘พฤติกรรม’ ของคนบนรถไฟ
การโดยสารรถไฟตามมาตรฐาน เนื่องจากรถไฟ ‘ปลอดภัย’ มาก ผู้โดยสารก็เลยไม่ได้มีพฤติกรรมอยู่กับที่ สามารถยืนและเดินไปมาได้ปกติ ต่างจากการนั่งรถยนต์ เครื่องบิน หรือกระทั่งรถบัสระยะไกล ที่ตามมาตรฐานจะไม่ให้คนยืนขณะพาหนะขับเคลื่อน
เมื่อพฤติกรรมผู้ใช้บริการรถไฟเป็นแบบนี้ มันไม่สามารถบังคับให้ใส่เข็มขัดได้ง่ายๆ แน่นอน การเปลี่ยนนิสัยของคนเป็นเรื่องยาก ยิ่งอุบัติเหตุจากรถไฟไม่ได้เกิดบ่อยๆ ถึงเพิ่มเข็มขัดนิรภัยเข้าไปคนก็ไม่ใส่ และในทางทฤษฎี ถ้ามีเข็มขัดนิรภัยแล้วคนไม่คาด เมื่อรถไฟเกิดอุบัติเหตุ เผลอๆ เข็มขัดจะเหวี่ยงกระแทกคนจนกระดูกหักอีก ดังนั้นไอเดียที่มีมายาวนานก็เลยเป็นการทำยังไงให้เวลาเกิดเหตุรถไฟชนแล้วปลอดภัยที่สุด โดยไม่ต้องมีเข็มขัดนิรภัย
ทำให้ในอดีตจึงมีการปรับปรุงการออกแบบภายในรถไฟให้ปลอดภัยเมื่อเกิดเหตุชนกัน และเราก็ต้องเข้าใจอีกว่า นี่ไม่ใช่ยานพาหนะเกิดใหม่ แต่มันมีอายุมากว่า 200 ปี และประวัติอันยาวนานของมันก็มีการขัดเกลาให้งานออกแบบภายในนั้นปลอดภัยกับผู้โดยสารที่สุด เช่นการออกแบบเบาะให้เวลาเกิดอุบัติเหตุแล้วคนกระเด็นไปโดนก็จะซับแรงกระแทกได้ดี หรือออกแบบให้เบาะใกล้ๆ กันจะได้ไม่มีระยะเร่งไปกระแทกจนเกิดความเสียหายหนัก เป็นต้น
กล่าวโดยรวมคือ ประวัติศาสตร์กว่า 200 ปีของรถไฟมันเก่าแก่กว่ายานพาหนะอื่นๆ รุ่นหลังที่จะปลอดภัย มันต้องมีเข็มขัดนิรภัย เพราะรถไฟเป็นสิ่งที่ออกแบบมาโดยคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้โดยสารโดยไม่ต้องมีเข็มขัดนิรภัยในสารบบ และผู้คนก็โดยสารอย่างปลอดภัยมาเป็นร้อยปีก่อนที่รถยนต์ทุกคันต้องมีเข็มขัดนิรภัย
ดังนั้นถ้ามองจากมุมรถไฟ คำถามจริงๆ อาจเป็นว่าทำไมยานพาหนะอื่นๆ ไม่รู้จักออกแบบให้มันปลอดภัย โดยไม่ต้องมีเข็มขัดนิรภัยเสียมากกว่า
อ้างอิง:
- IFLS. Why Do Trains Not Have Seatbelts? It’s Probably Not What You Think. https://shorter.me/zY_fn