4 Min

อยู่ในสังคมเราต้องการความ ‘แฟร์’ แต่ถ้าเราเรียกหาความ ‘แฟร์’ ในความสัมพันธ์ส่วนตัวเมื่อไร ความสัมพันธ์นั้นก็พร้อมพังทลาย

4 Min
41 Views
08 Apr 2026

ว่ากันว่าอารมณ์โกรธของมนุษย์ถูกวิวัฒนาการมาเพื่อให้เราแสวงหาความเป็นธรรม หรือพูดง่ายๆ เวลาเราเห็นอะไรที่ไม่ ‘แฟร์’ เราจะโกรธ นี่เป็นธรรมชาติของมนุษย์

เรื่องพวกนี้ไม่ผิดเลยในชีวิตสาธารณะ สังคมวงกว้าง หรือระดับรัฐ ถ้ามนุษย์ไม่แสวงหาความ ‘แฟร์’ เราคงไม่มีระบบยุติธรรมที่ (ควรจะ) ปฏิบัติกับทุกคนเท่ากัน เราคงไม่มีระบบการเมืองที่มองทุกคนเท่ากัน (อย่างน้อยก็ในเชิงหลักการ) หรือกระทั่งเราคงไม่มีความคิดเรื่อง ‘การแข่งขันที่เสรีและเป็นธรรม’ ที่เป็นอุดมคติของระบบเศรษฐกิจ

‘ความแฟร์’ อยู่ในทุกมิติของมนุษย์ยุคปัจจุบัน จนมันเป็นเรื่องแปลกที่เราจะ ‘มีข้อยกเว้น’ ใดๆ กับมัน

อย่างไรก็ดี นักบำบัดความสัมพันธ์ที่มีประสบการณ์หลายสิบปีไม่ได้มอง ‘ความแฟร์’ เป็นเรื่องดีเวลาที่ต้องบำบัดความสัมพันธ์ของคน และกลับกัน เมื่อคำนี้โผล่มาเมื่อไหร่ ‘ธงแดง’ ขึ้นทันที โอกาสที่ความสัมพันธ์จะไปไม่รอดมีสูงมาก

แล้วทำไมเราเรียกร้องความ ‘แฟร์’ จากสังคมได้ แต่เรียกร้องความ ‘แฟร์’ ในความสัมพันธ์ไม่ได้?

นี่เองคือสิ่งที่น่าสนใจ

ทั้งนี้ต้องย้อนไปตอนแรกสุดก่อน ปกติมนุษย์ไม่ได้มองความแฟร์โดยเริ่มจากการคิดคำนวณ แต่เริ่มจากความ ‘โกรธ’ คือคุณจะโกรธก่อน กล้วค่อยหาว่าอะไรไม่แฟร์ คำอธิบายแบบเป็นเรื่องเป็นราวมาทีหลังสุด

นี่คือการ ‘เรียกร้องความแฟร์’ มันเป็นเรื่องที่ ‘เริ่มจากอารมณ์’ ล้วนๆ และถ้าเป็นแบบนี้ เราก็น่าจะเห็นภาพว่า เวลาคู่รักเรียกร้องความแฟร์ จริงๆ มันไม่ใช่เรื่องของเหตุผล มันคือเรื่องอารมณ์ และการเรียกร้องความแฟร์ในความสัมพันธ์ ไปๆ มาๆ มันเลยเป็นการเรียกร้องแบบใช้อารมณ์ ด้วยภาษาของเหตุผลเท่านั้นเอง

ประเด็นคือ เวลามันเป็นการกระทำด้วยอารมณ์ สุดท้ายมันจะเป็นการปะทะกันของอารมณ์กับเหตุผล หรือไม่ก็อารมณ์กับอารมณ์เลย

เพราะสุดท้าย แม้แต่ในสังคมเอง สถานการณ์ที่สองฝ่ายมอง ‘ความแฟร์’ ไม่เหมือนกัน และต่างฝ่ายต่างสู้เพื่อ ‘ความแฟร์’ ในเวอร์ชันแตกต่างกันก็ถือเป็นปกติมากในโลกสังคมการเมือง เช่น ถ้าเป็นฝ่ายเสรีนิยมทางเศรษฐกิจก็จะเชื่อว่า ‘ความแฟร์’ คือทุกคนมีโอกาสแข่งขันเท่าๆ กัน แต่ฝ่ายสังคมนิยมจะเชื่อว่า ‘ความแฟร์’ คือการที่ทุกคนได้เข้าถึงผลผลิตทางเศรษฐกิจเท่าๆ กัน ซึ่งสองแนวคิดนี้ก็ตีกันเป็นเรื่องปกติ

สำหรับในความสัมพันธ์ เคสคลาสสิกก็เช่น ภรรยาอยู่บ้าน เลี้ยงลูก ทำงานบ้านทั้งวัน และรู้สึกว่ามัน ‘ไม่แฟร์’ ที่ตัวเองเหนื่อยอยู่คนเดียว และคิดว่าตนมีสิทธิ์เรียกร้องให้สามีช่วยจัดการเรื่องในบ้านบ้าง ส่วนสามีที่ทำงานหามรุ่นหามค่ำ หาเงินมาเลี้ยงครอบครัว ก็มองว่ามัน ‘ไม่แฟร์’ เช่นกันที่คนที่อยู่แต่บ้านไม่ทำงานหาเงิน จะมาเรียกร้องอะไรมากมาย

ไม่ว่าในเคสใด มันไม่มี ‘ความแฟร์’ ที่เป็นสากล แต่ละคู่ก็ต้องไปตกลงกันเอง (หรือไม่ก็แบ่งหน้าที่ทางเพศตามแบบสังคมจารีต) 

และหากตกลงลงตัว ก็จะไม่มีใครถามหา ‘ความแฟร์’ อยู่แล้ว บางบ้าน สามีให้เงินภรรยาไว้ก้อนหนึ่งเพื่อจัดการเรื่องในบ้าน แล้วภรรยาพอใจ เท่านั้นก็จบ ไม่มีใครตั้งคำถามว่าเงินก้อนนั้นควรจะเป็นเท่าไร ไม่มีใครตั้งคำถามว่า ‘ดีล’ แบบนี้มันแฟร์ไหม

และประเด็นก็คือ ทุกครั้งที่มีการเรียกร้องหา ‘ความแฟร์’ จริงๆ แล้วมนุษย์ไม่ได้เรียกหา ‘ความแฟร์’ แต่มันเป็น ‘อาการ’ ของ ‘ดีล’ ที่ไม่ลงตัว

หากดีลใหม่ให้ ‘พอใจกันทั้งสองฝ่าย’ ก็จบ 

ประเด็นคือ ‘ความพอใจกันทั้งสองฝ่าย’ มันอาจคนละเรื่อง คนละโลกกับ ‘ความแฟร์’ แบบที่เรารู้กับการอยู่ร่วมในสังคม และนั่นถือเป็นเรื่องปกติมากๆ เพราะจริงๆ ไอเดียเรื่องความแฟร์มันต่างไปตามพื้นที่และเวลาอยู่แล้ว และก็ไม่แปลกเลยที่มันก็อาจต่างกันไปในแต่ละครอบครัวเช่นกัน ซึ่งเรื่องพวกนี้ก็เรียนรู้แตกต่างกันมาแต่เด็ก 

บางบ้านรู้สึกว่ามันเป็นสิทธิ์ของลูกที่จะมีเงินใช้ บางบ้านอาจจะมองว่าลูกต้อง ‘ทำภารกิจบางอย่าง’ เพิ่ม เพื่อจะซื้อของฟุ่มเฟือยได้ ไม่ว่านั่นจะเป็นการล้างห้องน้ำ เพื่อจะได้กินขนมหวาน เหรือเรียนให้ได้เกรด 4 ในวิชาที่กำหนด เพื่อจะได้ iPhone และคือคนที่โตมากับครอบครัวที่ตนเรียกร้องอะไรแล้วได้ตลอด กับคนที่อยู่ในครอบครัวที่ถ้าไม่ทำอะไรบางอย่างก็จะไม่ได้อะไรมา ก็ย่อมมอง ‘ความแฟร์’ ในครอบครัวต่างกัน

แล้วพอคนสองแบบมาอยู่ด้วยกัน ถ้าตัดสินแบบ ‘การเมือง’ มันต้องมี ‘ความแฟร์’ แบบฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งชนะ มาตรฐานการเมืองปัจจุบันตัดสินด้วยการโหวต แต่พอมาเป็นครอบครัว ถ้าคนสองคนเห็นไม่ตรงกัน การตัดสินด้วยการโหวตมันเกิดขึ้นไม่ได้ เพราะต่างฝ่ายต่างก็มี 1 โหวต ดังนั้นมันจะไม่มี ‘ความแฟร์’ แบบไหนที่จะชนะการโหวต

แล้วทั้งสองฝ่ายก็ต้องมานั่งตกลงกันว่าอะไรคือ ‘ข้อตกลง’ ของครอบครัวที่ทุกฝ่ายจะพึงพอใจ และนั่นเองคือ ‘ความแฟร์’ แบบใหม่ที่เกิดขึ้นในความสัมพันธ์ แค่คนทั่วไปไม่เรียกแบบนั้น

ดังนั้น สุดท้ายปัญหามันไม่ใช่ ‘ความแฟร์’ แต่คือการหมกมุ่นว่า ‘ความแฟร์’ ในเวอร์ชันตัวเองคือเวอร์ชันที่ถูกต้องที่สุด ความแฟร์เวอร์ชันอื่นๆ ต้องถอยออกไป ไม่ก็ก้มหัวให้

ซึ่งถ้ามีคน 2 คนคิดแบบนี้ เอา ‘ความแฟร์’ ต่างเวอร์ชันกัน มาชนกัน ยังไงก็แตกหัก

และคีย์ของการรักษาความสัมพันธ์ก็คือ ‘การประนีประนอม’ การหาข้อตกลงใหม่ที่พอใจทุกฝ่าย ซึ่งมันจะเป็นไปได้ยาก หรือกระทั่งเป็นไปไม่ได้เลย ถ้ามีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดคิดว่าตัวเองต้องการ ‘ความแฟร์’ แบบที่เองคิด โดยไม่มีการลดราวาศอก

ก็แน่นอน เราอาจต้องการคนแบบที่ว่า ในการต่อสู้ทางการเมืองเพื่อ ‘ความแฟร์’ สำหรับประชาชนทุกคน แต่ถ้าเราไปเจอคนแบบที่เชื่อใน ‘ความแฟร์เวอร์ชันตัวเอง’ นี้ในความสัมพันธ์ ถ้าถึงเวลาทะเลาะกัน ใช้คำว่า ‘ปวดกบาล’ คงจะเบาไปมากๆ

อ้างอิง: