3 Min

รู้จัก Trump Account นโยบายแจกเงินเด็กแรกเกิดลงทุนหุ้น เริ่มปี 2026

3 Min
48 Views
23 Dec 2025

ช่วงหลังๆ นโยบายของโดนัลด์ ทรัมป์ อาจไม่ป๊อปเท่าไหร่ แต่นโยบายหนึ่งที่ดู ‘ก้าวหน้า’ คือนโยบายที่เรียกว่า ‘Trump Account’ ที่จะเริ่มใช้ 1 มกราคม 2026 เป็นต้นไป

นโยบายนี้อธิบายสั้นสุดคือ เด็กเกิดใหม่ทุกคนในปีหน้า (จนถึงปี 2028) สามารถมี ‘บัญชีลงทุนในหุ้น’ ได้ตั้งแต่แรกเกิด โดยบัญชีนี้ต้องลงทุนในกองทุนหุ้นอเมริกาเท่านั้น (เช่น กองทุนดัชนี S&P500 ในตำนาน) และจะนำเงินออกมาได้เมื่ออายุ 18 ปี

โดยเงินลงทุน รัฐจะเป็นเจ้าภาพลงทุนให้ 1,000 เหรียญ (ประมาณ 31,000 บาท) ฟรี ถ้าพ่อแม่ไปเปิดบัญชี ส่วนการลงทุนต่อไป พ่อแม่และนายจ้างจะลงทุนให้เด็กแบบนำไปใช้ลดหย่อนภาษีได้ (มีเพดานกำหนดต่อปีตามปกติ)  

ส่วนเด็กที่ไม่ได้เกิดในช่วงนี้ ถ้าอายุไม่เกิน 10 ปี รัฐมีนโยบายว่าถ้าอยู่ในเขตที่รายได้เฉลี่ยไม่สูงมาก (คือพื้นที่ราวๆ 80 เปอร์เซ็นต์ ของอเมริกา เพราะเขาตัดที่เขตที่ค่ามัธยฐานรายได้ครัวเรือนคือ 150,000 ดอลลาร์ต่อปี หรือคิดง่ายๆ คือครัวเรือนที่พ่อแม่เงินเดือนรวมกันเกินประมาณ 400,000 บาท) ถ้าเข้าร่วมโครงการ รัฐจะการันตีว่าจะได้เงิน 250 ดอลลาร์ไปฟรีๆ

โดยเงินส่วนเพิ่มเติมนี้ จะนำมาจากกองทุนตั้งใหม่ที่ชื่อ ‘Invest America’ ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงกำไร การบริจาคนำมาลดหย่อนภาษีได้ และมีเศรษฐีอเมริกันหลายคนเริ่ม ‘บริจาค’ ให้กองทุนนี้แล้ว

โดยเขามีนโบายว่าถ้าได้รับบริจาคจำนวนมาก เด็กที่อายุเกิน 10 ปี ก็จะได้ ‘เงินขวัญถุง’ ด้วย แต่ไม่ได้ระบุจำนวน แต่ภาพรวมคือ เด็กทุกคนที่อายุไม่ถึง 18 ปี ล้วนมีสิทธิ์เปิดบัญชีนี้

นโยบายนี้ โดยพื้นฐานมันเป็นไอเดียสนับสนุนให้คนมีลูก เพราะหากคนไม่อยากมีลูกเพราะกลัวว่าเด็กจะไม่มีอนาคต นโยบายนี้คือการการันตีว่าเด็กโตไปอายุครบ 18 ปีจะมี ‘เงินก้อน’ เอาไว้ทำสิ่งต่างๆ ตั้งแต่เป็นทุนการศึกษาหรือเริ่มธุรกิจ

และเรียกว่า ‘ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว’ เพราะด้วยเงื่อนไขการลงทุนที่ ‘ต้องลงทุนในหุ้นอเมริกันเท่านั้น’ นอกจากจะกระตุ้นให้คนมีลูกเพิ่มขึ้นแล้ว มันยังเป็นการอัดฉีดเงินเข้าไปในตลาดหุ้นอีกด้วย 

เรียกได้ว่าเป็นการ ‘ทำให้อเมริกายิ่งใหญ่อีกครั้ง’ สมสโลแกนหาเสียงของทรัมป์จริงๆ

แต่ถามว่านี่เป็นเรื่องใหม่หรือไม่ คำตอบคือไม่

นโยบายตระกูลนี้มีทั่วโลกปัจจุบันมาตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 21 แล้ว มันมีชื่อเรียกทางนโยบายว่า ‘บัญชีเพื่อพัฒนาเด็ก’ (Child Development Account) โดยรายละเอียดโครงการคล้ายกัน แต่เกิดภายใต้ชื่อต่างๆ กัน

สิงคโปร์เริ่มโครงการนี้ในปี 2001 เรียกว่า ‘Child Development Account’ ถือเป็นโครงการแรกในโลกที่มีความชัดเจน เลยเป็นที่มาว่าทําไมโครงการแบบนี้ทั่วโลกโดยรวมๆ ถึงเรียกว่า Child Development Account

อังกฤษเริ่มโครงการนี้ในปี 2005 ในชื่อ ‘Child Trust Fund’ ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็น ‘Junior Saving Account’ ในปัจจุบัน

เกาหลีใต้เริ่มปี 2009 เรียกว่า ‘Didim Seed Account’ มุ่งเน้นไปที่ครัวเรือนยากจนเป็นหลัก

อินเดียเริ่มในปี 2015 เรียกว่า ‘Sukanya Samriddhi Account’ มุ่งเน้นไปที่การสะสมทุนการศึกษาให้เด็กผู้หญิง

อิสราเอลเริ่มในปี 2017 เรียกว่า ‘Saving for Every Child Program’ ซึ่งเป็นโครงการสนับสนุนให้คนมีลูกในภาพใหญ่ ที่มีบัญชีเพื่อพัฒนาเด็กเป็นส่วนหนึ่งของแพ็กเกจสนับสนุนการมีลูกด้วย

ความต่างทางนโยบายเหล่านี้มีหลายรายละเอียด เช่น การครอบคลุมของนโยบาย (บางประเทศจะให้ครัวเรือนยากจนเข้าร่วมเท่านั้น หรืออีกหลายประเทศก็ให้เด็กที่เกิดตามช่วงเวลาแบบไม่มีเงื่อนไข), การสนับสนุนของรัฐ (บางประเทศรัฐจะช่วยลงทุนด้วย บางประเทศรัฐจะแค่ลดหย่อนภาษีให้), ตัวเลือกในการลงทุน (บางประเทศจะให้เลือกระหว่างบัญชีเงินฝากความเสี่ยงต่ำกับลงทุนในตลาดหุ้น), เงื่อนไขในการใช้เงิน (บางประเทศจะกำหนดเงื่อนไขว่าต้องเอาเงินออกมาใช้เพื่อการศึกษาเท่านั้น ในขณะที่บางประเทศให้เอาเงินไปใช้ทำอะไรก็ได้) เป็นต้น

ก็เรียกว่าอเมริกาได้เรียนรู้จากนโยบายเหล่านี้ของหลายชาติก่อนจะออกนโยบายเอง

ใดๆ ก็ตาม ถ้าคิดว่านโยบายพวกนี้มีแนวโน้มจะลดความเหลื่อมล้ำก็เป็นความคิดที่ผิด เพราะผลสำรวจของนโยบายนี้จากสิงคโปร์ ที่เป็นชาติบุกเบิกการให้พ่อแม่สามารถลงทุนลดหย่อนภาษีเพื่ออนาคตของลูกมากว่า 20 ปี ชี้ชัดว่ามันเป็นนโยบายที่ยิ่งถ่างความเหลื่อมล้ำให้หนักขึ้น เพราะจะทำให้ครัวเรือนรายได้สูงใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเต็มเพดาน และโอนถ่ายความมั่งคั่งสู่รุ่นลูกแบบชิลๆ ส่วนครัวเรือนยากจนก็แทบจะไม่ได้ใช้สิทธิลดหย่อนพวกนี้เลย เพราะเงินไม่พอเก็บกันอยู่แล้ว

อ้างอิง: