4 Min

นัดบ่ายโมง มา 13.59 คือไม่สาย? ชวนส่อง ‘บุคลิกภาพด้านเวลา’ ของมนุษย์ กับการจัดการเวลาอย่างไร ไม่ให้ผิดใจกัน

4 Min
50 Views
08 Sep 2025

เมื่อช่วงประมาณเกือบสองสัปดาห์ที่แล้ว เกิดกระแสโซเชียลบนแพลตฟอร์ม X กับประโยคที่ว่า ‘นัดบ่ายโมง มา 13:59 คือไม่สาย’ ซึ่งทำชาวเน็ตไม่ว่าจะเป็นเด็ก Gen Z ไปจนถึงผู้ใหญ่ Gen X แห่มาแสดงความคิดเห็นกันให้ว่อนทั่วพื้นที่โซเชียลมีเดีย

ยกตัวอย่าง “ฉันเป็นเด็ก Gen Z ฉันยังไม่คิดอย่างนี้เลย” หรือ “คนสมัยนี้ทำไมมีแต่คนความคิดแปลกๆ ทั้งการใช้ตรรกะ และทักษะการจับใจความ” ไปจนถึง “นัดบ่ายโมง มาบ่ายโมงกว่า ถือว่าไม่สาย คิดได้ยังไง ส่วนตัวมองว่ามันคือข้อแก้ตัวสำหรับคนสาย ที่สายจนติดเป็นนิสัยมากกว่า”

หรือมุมมองที่ต่างกันของแต่ละคน เช่น บางคนบอกต้องมาก่อนเวลาอย่างน้อย 15 นาที นั่นก็คือ 12.45 จะถือว่า ‘ตรงต่อเวลา’ หรือบางคนบอก 13.00 นี่ก็ถือว่าโอเคแล้ว หรือบางคนที่บอกว่า 13.59 คือไม่สาย

จากสถานการณ์ที่ถกเถียงกันข้างต้น แสดงให้เห็นว่า จริงๆ แล้วมนุษย์เราอาจมีความเข้าใจเรื่องของ ‘เวลา’ ไม่เหมือนกันหรือเปล่า? 

คำตอบคือ อาจจะเป็นเช่นนั้น หากอ้างอิงตามทฤษฎี ‘บุคลิกภาพด้านเวลา’ (Time Personality) ซึ่งเป็นทฤษฎีที่สะท้อนถึงความสัมพันธ์ระหว่างเรากับเวลา เช่น เราตรงต่อเวลาหรือไม่ และเรารู้สึกว่ามีเวลาเหลือเฟือขนาดไหน?

โดยนักสังคมสงเคราะห์ที่มีใบอนุญาต คริสติน แอนเดอร์สัน (Kristin Anderson) ผู้ก่อตั้งศูนย์จิตบำบัดแมดิสัน สแควร์ (Madison Square Psychotherapy) อธิบายว่า บุคลิกภาพด้านเวลาคือ ‘สไตล์ธรรมชาติของแต่ละคน ว่าพวกเขาจะเลือกจัดการเวลาในรูปแบบของตนเองอย่างไร’

นั่นก็หมายความว่า ทฤษฎีบุคลิกภาพด้านเวลา คือตัวกำหนดวิธีคิดว่า ‘เราเป็นคนเป๊ะ’ หรือ ‘เราเป็นคนยืดหยุ่น’

ในขณะเดียวกันฝั่งของ ดร.ไรอัน ซุลตาน (Dr. Ryan Sultan) จิตแพทย์และอาจารย์ด้านจิตเวช จากมหาวิทยาลัยโคลอมเบีย ก็ได้กล่าวเสริมว่า บุคลิกภาพด้านเวลามีผลต่อความสามารถในการใช้ชีวิต และบางครั้งอาจนำไปสู่ความผิดปกติทางอารมณ์หรือจิตใจได้ โดยพบร่วมกับภาวะสมาธิสั้นได้บ่อย (ADHD)

โดยทฤษฎีบุคลิกภาพด้านเวลา สามารถจำแนกออกมาได้ทั้งหมด 4 ประเภท ได้แก่ 

  1. ผู้มองโลกในแง่ดีเรื่องของเวลา (Time Optimist)

คนกลุ่มนี้มักจะคิดว่าตนเองมีเวลาเหลือเฟือกว่าความเป็นจริง จึงไม่รู้สึกกดดันเมื่อต้องเผชิญเส้นตายหรือเวลาจำกัด ตัวอย่างเช่น ออกเดินทางไปกินข้าวโดยกำหนดเวลาไว้ตามแบบแผนอย่างเป๊ะ แต่ไม่เผื่อเวลาที่อาจเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน อย่างรถติดไฟแดง หรือฝนตก ซึ่งบ่อยครั้งมักนำไปสู่การมาสายเป็นประจำ

  1. ผู้กังวลด้านเวลา (Time Anxious)

คนกลุ่มนี้อยู่ฝั่งตรงข้ามจากคนกลุ่มแรก เนื่องจากคนกลุ่มนี้มีความกังวลสูง คิดไว้เสมอว่าอาจเกิดเรื่องผิดพลาด เช่น รถติด หลงทาง หรือมีเหตุให้ล่าช้า จึงมักไปถึงที่นัดหมายก่อนเวลามากพอสมควร

สำหรับ ‘ผู้กังวลเรื่องเวลา’ การไปก่อนเวลาที่นัดหมาย จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการตรงต่อเวลา แต่เป็นการลดความกังวลที่กลัวว่าจะมาสายด้วย ยกตัวอย่างสถานการณ์ คนกลุ่มนี้เวลามีกิจธุระต้องบินข้ามจังหวัดหรือข้ามประเทศ พวกเขาจะไปถึงที่สนามบินก่อนขึ้นเครื่องหลายชั่วโมง บ้างก็ 4 ชั่วโมง หรือบ้างก็มากกว่านั้น

  1. ผู้ยืดหยุ่นด้านเวลา (Time Bender)

บุคลิกสำหรับคนกลุ่มนี้ มักขับเคลื่อนด้วยอารมณ์ ความตื่นเต้น หรือแรงบันดาลใจ พวกเขามีประสิทธิภาพสูง ชอบทำงานแข่งกับเวลา และใช้ชีวิตเหมือนอยู่ใน ‘โซนเวลาส่วนตัว’ การมาสาย 10 นาทีของ ‘ผู้ยืดหยุ่นเวลา’ นั้น ถือว่ายังตรงเวลาอยู่ แต่ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็มักมีความคิดว่า “โอ้ เวลาหายไปไหนหมดนะ?”

ยกตัวอย่าง “อีก 5 นาทีออกเว้ยแก” แต่ที่จริงคือยังไม่ได้แม้แต่จะอาบน้ำ

  1. ผู้หลงเวลา (Time Blind)

บุคลิกของ ‘ผู้หลงเวลา’ มักพบในกลุ่มคนที่มีสมาธิสั้น (ADHD) หรือมีปัญหาการทำงานของสมองส่วนที่ทำหน้าที่บริหาร (Executive Function) ซึ่งผลที่ตามมาคือ คนกลุ่มนี้รับรู้การไหลของเวลาได้ยากมาก

เช่น หลังจากที่เริ่มทำงาน แล้วเงยหน้าขึ้นมาอีกที เวลาก็ดันผ่านไปเป็นชั่วโมงชนิดที่ไม่รู้ตัว…ใช่ว่าพวกเขาไม่ใส่ใจในเรื่องของเวลา แต่เป็นเพราะพวกเขาไม่มีเครื่องเตือนที่สามารถช่วยในการดำรงชีวิตได้ นั่นจึงเป็นเหตุที่ทำให้พวกเขามักหลุดจากตารางเวลาไปได้อย่างง่ายดาย

ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นคนกลุ่มไหน บุคลิกใด ทุกคนล้วนมีข้อดีและข้อเสียที่ต่างกัน ซึ่งเราสามารถหาวิธีจัดการเวลา เพื่อให้เกิดประโยชน์ได้ ดังนี้

  1. ใช้แอปช่วยจัดการเวลา 
  2. สำหรับผู้ที่กังวลเรื่องเวลามากจนเกินไป ลองทดลองยืดหยุ่นตารางชีวิต และลดความเป๊ะ! ในตัวเองลง เช่น อาจลองเลื่อนกิจวัตรเล็กๆ อย่างการนอนช้าลงสักประมาณ 10 นาที เพื่อฝึกให้สมองสามารถรับความยืดหยุ่นได้
  3. เว้นวันว่างในแต่ละสัปดาห์ เพื่อให้ตัวเองได้ไหลไปตามธรรมชาติ
  4. เผื่อเวลาว่างระหว่างตาราง เช่น ถ้าเรามีประชุมงานตอน 11.00-12.00 น. และมีนัดกินข้าวกับเพื่อนต่อ เราควรที่จะนัดกินข้าวกับเพื่อนตอน 12.30 น. เพื่อเผื่อเวลาหากประชุมเลยเวลา 

แต่ท้ายที่สุด ไม่ว่าคุณจะเป็นคนที่มีบุคลิกประเภทไหน สิ่งสำคัญที่สุดคือ ‘การเคารพเวลาของผู้อื่น’ 

ยกตัวอย่าง ถึงแม้นัดที่คุณกำลังจะได้ไปในวันข้างหน้า จะเป็นแค่เพียงการนัดหมายไปเที่ยวเล่นในวันหยุดสุดสัปดาห์ทั่วไป แต่คุณก็ไม่ควรไปสาย และควรหันมามองในมุมของคนที่ต้องอดทนรอ ว่าเขาอาจต้องทนร้อน ทนเมื่อยขนาดไหนเพื่อยืนรอคุณ

หรือบางคราวเขาอาจมีแบบแผนที่อยากจะพาคุณไปกินข้าวร้านอร่อยๆ และพาเดินเที่ยวเตร็ดเตร่แบบปล่อยจอยก็เป็นได้ แต่เมื่อคุณมาสาย คุณก็อาจกำลังทำลายแผนที่เขาจัดเตรียมมาเพื่อใช้เวลากับคุณแบบไม่รู้ตัวก็ได้นะ

ดังนั้นแล้ว ในโลกที่เวลาเดินเท่ากัน แต่คนมองในเรื่องของเวลาไม่เท่ากัน เราควรหาจุดตรงกลางในการแก้ไขปัญหาอย่างไร 

ถ้าหากความเข้าใจในเรื่องของเวลามันไม่ตรงกันจริงๆ ทางออกดีที่สุดก็คงเป็น ‘การพูดคุย’ เช่น สื่อสารออกไปตรงๆ เลยว่า ในมุมมองของเรา เวลาบ่ายโมงคือ คุณควรมาก่อน 15 นาที หรือถ้าใครอยากจะมา 13.59 ก็คงเป็นมุมมองที่แตกต่าง จะได้ทำความเข้าใจกัน

แล้วเพื่อนๆ คิดเห็นอย่างไรในเรื่องของเวลา แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้นะ!

อ้างอิง: