3 Min

‘THE TAKE (ฮอร์โมน) SEASON 2’ เรียลลิตี้ที่ยิ่งปั่น คนยิ่งอิน! จากอารมณ์ร่วมในรายการ สู่การตัดสินคนบนโลกออนไลน์

3 Min
234 Views
22 Jan 2026

ถ้าจะพูดถึงรายการเรียลลิตี้ที่ดุเดือดที่สุดในประเทศไทยตอนนี้ คงหนีไม่พ้นการกลับมาของ ‘THE TAKE (ฮอร์โมน) SEASON 2’ รายการที่สร้างกระแสและมีมไวรัลไปทั่วโซเชียล การันตีความแรงด้วยยอดวิว 1 ล้านวิวทุกอีพี หลังจากปล่อยออกมาเพียง 3 อีพีเท่านั้น

นำทีมโดย ‘นารา เครปกะเทย’ ในฐานะโปรดิวเซอร์และเจ้าของรายการ พร้อมด้วยเหล่าเมนเทอร์ทั้ง 3 ทีม ได้แก่ ฟลุ๊ค-แพรขวัญ, โมจิ-เอลี่ และ จั๊กจั่น-มะเดี่ยว

เพียงแค่ 3 อีพีแรก THE TAKE (ฮอร์โมน) SEASON 2 ก็กลายเป็นสนามถกเถียงขนาดใหญ่ในโลกออนไลน์ ตั้งแต่รูปแบบรายการ โปรดักชัน ไปจนถึงบทบาทของเมนเทอร์ ผู้เข้าแข่งขัน และแม้กระทั่งสปอนเซอร์ของรายการ 

กระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่ถาโถมเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ไม่เพียงทำให้รายการถูกพูดถึงในวงกว้าง แต่ยังดึงให้ผู้ชมจำนวนมากเกิดอาการ ‘อิน’ กับรายการจนโซเชียลแทบจะลุกเป็นไฟ

[ทำไมดราม่าถึงยิ่งทำให้ผู้ชมอิน]

ความดราม่าไม่ได้ทำหน้าที่แค่สร้างความขัดแย้ง แต่มันกำลัง ‘กระตุ้นอารมณ์ร่วม’ ของผู้ชม และในรายการเรียลลิตี้ ความดราม่าคือกลไกที่ทำให้ผู้ชมไม่สามารถอยู่ในบทบาทผู้สังเกตการณ์เฉยๆ ได้ เรามักมีอารมณ์ร่วมจนต้องเลือกข้าง ตัดสิน และเผลอเอามาตรฐานของตัวเองไปวางไว้ในสถานการณ์นั้น

เพราะเรียลลิตี้ไม่ได้ต้องการแค่ผู้ชมแล้วผ่านไป แต่ต้องการให้คน ‘อิน’ เมื่อผู้ชมอินพอจะดูต่อ ก็จะนำไปสู่การถกเถียง และนำเรื่องในรายการไปพูดต่อ ความแรงของรายการจึงทำหน้าที่เสมือนเชื้อเพลิง ที่พาให้เรื่องราวในรายการออกไปอยู่บนฟีดโซเชียล

อย่างใน EP.2 ที่โดนถล่มหนักเรื่องความไม่แฟร์ของชุดแคมเปญของทีมเอลี่-โมจิ ที่ผู้ชมมองว่าไม่ยุติธรรมกับอีกสองทีม และขาดความชัดเจนจากรายการ ต่อเนื่องไปจนถึง EP.3 ที่ผู้ชมรู้สึกไม่พอใจในผลตัดสินของสปอนเซอร์และกรรมการที่ค้านสายตา

[แล้วรายการควรรับผิดชอบแค่ไหนต่ออารมณ์ผู้ชม]

รายการ THE TAKE (ฮอร์โมน) SEASON 2 มีความเรียลในแบบที่รายการทีวีปกติให้ไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นคำพูดจิกกัด การด่ากันตรงๆ แบบไม่มีเซ็นเซอร์ อารมณ์จริง โกรธจริง ร้องไห้จริง จนทำให้ผู้ชมรู้สึกเหมือนกำลังแอบดู ‘เรื่องชาวบ้าน’ รวมถึงการไม่มีกติกาที่ตายตัว เน้นความสะใจและกระแสเป็นหลัก และความเรียลที่ยังลามออกมานอกรายการ เมื่อเมนเทอร์ใช้โซเชียลส่วนตัวตอบโต้กันทันทีหลังจบอีพี

หากจะบอกว่าผู้ผลิตไม่ต้องรับผิดชอบต่ออารมณ์ผู้ชมเลย ก็อาจจะเป็นการใจร้ายไปสักหน่อย ในมุมของผู้ผลิต การปั่นกระแสจนคนอินทั้งโซเชียลคือความสำเร็จสูงสุด แต่ความรับผิดชอบที่เลี่ยงไม่ได้เลย คือการจัดการกับผลลัพธ์หลังจากนั้น เมื่อความสนุกเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความเกลียดชัง และความเห็นต่างเริ่มลามไปสู่ไซเบอร์บูลลี่ (Cyberbullying) ในชีวิตจริง

ในขณะเดียวกัน ผู้ชมก็ต้องเรียนรู้ที่จะบาลานซ์ระหว่าง ‘อารมณ์’ กับ ‘ความจริง’ การอินไปกับรายการไม่ใช่เรื่องผิด การมีวิจารณญาณจึงช่วยให้เราแยกออกได้ว่า อารมณ์ไหนคืออรรถรสของการรับชม และขอบเขตไหนที่ไม่ควรถูกข้ามไป 

[เมื่อความอินกลายเป็นการล้ำเส้นชีวิตจริง]

สิ่งที่น่ากังวลและดูจะรุนแรงกว่าดราม่าในจอ คือการที่ผู้ชมบางกลุ่ม ‘อินเกินไป’ จนเริ่มแยกไม่ออกระหว่าง ‘บทบาทในรายการ’ กับ ‘ชีวิตจริง’ เรากำลังสวมบทผู้พิพากษาและใช้มาตรฐานของตัวเองไปตัดสินคนอื่น แล้วลามไปด่าทอเมนเทอร์ หรือแม้แต่สปอนเซอร์ ไม่ใช่แค่ในคอมเมนต์ ยังรวมไปถึงการบุก Inbox และไล่รีพอร์ต Instagram ส่วนตัวของเด็กในรายการ

ถึงแม้รายการ THE TAKE (ฮอร์โมน) Season 2 จะไม่ใช่เรียลลิตี้แรกที่ทำให้ผู้ชมอินจนโซเชียลระเบิดได้ขนาดนี้ แต่มันคือภาพสะท้อนว่า ไม่ว่ายุคสมัยจะเปลี่ยนไปแค่ไหน ‘ความดราม่า’ ก็ยังคงเป็นสินค้าที่ขายได้เสมอ

แต่ก็ต้องอย่าลืมว่า สิ่งที่รายการนำเสนอย่อมผ่านการตัดต่อและปรุงแต่งมาเพื่อความบันเทิง อย่าปล่อยให้ความสะใจชั่วคราว ต้องแลกมาด้วยการทำลายชีวิตจริงของคนอื่น เพียงเพราะเราอินจนแยกไม่ออกว่า… ส่วนไหนคือ ‘เกม’ และส่วนไหนคือ ‘คน’

อ้างอิง: