6 Min

“เราเคยอยากเป็น ‘Miranda Priestly’ แต่ในวันนี้ ‘โลกแบบนั้น’ ยังจำเป็นอยู่ไหม?” สำรวจโลกการทำงาน หัวหน้าผู้เก่งกาจ และความรุ่งโรจน์-ร่วงโรยของวงการสิ่งพิมพ์ จาก ‘The Devil Wears Prada 2’

6 Min
14 Views
05 May 2026

“สาวๆ เป็นล้านยอมตายเพื่อให้ได้งานนี้!” (A million girls would kill for this job!)
“ทุกๆ คนอยากเป็นอย่างเรา” (Everybody wants to be us.)

ประโยคเหล่านี้จากภาพยนตร์ ‘The Devil Wears Prada’ ล้วนสะท้อนภาพการทำงานในโลกของ Runway รวมถึงอุดมคติการทำงานทุ่มเทถวายชีวิตให้กับนายหญิงผู้ที่คอยจ้องจะฉีกคุณเป็นชิ้นๆ ถ้าพลาดแม้แต่นิดเดียว

ชื่อของ ‘มิแรนดา พรีสต์ลี’ (Miranda Priestly) จึงกลายเป็นนิยามของคำว่า ‘ความสำเร็จ’ และ ‘มาตรฐานระดับสูง’ รวมถึงหนึ่งในฉากไอคอนิกของภาพยนตร์เรื่องนี้ ที่ผู้คนยังหยิบมาพูดถึงกันอยู่เสมอ นั่นคือฉาก ‘สีฟ้า Cerulean’

มิแรนดาไม่ได้แค่กำลังอธิบายว่า ‘แค่สีน้ำเงิน’ ที่ดูไม่ต่างกัน จนผู้ช่วยเลขาฯ สาวคนใหม่ถึงกลับหลุดขำออกมาในวงสนทนาที่ดูจริงจังมากเกินไปกับเรื่องรายละเอียดเล็กน้อยเช่นนี้ แต่กำลังประกาศแสนยานุภาพของ Runway และตัวเองว่า แม้แต่ ‘ของ’ ที่คนอย่างแอนดี หรือ ‘Andrea Sachs’ ที่คิดว่าเสื้อผ้าที่สวมใส่อยู่เป็นสิ่งที่เธอ ‘เลือกเอง’ แต่ในโลกความเป็นจริง รวมถึงโลกอุตสาหกรรมแฟชั่นที่มีมูลค่ามหาศาลแล้ว สิ่งที่อยู่บนตัวแอนดีล้วนถูกเลือกมาแล้วหลายชั้น หลายกระบวนการ ตั้งแต่รันเวย์แฟชั่น ไปจนถึงแบรนด์ ไปจนถึงหน้าร้าน สู่กองเสื้อผ้าลดราคามหึมาที่แอนดีไปคว้ามาได้ จนมาอยู่ในตู้เสื้อผ้าของตัวเอง

ในความชัดเจน เด็ดขาด และรู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ ของฉากสีฟ้า Cerulean ยังฉายภาพความเก่งกาจที่ไม่อาจมีใครล้มได้ของ ‘มิแรนดา พรีสต์ลี’ ผู้เป็นทั้งบรรณาธิการบริหารนิตยสาร Runway ของสหรัฐอเมริกา และ ‘กุมบังเหียน’ โลกของแฟชั่นทั้งโลกไว้ในกำมือ แม้ไม่ต้องเอ่ยปากว่า ‘ใช่’ หรือ ‘ไม่ใช่’ ออกมา

ช่วงที่ The Devil Wears Prada ออกฉายเมื่อปี 2006 คือช่วงที่อุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ยังมีบทบาทเป็นศูนย์กลางของวัฒนธรรม นิตยสารแฟชั่นอย่าง ‘Vogue’ ไม่ใช่แค่พื้นที่สำหรับการอ่าน แต่คือ ‘พื้นที่ที่มีจำนวนจำกัด’ และการได้อยู่ในพื้นที่นั้น ไม่ได้เกิดจากการที่ใครอยากจะอยู่ก็อยู่ได้ เพราะสิ่งเหล่านี้ต้องผ่านการคัด ผ่านการเลือก ผ่านสายตาของคนอย่าง ‘มิแรนดา’ มาแล้วทั้งสิ้น

มิแรนดาจึงไม่ใช่แค่หัวหน้า เธอคือ ‘คนเฝ้าประตู’ บานนี้ และมีอำนาจสิทธิ์ขาดที่จะกำหนดว่า ใครจะถูกมองเห็น สิ่งไหนจะถูกจดจำ และอะไรจะถูกปล่อยให้หายไป แต่สำหรับสังคมปัจจุบันในบริบทของภาพยนตร์ The Devil Wears Prada 2 ความรุ่งโรจน์ของสื่อสิ่งพิมพ์กลับกลายเป็น ‘ความร่วงโรย’ และคนอย่างมิแรนดากลายเป็น ‘ของตกยุค’

หลังวิกฤตเศรษฐกิจปี 2008 ในสหรัฐอเมริกา งบโฆษณาเริ่มถูกตัดจากสิ่งพิมพ์ พอโลกทั้งใบเข้าสู่ยุคดิจิทัล แพลตฟอร์มออนไลน์อย่าง Google และ Facebook กลายเป็นพื้นที่หลักของการสื่อสาร เพราะโลกออนไลน์วัดผลได้เร็วกว่า เข้าถึงคนได้ตรงกว่า และที่สำคัญ…ต้นทุนต่ำกว่า

หลายสำนักพิมพ์ใหญ่จึงต้องปรับตัว เช่นเครือ Condé Nast ซึ่งเป็นหนึ่งในศูนย์กลางของสื่อแฟชั่นโลก ประกาศปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ในปี 2019 รวมกองบรรณาธิการหลายประเทศเข้าด้วยกัน และลดจำนวนพนักงาน หรือแม้แต่ ‘Teen Vogue’ ก็ยุติฉบับสิ่งพิมพ์ในเวลาต่อมา แล้วเปลี่ยนสนามการทำงานไปอยู่ในโลกออนไลน์เต็มตัว

สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่การหายไปของสื่อสิ่งพิมพ์ แต่คือการเปลี่ยนบทบาทและบริบทที่สำคัญของสื่อที่เคยครองอำนาจ กำหนดทิศทางทางความคิดของสังคมมาอย่างยาวนาน สำหรับวงการแฟชั่น นิตยสารแฟชั่นต่างๆ จากที่เคยเป็น ‘ต้นทางของเทรนด์’ สื่อสิ่งพิมพ์จำนวนมาก กลายเป็น ‘หนึ่งในคนที่ต้องตามเทรนด์’ ให้ทัน

เมื่อสื่อสิ่งพิมพ์ร่วงโรย แล้วเราจะยังต้องการโลกแบบ Runway อยู่ไหม?

โลกทั้งใบไม่ได้เลิกอ่านหนังสือ แต่ผู้คนเลิกเชื่อว่าต้องมีใครคนใดคนหนึ่งมาบอกว่าเราควรอ่านอะไร เมื่อก่อนการได้ทำงานอยู่ใน Runway หรือการถูกเรียกว่า ‘สาวๆ ของมิแรนดา’ นั่นอาจแปลว่าเรา ‘มาถูกทางแล้ว’ และ ‘เข้าใกล้’ ความสำเร็จอีกหนึ่งขั้น เพราะมันคือพื้นที่ที่ผ่านการคัดมาแล้ว แต่วันนี้ใครๆ ก็สร้างพื้นที่ของตัวเองได้ ใครก็มีผู้รับสาร (audience) ของตัวเองได้ โดยไม่ต้องรอให้มิแรนดาอนุมัติ

The Devil Wears Prada 2 จึงสะท้อนภาพอำนาจที่เคยรวมศูนย์ถูกกระจายออกไป และเมื่อไม่มีศูนย์กลาง คำถามเรื่อง ‘ความสำเร็จ’ ก็ไม่มีคำตอบเดียวอีกต่อไป สาวๆ นับล้านจึงไม่จำเป็นต้องยอมตายเพื่อให้ได้ทำงานกับ ‘ของเก่าตกยุค’ เช่นกัน

มิแรนดา พรีสต์ลี จึงไม่ใช่แค่ตัวละครสมมติ แต่เธอคือสัญลักษณ์ของโลกอีกรูปแบบหนึ่ง เป็นโลกที่มีคำตอบ โลกที่มีลำดับชั้น และโลกที่มี ‘คนเพียงไม่กี่คน’ เป็นผู้ตัดสิน และคำถามคือ

เรายังอยากอยู่ในโลกแบบนั้นอยู่ไหม?

ในโลกแบบ Runway มาตรฐานที่สูง ไม่ใช่ตัวเลือกแต่คือข้อบังคับ การทำพลาด ไม่ใช่แค่ความผิดพลาด แต่จะเป็นสิ่งที่มีผลกระทบไปสู่เรื่องอื่นๆ ทันที

เมื่อก่อน เราอาจเคยเรียกสิ่งเหล่านี้ว่า ‘ความเป็นมืออาชีพ’ แต่วันนี้ โลกของการทำงานมีศัพท์ใหม่เกิดขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Burnout, Toxic Workplace, Mental Health เป็นต้น

องค์การอนามัยโลกได้อธิบายคำว่า ‘Burnout’ ไว้ว่า เป็นภาวะจากความเครียดเรื้อรังในการทำงาน ที่ไม่ได้รับการจัดการ นั่นแปลว่า สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่เรื่องของปัจเจกหรือปัญหาที่เกิดขึ้นกับคนใดคนหนึ่ง แต่คือเรื่องของระบบที่กำลังบั่นทอนคนทำงานเช่นกัน

นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยจำนวนมากในช่วงหลังชี้ให้เห็นข้อเท็จจริงที่ไปในทางเดียวกันว่า สภาพแวดล้อมที่กดดันสูง สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน หรือ Performance ได้จริงเพียงระยะสั้นๆ แต่ส่งผลร้ายแรงในองค์กรระยะยาว คนทำงานจะหมดไฟ และจบลงด้วยการ ‘อยากลาออก’

มันจึงไม่ใช่คำถามว่ามิแรนดาดีหรือไม่ดี แต่เป็นคำถามว่า ‘ระบบแบบนี้’ ทำให้คนทำงานอยากอยู่ต่อไหม หัวหน้าแบบมิแรนดาอาจทำให้คนเก่งขึ้น แต่คำถามคือ คนเหล่านั้นเก่งขึ้นเพราะเธอ หรือเก่งขึ้นเพื่อให้รอดจากเธอ สองอย่างนี้ไม่เหมือนกัน

อีกมุมมองการทำงานที่สะท้อนอยู่ในโลกแบบ Runway นั่นคือ การทำงานจนไม่มีเวลาส่วนตัวคือเรื่องปกติ และการถูกกดดันคือสิ่งที่ทุกคนต้องเจอ

คนที่อยู่ได้อาจไม่ใช่คนที่เก่งสุด แต่คือคนที่ ‘รับเงื่อนไขนี้ได้’ ถ้ามองแบบนี้ แล้วสิ่งที่เราเคยเรียกว่า ‘passion’ อาจไม่ใช่ความรัก (งาน) เพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงความสามารถในการอยู่กับเงื่อนไขให้ได้เช่นกัน แล้วถ้าอยู่กับสิ่งนี้ได้นานพอ เราจะเริ่มคิดว่านี่แหละคือสิ่งที่เรารัก…ใช่ไหม?

ทำให้คำว่า ‘I love my job’ ประโยคอมตะคลาสสิกจากภาพยนตร์ภาคแรกถูกหยิบมาพูดถึงอยู่เสมอ และเมื่อ 20 ปีให้หลังของบริบทสังคมการทำงานปัจจุบัน บางทีสิ่งที่เปลี่ยนไปมากสุด อาจไม่ใช่ ‘Runway’ ไม่ใช่ ‘มิแรนดา’ แต่อาจเป็น ‘ตัวเราเอง’

มนุษย์วัยทำงานไม่ได้เลิกรักงานภายในวันเดียว แต่ความรู้สึกต่างหากที่ค่อยๆ เปลี่ยนจากความอยากไปออฟฟิศให้กลายเป็นการตื่นเช้าที่ทุกข์ทรมาน จากเคยพูดได้เต็มปากว่ารักงานที่ทำ บางครั้งก็ต้องหยุดครุ่นคิดสักครู่

I love my job ที่ไม่ได้ love มันจริงๆ ไม่ใช่เพราะเกิดจากงานที่แย่ลงเสมอไป แต่เพราะเราเริ่มเห็นว่า ความรักในงานมันมีต้นทุนเสมอ ไม่ว่าจะเป็น เวลา ความสัมพันธ์ รวมถึงความเป็นตัวเองบางส่วน และบางครั้ง สิ่งที่เหนื่อยสุดไม่ใช่การทำงานหนัก แต่คือการต้องทำเหมือนว่าเราโอเคกับทุกอย่างที่งานพรากเอาไปจากเรา

‘The Devil Wears Prada 2’ ไม่ได้เล่าเรื่องโลกของแฟชั่นทั้งหมด แต่คือภาพสะท้อนของสังคมที่เปลี่ยนไปและการปรับตัวให้อยู่รอดกับธุรกิจที่กำลังจะตาย

วันนี้ชื่อของ ‘The Devil Wears Prada’ กลับมาอีกครั้ง นอกจากการรอคอยของแฟนหนังที่ยาวนานนับสองทศวรรษและความสนุกของภาพยนตร์ภาคต่อ สำหรับบางคนคือการหวน ‘คิดถึง’ ตัวเองในตอนนั้นเมื่อครั้งยังเยาว์และเคยเชื่อว่า ถ้าพยายามมากพอ ทุกอย่างจะประสบความสำเร็จ หรือแม้แต่ตอนที่เรายังคิดว่า โลกแบบมิแรนดา พรีสต์ลี คือโลกที่เราอยากไปถึง ในวันนี้ คำถามไม่ใช่แค่ว่า “เราจะไปถึงจุดนั้นได้ไหม” แต่กลายเป็นว่า ในโลกที่เปลี่ยนเร็วและยังคงดำเนินต่อไป เรายังอยากอยู่ในโลกแบบนั้นอยู่ไหม เมื่อความสำเร็จในหน้าที่การงานต้องมาควบคู่กับความสุขในพื้นที่ทางใจและพื้นที่ส่วนตัวเช่นกัน

ท้ายที่สุด บางทีสิ่งที่เราคิดว่ากำลังจะตายอาจไม่ใช่ ‘สื่อสิ่งพิมพ์’ แต่คือ ‘โลกแบบเดิม’ ที่เคยมีคนไม่กี่คนเป็นคนเลือกแทนทุกคน โลกแบบนั้นอาจกำลังจบลงจริง แต่ไม่ได้แปลว่าโลกสื่อสิ่งพิมพ์และการสื่อสารจะไม่มีคุณภาพอีกต่อไป

ในวันที่ใครๆ ก็เล่าเรื่องได้ สิ่งที่สำคัญมากขึ้นไม่ใช่การพูดหรือการสื่อสาร แต่คือการจะทำอย่างไรให้การสื่อสารนั้นมีความหมาย และนั่นคือเหตุผลที่คนทำสื่อยังจำเป็นอยู่

เพราะสุดท้าย ต่อให้โลกเปลี่ยนไปแค่ไหน ต่อให้แพลตฟอร์ม รูปแบบ หรือธุรกิจเปลี่ยนไปอย่างไร การเล่าเรื่องที่ดี การตั้งคำถามที่จำเป็น รวมถึงคนที่ยังเชื่อมั่นและศรัทธาในคุณค่าของการเล่าเรื่อง ก็จะยังหาวิธีเล่าเรื่อง ปรับวิธีการทำงานกันต่อไป

และในโลกแบบนั้น หัวหน้าอย่าง ‘มิแรนดา พรีสต์ลี’ ก็คงไม่ได้หายไปไหน ในตอนท้ายของภาพยนตร์ ‘The Devil Wears Prada 2’ มิแรนดาสนับสนุนให้แอนดีเขียนหนังสือตีแผ่เบื้องหลังชีวิตเจ้านายอย่างเธอ แต่มิแรนดาย้ำชัดว่า ถ้าจะเล่า ก็ให้เล่าทั้งหมด ‘ทั้งวันที่ไม่มีเวลาให้ลูกๆ วันที่งานมาก่อนครอบครัว และสิ่งที่ต้องแลกเพื่อมายืนตรงนี้’ พร้อมพูดว่า “I just… love my job.”

ทั้งหมดนี้ไม่ใช่การแก้ตัว แต่คือการที่หญิงแกร่งคนนี้ยอมรับว่าความสำเร็จแบบนี้มีต้นทุน และเธอรู้ดีว่ากำลังแลกกับอะไรอยู่ แต่ก็ยังเลือกมันอยู่ดี
‘เธอรักงานของเธอ และบางที…นั่นอาจเป็นเหตุผลเดียวกันที่โลกยังต้องการคนแบบเธออยู่’

Miranda Loves her Job, Long Live Journalism.