60 ปีก่อน คนไทยไม่ต้อง ‘แบก’ พ่อแม่ จนต้องเสียสละชีวิตและความสุขตนเอง เพราะคนสมัยนั้นมีลูกกัน 5-6 คน
ทุกวันนี้ประเด็นเรื่อง ‘คนรุ่นใหม่ไม่มีลูก’ เป็นประเด็นร้อนเสมอ และที่ประเด็นร้อนเช่นกันก็คือประเด็นที่ลูกต้องแบกรายจ่ายในการดูแลพ่อแม่วัยเกษียณเอาไว้ จนตัวเองไม่มีโอกาสได้ใช้ชีวิต ซึ่งคนรุ่นหลังๆ ก็กล้าออกมาพูดประเด็นนี้มากขึ้น และก็เป็นที่โต้เถียงมากขึ้นเช่นกัน
อันที่จริงสองประเด็นนี้เกี่ยวพันกันอย่างลึกซึ้ง
ขอเริ่มจากสิ่งที่ในทางสถิติเรียกว่า ‘อัตราเจริญพันธุ์รวม’ (Total Fertility Rate) ก่อน อธิบายง่ายๆ มันคือตัวเลขสถิติค่าเฉลี่ยที่ผู้หญิงคนหนึ่งในสังคมจะมีลูกตลอดชีวิต ตัวเลขนี้ถ้าเป็น 2 ก็หมายความว่า ผู้หญิงในสังคมนั้นทั้งชีวิตจะมีลูกเฉลี่ย 2 คน แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะมีลูก แค่ค่าเฉลี่ยรวมกันของจำนวนลูกของผู้หญิงทั้งสังคมทั้งชีวิตจะมีรวมกันคือ 2 คน
ตัวเลขนี้ถูกใช้เป็นตัวชี้วัดว่าคนในสังคมจะมีลูกมากหรือน้อย ซึ่งทั่วไปตัวเลข 2 คือตัวเลขที่ห้ามร่วงต่ำกว่านั้น เพราะต่ำกว่านั้นประชากรจะลด เนื่องจากปกติตามธรรมชาติประชากรผู้ชายกับผู้หญิงในสังคมจะกึ่งๆ เท่ากัน และถ้าผู้หญิงมีลูกเฉลี่ย 2 คน ก็หมายความว่าในระยะยาวจะทดแทนประชากรเดิมได้เรื่อยๆ
และ ณ ตอนนี้อัตราเจริญพันธุ์รวมของไทย ไม่ใช่แค่ต่ำกว่า 2 แต่ต่ำกว่า 1 แล้ว ถือเป็นหนึ่งในประเทศที่อัตราเจริญพันธุ์รวมต่ำที่สุดในโลก โดยตัวเลขนี้แต่ละสำนักบอกไม่เท่ากัน (วิธีการประเมินต่างกันในรายละเอียด) ซึ่งในอนาคตอันใกล้ ตัวเลขนี้ก็มีแนวโน้มจะขยับเข้าใกล้เลข 1 ต่ำลงไปเรื่อยๆ ตามเทรนด์ของคนรุ่นใหม่
และนั่นก็สอดคล้องว่าถ้าไปดูผู้หญิงในสังคมไทยที่มีชีวิตอยู่โดยเฉพาะรุ่นใหม่ๆ เราก็จะพบคนที่จะอยากมีลูกน้อยลงอย่างน่าใจหาย การที่ค่าเฉลี่ยรวมในภาพใหญ่ยังไม่เป็นศูนย์ ก็เพราะยังมีคนบางกลุ่มที่ยังเลือกจะสร้างครอบครัวอยู่ แต่ในภาพรวม วิกฤตประชากรไทยได้เริ่มต้นขึ้นแล้วจริงๆ
ถ้าเห็นตัวเลขนี้ สิ่งที่คาดเดาได้ในทางสังคมเลยก็คือ มันจะเต็มไปด้วย ‘ลูกคนเดียว’ คือคนเลือกจะมีลูกน้อยลง และคนที่มีลูก ก็มีน้อยลง โดยเราก็จะเห็นว่าครอบครัวยุคปัจจุบันที่มีลูก ส่วนใหญ่ก็จะมีลูกแค่คนเดียว ซึ่งเราอาจไม่รู้สึกว่ามันแปลกอะไร แต่สิ่งที่คาดเดาได้ในทางสังคมในระยะยาวก็คือ ‘ลูกคนเดียว’ นี้ในระยะยาวก็จะต้องแบกรับการดูแลพ่อแม่ ในแบบที่ว่าถึงพ่อแม่ไม่ได้เรียกร้องเงินทองอะไร แก่ตัวไปลูกก็ต้องใช้เวลาในการดูแลอยู่ดี ซึ่งคนที่ดูแลพ่อแม่สูงวัยก็จะยิ่งรู้สึกว่าตัวเองเงินไม่พอ เวลาไม่พอจะมีครอบครัว หรือถึงมีคู่ชีวิตก็อาจลังเลที่จะมีลูก เพราะพะวงเรื่องการดูแลพ่อแม่ ซึ่งต้องใช้เงินและทรัพยากรแบบที่คาดไม่ถึงอย่างต่อเนื่องเมื่อพ่อแม่อายุมากขึ้นๆ
ทั้งหมดเป็นปัญหาแบบงูกินหาง คือพอคนเริ่มมีลูกกันน้อยลง ลูกก็เริ่มบ่นว่าเหนื่อยดูแลพ่อแม่ ไม่มีเงินพอจะมีลูก หรือไม่มีเงินพอจะมีลูกหลายๆ คนอย่างที่อยากมี ก็เลยมีลูกน้อยลงอีก วนไปเรื่อยๆ
ถ้ามองในภาพเล็ก เราอาจคิดง่ายๆ ว่าคนสมัยนี้จิตใจแย่ลง อดทนน้อยลง ดูแลพ่อแม่แค่นี้ก็ไม่ได้ คนสมัยก่อนเขาเลี้ยงลูก 5-6 คนได้สบาย และสามารถดูแลพ่อแม่ได้
แต่นั่นทำให้เราต้องมองลึกลงไปถึงโครงสร้างของปัญหาที่ว่า ‘โครงสร้างครอบครัวไทย’ เปลี่ยนไป
ในสมัยก่อน ปัญหาเรื่องการไม่มีคนดูแลพ่อแม่ไม่ได้รุนแรงขนาดนี้ ด้วยเหตุผลว่า พ่อแม่ส่วนใหญ่มีลูกเฉลี่ย 5-6 คน และถ้าในธรรมเนียมไทย คนที่มีหน้าที่ดูแลพ่อแม่คือลูกสาวคนเล็กที่จะได้ ‘ออกเรือน’ หรือแต่งงานช้าสุด แต่อีกด้านก็เป็นธรรมเนียมเช่นกันที่ลูกสาวคนเล็กจะได้รับมรดกจากพ่อแม่มากกว่าคนอื่น กล่าวคือมันมีความต่างตอบแทนที่เอื้อเฟื้อกันอยู่ในระบบแบบนี้ ซึ่งจริงๆ มันก็เชื่อมโยงกับระบบครอบครัวไทยดั้งเดิมที่ผู้ชายมักต้องแต่งเข้าบ้านผู้หญิง และผู้หญิงก็มีหน้าที่ช่วยกันดูแลพ่อแม่ โดยมีลูกสาวคนเล็กเป็นตัวหลัก (ซึ่งถ้าเป็น ‘ครอบครัวจีน’ ที่สืบสายเลือดทางผู้ชาย จะเป็นอีกระบบเลย ที่ผู้หญิงต้องแต่งเข้าบ้านผู้ชาย และผู้ชายมีหน้าที่ดูแลพ่อแม่ตน)
หากถามว่า ดูแลพ่อแม่เสร็จแล้วใครจะดูแลตัวเอง คำตอบก็คือลูกสาวคนเล็กของตัวเองในอนาคต ซึ่งในยุคนั้นโอกาสที่จะมีลูกสาวสักคนมาสืบทอดระบบนี้มีสูงมาก เพราะมีลูกกันขั้นต่ำ 5-6 คน
จะเห็นได้ว่าระบบนี้ มองในบางแง่ก็เหมือนกลไกที่ต้องส่งต่อหน้าที่การดูแลกันไปเรื่อยๆ เป็นทอดๆ ตลอด และจริงๆ ตลอดประวัติศาสตร์ไทย ระบบการดูแลพ่อแม่มันก็เป็นแบบนี้ และมันก็ไม่เคยมีปัญหาเรื่องลูกไม่ดูแลพ่อแม่ มันไม่ได้หมายความว่าลูกสาวคนเล็กจะยอมเล่นบทบาทตัวเองเสมอไป บางคนอาจแต่งเข้าบ้านคนจีนไป ลูกสาวคนรองก็อาจเล่นบทบาทดูแลพ่อแม่และรับมรดกแทน หรือถ้าดันไม่มีลูกสาวเลย ระบบสังคมไทยก็ยืดหยุ่นพอให้ลูกชายดูแลพ่อแม่
พูดง่ายๆ คือมีลูก 5 คน ถ้าไม่มีใครช่วยดูแลพ่อแม่เลยนั่นคือผิดปกติ และการช่วยกันดูแลพ่อแม่เพื่อแบ่งเบาภาระจึงเป็นเรื่องธรรมชาติในยุคนั้น
แต่ระบบนี้เริ่มเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงในทศวรรษ 1970 โดยถ้าเราดูตัวเลข ‘อัตราเจริญพันธุ์รวม’ จะเห็นเลยว่าตั้งแต่ช่วงนี้เป็นต้นมา อัตราเจริญพันธุ์รวมของไทยดิ่งลงอย่างต่อเนื่อง จนมาเหลือไม่ถึง 2 และทะลุลงมาต่ำวิกฤตในปัจจุบัน
คำถามคือมันเกิดอะไรขึ้น คำตอบสั้นๆ คือ ‘วางแผนครอบครัว’
อธิบายง่ายๆ ตั้งแต่ปี 1970 รัฐไทยเริ่มนโยบายการ ‘คุมกำเนิด’ จริงจังด้วยเหตุผลว่าแนวทางการ ‘พัฒนาเศรษฐกิจและสังคม’ สมัยนั้นเชื่อว่าที่สังคมยากจน เพราะคนมีลูกเยอะเกินไป และถ้าคนมีลูกน้อยลง รายได้ต่อหัวจะมากขึ้น โดยเวอร์ชันที่โหดสุดของนโยบายนี้ เราจะเห็นได้อย่าง ‘นโยบายลูกคนเดียว’ ของจีน ‘นโยบายลูกสองคน’ ของเวียดนาม ส่วนประเทศอื่นๆ รัฐก็สนับสนุนให้คน ‘คุมกำเนิด’ เต็มที่ แค่ไม่มีเพดานว่าต้องมีลูกกี่คน
และสำนวนแบบ ‘มีลูกมากจะยากนาน’ ก็เกิดช่วงนี้ โดยมันก็ไม่มีใครถามว่า สังคมที่คนมีลูกกันต่ำๆ 5 คนมาไม่รู้กี่ชั่วคนถ้าลดลงมามีลูก 2-3 คน หรือแค่คนเดียว มันจะเกิดอะไรขึ้น
คนรุ่นนั้นไม่ได้มองว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น มองว่าเศรษฐกิจจะพัฒนา รายได้ต่อหัวจะเพิ่มขึ้น ‘ถ้าคนไทยมีลูกลดลง’ ซึ่งในแง่เศรษฐกิจมันก็เติบโตขึ้นจริงๆ
แต่ผลข้างเคียงที่เลี่ยงไม่ได้ก็คือ พอมีลูก 2-3 คน บางทีก็จะมีการเกี่ยงกันว่าใครจะดูแลพ่อแม่ จากที่สมัยก่อนพ่อแม่ไม่ต้องขอให้สักคนรับราชการ ให้พ่อแม่ได้รับสวัสดิการต่างๆ ไปด้วย ยุคนี้ก็ต้องขอให้ลูกสักคนรับราชการ และนี่ก็ยังไม่ต้องพูดถึงว่า ตัวพ่อแม่เองก็มีความคาดหวังคุณภาพชีวิตสูงกว่าคนเฒ่าคนแก่สมัยก่อนที่เก็บผักตามรั้วมาลวกกินกับน้ำพริกก็อยู่ได้แล้ว
ปัญหาคือพอลูกมีจำนวนน้อยลง ทรัพยากรดูแลพ่อแม่ก็ต้องแชร์มากขึ้น บทบาทดูแลพ่อแม่ยามแก่ไม่ได้อยู่ที่ลูกสาวอีก แต่มักจะอยู่กับลูกคนที่ไม่แต่งงานในบ้านและยังอาศัยอยู่กับพ่อแม่ ไม่ว่านั่นจะเป็นลูกสาวหรือลูกชาย ซึ่งถ้าไม่มี บางทีก็จะเกี่ยงกันเพราะไม่มีใครอยากดูแลพ่อแม่ในวัยที่ตัวเองต้องทำงานหาเงินเพื่อเอาตัวรอดในระบบทุนนิยมในเมืองใหญ่
เวอร์ชันสุดขีดที่เราพบได้ในปัจจุบันก็คือ พ่อแม่มีลูกคนเดียว และก็คาดหวังให้ลูกคนเดียวนี้ดูแลทั้งพ่อและแม่ ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง มันไม่น่าจะมียุคสมัยใดที่ ‘ลูกคนเดียว’ จะดูแลพ่อและแม่ได้อย่างสบาย แม้แต่ยุคที่ ‘ความกตัญญู’ ยังไม่ถูกต้ังคำถาม
ที่เล่ามาทั้งหมด ประเด็นคือ ถ้าเรามองในสเกลประวัติศาสตร์ครอบครัวแล้ว สิ่งที่เราจะเห็นเลยก็คือ ปัญหา ‘คนแก่ไม่มีคนดูแล’ หรือ ‘ลูกแบกรับภาระจนอ่วม’ ที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ มีหนึ่งปัจจัยสำคัญมาจากการที่ประเทศไทยเริ่มนโยบายวางแผนครอบครัวเมื่อ 50 กว่าปีก่อน โดยคนเริ่มต้นในยุคนั้นอาจไม่ได้คาดคิดเลยว่า ผลจากการที่ผู้คนมีลูกน้อยลงอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่ทศวรรษ มันจะส่งผลกระทบลูกโซ่มาถึงโครงสร้างประชากรไทยที่ติดลบในปัจจุบัน และกลายเป็นวิกฤตเชิงโครงสร้างที่ทิ้งภาระอันหนักอึ้งไว้บนบ่าของคนรุ่นใหม่เพียงลำพัง
อ้างอิง:
- World Bank. Fertility rate, total (births per woman) – Thailand. https://shorter.me/_zRnJ
- Hfocus. ประวัติศาสตร์การคุมกำเนิดของคนไทย. https://shorter.me/H3h3j