เข้าฤดูร้อนทีไร หลายคนคงนึกร้อนรุ่มไปทั่วร่างเพียงแค่นึกถึงความร้อนของแสงแดดที่เราจะต้องสัมผัส

อากาศร้อน | cdn
ซึ่งไม่ว่าจะชอบความร้อนหรือไม่อย่างไร ในเนื้อหาที่กำลังอ่านอยู่นี้เราคงต้องบอกข่าวร้อนให้ทราบกันอีกเรื่อง
เมื่อนักวิทยาศาสตร์พบว่า โลกของเราในอีก 80 ปีข้างหน้าอาจจะมีฤดูร้อนยาวนานมากถึง 6 เดือนต่อปีเลยทีเดียว
แต่เดี๋ยวก่อน ในเรื่องร้ายๆ นี้ก็ยังมีความโชคดีอยู่บ้าง เพราะข้อมูลที่ว่านี้ เป็นการกล่าวถึงประเทศแถบซีกโลกเหนือ ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับประเทศไทยโดยตรง
แต่กระนั้น ก็ควรจะอ่านเรื่องราวนี้ให้จบเสียก่อนจะดีใจ
จากสถิติที่ผ่านๆ มา โดยเฉพาะในช่วง 4-5 ปีหลังมานี้ อุณหภูมิเฉลี่ยบนโลกของเรามีแนวโน้ม “ร้อน” ขึ้นทุกปี และมักทุบสถิติความร้อนของปีเก่ามาอย่างสม่ำเสมอ
พร้อมๆ กันนั้น เรายังพบอีกด้วยว่า การเปลี่ยนแปลงวันเวลาในแต่ละฤดูกาลได้มีการเพิ่มและลดเกิดขึ้นมาตลอด
นักวิทยาศาสตร์สืบค้นสภาพอากาศรายวันตั้งแต่ปี 1952 – 2011 หรือในช่วง 60 ปีที่ผ่านมา พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างน่าสนใจและน่ากังวล คือวันเวลาในช่วงฤดูร้อนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 78 วันเป็น 95 วัน
ตรงกันข้ามกับฤดูหนาวที่สั้นลงจาก 76 วันเป็น 73 วัน ส่วนฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วงเองก็หดตัวลงในทำนองเดียวกัน โดยวันเวลาในฤดูใบไม้ผลิจะลดลงจาก 124 วันเป็น 115 วัน และวันฤดูใบไม้ร่วงจะสั้นลงจาก 87 วันเหลือ 82 วัน
จากข้อมูลที่ได้ ก็นำไปสู่การออกแบบโปรแกรมจำลองสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงไล่ลำดับเวลาต่อไป บนฐานความเปลี่ยนแปลงที่ดำเนินมาแต่อดีต
จนเกิดผลลัพธ์ที่สรุปได้ว่า
“ฤดูร้อนในซีกโลกเหนืออาจกินเวลาเกือบหกเดือน ในขณะที่ฤดูหนาวอาจมีวันเหลือน้อยกว่าสองเดือน”
และการเปลี่ยนแปลงที่ว่าก็ยังส่งผลไปสู่สิ่งต่างๆ ให้ชวนกังวลมากเสียยิ่งกว่าเรื่องที่เราต้องคอยปาดเหงื่อเปิดแอร์ทุกนาที
ยกอย่างเช่นฤดูร้อนที่อากาศอุ่นขึ้นและยาวนานขึ้นหมายถึงการเติบโตของยุงและแมลงที่เป็นพาหะนำโรคสามารถกระจายพันธุ์และขยายขอบเขตวงจรชีวิต ไปจนถึงอาจไปปรากฏตัวในพื้นที่ที่ไม่เคยมีมาก่อนได้
ดอกไม้อาจบานไวจนแมลงบินมาผสมเกสรให้ไม่ทัน สุดท้ายสูญพันธุ์ทั้งพืชทั้งแมลง
ความบิดเบี้ยวของฤดูกาลยังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อผลผลิตทางการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นด้านช่วงเวลาที่เหมาะสมต่อการเพาะปลูกหรือปริมาณผลผลิตที่ต้องพึ่งพิงสภาพอากาศ
เหล่านี้ ล้วนแต่เป็นผลกระทบที่เกี่ยวโยงต่อคนทั้งโลก ไม่แยกว่าฉันอยู่ซีกโลกใต้แล้วฉันจะไม่เป็นไร
หรือที่วุ่นวายไปกว่านั้น คือจะเกิดการอพยพย้ายถิ่นครั้งใหญ่ เพราะร้อนจนอยู่ไม่ได้
ซึ่งปัจจุบัน มีประชาชนต้องอพยพเพราะปัญหาโลกร้อนมากถึง 22.7 ล้านคนต่อปี ซึ่งมีที่มาทั้งจากภัยพิบัติต่างๆ ที่อุณหภูมิเปลี่ยน ตลอดจนปัญหาการแย่งชิงทรัพยากรที่ค่อยๆ ร่อยหรอลงเรื่อยๆ
และที่สำคัญ ปัญหาต่างๆ ล้วนเป็นเรื่องที่ต้องรับผิดชอบร่วมกัน ในฐานะตัวการที่ทำให้โลกร้อนขึ้นจนย้อนกลับไปสู่จุดเดิมไม่ได้อีกแล้ว ซึ่งก็หวังว่ามันจะไม่เป็นเช่นนั้นจริงๆ
อ้างอิง
- NBC News. Summers could last half the year by the end of this century. https://nbcnews.to/3uuIqqz
- Reuters. More than 1 billion people face displacement by 2050 – report. https://reut.rs/3cv7XcR