ช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีรายงานที่จัดทำโดยองค์กรระหว่างประเทศหลายแห่งบ่งชี้ว่า ‘กรุงเทพมหานคร’ เป็นหนึ่งในเมืองใหญ่เมืองหนึ่งของโลกที่กำลังจะเจอกับปัญหาน้ำท่วมเมืองถาวร ซึ่งรายงานบางชิ้นก็เรียกว่า ‘เมืองที่กำลังจะจมน้ำ’ (Sinking Cities) และล่าสุดก็มีข่าวออกมาในวันสิ่งแวดล้อมโลกเมื่อ 5 มิถุนายน 2566 ตอกย้ำอีกครั้งว่ากรุงเทพฯ เป็น 1 ใน 7 เมืองที่กำลังจะจมน้ำ
โดยเว็บไซต์ How Stuff Work เรียงลำดับว่าเมืองที่เสี่ยงจะจมน้ำมากที่สุดภายใน 7 ปีต่อจากนี้ คือ กรุงจาการ์ตาของอินโดนีเซีย ตามด้วยนครนิวยอร์ก รัฐนิวยอร์ก และเมืองฮิวสตัน รัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกาทั้งคู่ ตามด้วยรอตเตอร์ดัม เนเธอร์แลนด์, เมืองเวอร์จิเนียบีช รัฐเวอร์จิเนีย สหรัฐอเมริกา, กรุงเทพฯ และอันดับสุดท้ายคือ เมืองเวนิสในอิตาลี
กรณีของกรุงจาการ์ตา เห็นได้ชัดว่ารัฐบาลอินโดนีเซียมีความเคลื่อนไหวด้วยการสร้างเมืองหลวงใหม่ขึ้นมา โดยมีเป้าหมายจะย้ายสถานที่ราชการหลายแห่งไปไว้ที่นั่น เพื่อจะลดจำนวนประชากรในจาการ์ตาลง และปรับผังเมืองให้ป้องกันปัญหาน้ำท่วมพื้นที่สำคัญทางเศรษฐกิจหรือการบริหารประเทศ
ส่วนเมืองอื่นๆ ก็ดูจะมีแผนรับมือระยะยาวกันแล้ว โดยมีทั้งการปรับผังเมือง การลดการใช้แหล่งน้ำบาดาล การสร้างกำแพงกั้นระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูง รวมถึงตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เป็นหนึ่งในปัจจัยก่อเกิดภาวะโลกร้อนและสภาพภูมิอากาศแปรปรวนทั่วโลก
หันกลับมามองบ้านเราก็พบว่า ข้อมูลนี้เป็นเรื่องที่ทางการรับรู้มานานแล้ว เพราะกรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผยข้อมูลตั้งแต่ปี 2560 ว่าได้รับความช่วยเหลือจากธนาคารโลก (World Bank) จ้างบริษัทที่ปรึกษา (บริษัท ปัญญา คอนซัลแตนท์ จำกัด) ให้ศึกษาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและหาแนวทางการปรับตัว โดยเริ่มศึกษาตั้งแต่เดือนมีนาคม 2551 จนถึงเดือนเมษายน 2552
ผลการศึกษาคาดการณ์ว่าในปี 2593 ระดับน้ำทะเลจะสูงขึ้นประมาณ 32.3 เซนติเมตร รวมกับการทรุดตัวของพื้นดินโดยเฉลี่ย 20 เซนติเมตร จึงได้เร่งก่อสร้างระบบป้องกันน้ำท่วมขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นการสร้างแนวป้องกันน้ำท่วมถาวรริมแม่น้ำเจ้าพระยา (ซึ่งสร้างเสร็จแล้วประมาณ 77 กิโลเมตร เมื่อปี 2555) และมีการเพิ่มคันกั้นน้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มเติมเพื่อรองรับระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงการป้องกันแผ่นดินทรุดด้วยการควบคุมการใช้น้ำบาดาล การบริหารจัดการเพื่อป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติ เช่น จัดให้มีระบบพยากรณ์และเตือนภัย และพิจารณาทบทวนผังเมืองรวมและการใช้ที่ดิน
แต่ถ้าไปดูรายงานของต่างประเทศมีการประเมินว่า วิธีเหล่านี้เป็นการจัดการระยะสั้นเท่านั้น เพราะทางที่ดีที่สุดคือการจัดสรรพื้นที่หรือผังเมืองเสียใหม่ เพื่อให้อาคารหรือสิ่งปลูกสร้างที่ส่งผลกระทบต่อการทรุดตัวของแผ่นดินมีจำนวน ‘ลดลง’ รวมถึงต้องกระจายประชากรไม่ให้กระจุกตัวในพื้นที่เสี่ยงจมน้ำ ซึ่งเรื่องนี้ดูจะ ‘ทำได้ยาก’ ยิ่งกว่าการเร่งก่อสร้างแนวป้องกันน้ำท่วมที่ว่ามาทั้งหมดเสียอีก เพราะมีชุมชนริมแม่น้ำที่อยู่กันมานาน และยังมีโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องการช่วงชิงทำเลทองใกล้ๆ แม่น้ำผุดขึ้นมาอีกหลายแห่ง
อ้างอิง
- How Stuff Work. Venice Isn’t Alone: 7 Sinking Cities Around the World. https://tinyurl.com/yct6trxh
- Green Digital Library – DEGP. จมไม่จม? มาเปิดดูแผนที่ระดับน้ำทะเลในกรุงเทพ อีก 10 ปี จะเป็นอย่างไร. https://tinyurl.com/72habxh7
- NNT สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์. กทม.แจงแผนป้องกันปัญหาน้ำท่วมเนื่องจากสภาวะโลกร้อน ย้ำบูรณาการการทำงานและวางแผนบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ. https://tinyurl.com/mpx2zupk