35 ปี ‘สืบ นาคะเสถียร’ ความหมายของชีวิตที่จากไป และบทเรียนที่บอกเราว่าใครๆ ก็เป็นนักอนุรักษ์ได้
ชื่อของ ‘สืบ นาคะเสถียร’ เป็นที่รู้จักในฐานะนักอนุรักษ์คนหนึ่งของประเทศไทย อดีตหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง และข้าราชการน้ำดีคนหนึ่งที่ทำงานอย่างไม่ย่อท้อต่อระบบที่ไม่ค่อยเอื้อต่อการรักษาผืนป่าใหญ่ในสมัยนั้น
แน่นอนว่าเรื่องราวของบุรุษผู้จากไปได้ฝากผลงานไว้มากมาย ที่ถูกยึดถือเอามาเป็นต้นแบบ และบทเรียนของงานอนุรักษ์ในปัจจุบัน เช่น ทำไมเราจึงต้องคัดค้านการก่อสร้างเขื่อนหรือโครงการพัฒนาในป่าธรรมชาติที่มีความอุดมสมบูรณ์และมีสัตว์ป่าที่หลากหลาย แนวคิดการอนุรักษ์แบบกลุ่มป่าที่มองว่าการอนุรักษ์ป่าแห่งใดแห่งหนึ่งเพียงอย่างเดียวมันไม่พอ ต้องดูแลผืนป่ารอบๆ ข้างด้วย
หรือการจัดทำรายงานเพื่อเสนอให้ผืนป่าทุ่งใหญ่-ห้วยขาแข้ง ถูกรับรองโดยยูเนสโกให้เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติแห่งแรกของประเทศไทย ที่ถูกมองว่าเป็นหลักค้ำประกันสำคัญต่อการดูแลรักษาผืนป่าที่สมบูรณ์สุดในประเทศไทย
แต่นอกจากผลงานอันเป็นรูปธรรมจับต้องได้ วิธีการทำงานของสืบ นาคะเสถียร ก็ยังเป็นแบบอย่างที่น่าสนใจ และคงไม่เกินเลยนักหากจะบอกว่าเป็นสิ่งที่ใครๆ ก็ทำได้ เพียงแค่ลงมือทำเท่านั้น
สืบ นาคะเสถียร ทำงานอนุรักษ์อย่างไร เรามาไล่เรื่องราวชีวิตการทำงานของอดีตหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งคนนี้กันสักหน่อย
1 – สืบทำอย่างมีเหตุผล ใช้วิชาการ และข้อมูลเชิงประจักษ์เป็นตัวนำ: เขาไม่ได้คัดค้านโดยใช้อารมณ์ แต่ใช้ข้อมูลวิชาการ ข้อเท็จจริง เป็นเครื่องมือในการต่อสู้ เช่น การคัดค้านโครงการเขื่อนน้ำโจน ที่ถอดบทเรียนมาจากการสร้างเขื่อนเชี่ยวหลาน อธิบายข้อมูลให้เห็นว่า เราจะพบการสูญเสียมากแค่ไหน หากมีการสร้างเขื่อนในผืนป่าสมบูรณ์
เพราะการอนุรักษ์ไม่ใช่แค่พร่ำบอกว่า ‘ไม่เอา’ แต่ต้องมีเหตุผล มีงานวิจัยรองรับ ต้องมีข้อมูลสนับสนุน ไม่ใช่แค่ความหวังดี หรือใช้เพียงความรู้สึก
2 – สร้างการสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจ: เขาใช้ทั้งงานเขียน บทความ ภาพถ่าย และการพูดในเวทีสาธารณะเพื่อถ่ายทอดคุณค่าของธรรมชาติ เขาเชื่อว่าต้องรีบเร่งให้การศึกษาให้ประชาชนเห็นถึงความสำคัญของผืนป่า สืบจึงให้ความสำคัญกับงานเผยแพร่มาก แถมยังลงมือออกแบบงานนิทรรศการ เขียนโปสเตอร์ เขียนบอร์ดด้วยตนเอง หากไม่ดีก็ทำใหม่ และภาพที่ใช้ล้วนเป็นภาพสวยงามจากฝีมือของเขา
หรือสรุปสั้นๆ ว่า นักอนุรักษ์ต้องเป็นนักสื่อสารที่ดี สร้างภาพจำให้คนทั่วไปเข้าใจและรู้สึกถึงความสำคัญของผืนป่าและสัตว์ป่า
3 – ทำงานในระบบราชการอย่างซื่อตรง: ใครที่เคยฟังเพลงของยืนยง โอภากุล หรือ ‘แอ๊ด คาราบาว’ คงเคยได้ยินวรรคทองหนึ่งของเพลง ‘สืบทอดเจตนา’ ที่ร้องว่า “สืบ นาคะเสถียร เป็นบทเรียนข้าราชการไทย” แม้เขาทำงานอยู่ในระบบราชการ แต่ยังคงรักษาอุดมการณ์อย่างมั่นคง ไม่ประนีประนอมกับอำนาจหรือผลประโยชน์ที่ละเมิดต่อธรรมชาติ และมักออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของกรมป่าไม้อยู่หลายครั้ง เช่นครั้งหนึ่งเขาเคยกล่าวว่า “คนที่อยากอนุญาตให้ทำไม้ก็เป็นกรมป่าไม้ คนที่จะรักษาก็เป็นกรมป่าไม้เหมือนกัน ของนี้จะใส่ในมือซ้ายหรือมือขวาดี ถ้าใส่มือขวา มือซ้ายก็อด”
การที่ในองค์กรมีบุคลากรที่มีความกล้าหาญและยึดมั่นในหลักการ ย่อมแสดงออกมาให้เห็นได้ว่า ต่อให้เจอระบบที่ไม่ดีก็สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้
4 – เสียสละและยืนหยัด: สืบแสดงให้เห็นว่า การปกป้องธรรมชาติต้องอาศัยความเสียสละ อดทน และแม้กระทั่งยอมรับความเสี่ยงในชีวิตส่วนตัว ดังเช่นช่วงเวลาที่ทำงานอยู่ที่ห้วยขาแข้ง สืบมีค่าหัวราว 5,000 บาท แต่ก็ยังทำงานโดยไม่หวั่นเกรงอิทธิพลใดๆ เวลาต้องเข้าไปค้างแรมในป่าเขามักไม่บอกใครว่าตัวเองจะนอนตรงไหน บางครั้งก็กางเต็นท์ทิ้งไว้เปล่าๆ แล้วพาตัวเองไปนอนที่อื่น
หรือเมื่อเงินเดือนลูกน้องไม่ออก สืบเป็นคนรับผิดชอบค่าใช้จ่ายนั้นไว้เอง อาศัยหยิบยืมจากทางบ้านมาช่วยเหลือลูกน้องตนเอง เป็นบทเรียนกับเราว่า นักอนุรักษ์จำเป็นต้องมี ‘หัวใจ’ ต้องยืนหยัด แม้ตกอยู่ในสถานะที่ถูกกดดันหรือไม่มีใครสนับสนุน
5 – ทำงานด้วยวิธีบูรณาการภาคีเครือข่าย: แม้บางตอนของชีวิตการทำงาน คล้ายต้องทำอย่างโดดเดี่ยวลำพัง แต่เมื่อตัดสินใจออกมาเป็นแนวหน้าทำงานอนุรักษ์ สืบทำงานร่วมกับหลายๆ คน ไม่ว่ากับนักวิชาการ สื่อมวลชน นักกิจกรรม และประชาชนอย่างเปิดกว้าง
ไม่อย่างนั้นเราคงไม่เห็นนิตยสารสารคดีฉบับ ‘อพยพสัตว์ป่า ไม่มีพรุ่งนี้สำหรับลมหายใจ’ หรือไม่เห็นภาพการปั้มหัวใจกวางที่กัดกินความรู้สึกทุกครั้งที่ได้ชมในสารคดีส่องโลกของโจ๋ย บางจาก
เช่นเดียวกับการคัดค้านเขื่อนน้ำโจน ที่สืบเป็นเหมือนฟันเฟืองหนึ่งของเรื่องราวที่หมุนไปพร้อมๆ กับนักวิชาการคนอื่นๆ เครือข่ายภาคประชาชน นักศึกษา ทั้งในท้องถิ่นและขยับมาไกลถึงเมืองหลวงประเทศไทย จนเกิดผลสัมฤทธิ์ของการ ‘หยุดเขื่อน’
บทเรียนเหล่านี้ ถือเป็นมรดกอีกมุมของสืบ คือต้นธารของงานสืบสานงานอนุรักษ์ และสามารถนำมาปรับใช้เป็นจุดเริ่มต้น เมื่อประสงค์สืบสานงานอนุรักษ์ อย่างสืบ นาคะเสถียร
ในวาระครบรอบ 35 ปี สืบ นาคะเสถียร มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ได้จัดกิจกรรม ‘Seub Life Fest สืบสานงานอนุรักษ์’ ขึ้นในวันที่ 13-14 กันยายน 2568 ณ ศูนย์การค้าสยามดิสคัฟเวอรี บริเวณชั้น 3 และชั้น 5 มีกิจกรรมเสวนา ทอล์กสร้างแรงบันดาลใจ กิจกรรมเวิร์กช็อป และนิทรรศการด้านการอนุรักษ์ให้ชมมากมาย รายละเอียดของงานติดตามได้ทาง https://www.seub.or.th/35thseub/