จาก Scrubb ถึง What The Duck 25 ปี บนเส้นทางดนตรีที่ขับเคลื่อนด้วยความเชื่อใน ‘มนุษย์’ ของ ‘บอล-ต่อพงศ์ จันทบุบผา’ ผู้เติบโตและพาศิลปินก้าวผ่านทุกการเปลี่ยนผ่านของยุคสมัย

12 Min
2643 Views
14 Feb 2026

“ถ้าเริ่มทำกันเองตอนปี 2000 ปีนี้ก็ 25 บริบูรณ์”

‘Scrubb’ วงอินดี้จากสองหนุ่ม ‘เมื่อย-บอล’ ที่ครองใจช่วงชีวิตวัยเยาว์ของใครหลายคนได้เดินทางมากว่า 25 ปีแล้ว และพวกเขายังคงเดินหน้ามอบบทเพลงดีๆ ให้แฟนเพลงอย่างต่อเนื่อง

BrandThink มีโอกาสได้พูดคุยกับหนึ่งในสมาชิก ‘บอล-ต่อพงศ์ จันทบุบผา’ มือกีตาร์และผู้อยู่เบื้องหลังอุตสาหกรรมเพลงมาตลอด 20 ปี เราจึงเริ่มต้นกันด้วยการคุยถึงผลงานล่าสุดของ Scrubb ที่กำลังจะเกิดขึ้นในช่วงครึ่งทศวรรษที่ 2 ของพวกเขา

โดยบอลเผยว่าปีนี้ Scrubb กำลังจะปล่อยอัลบั้ม EP ชื่อว่า ‘Eco-Ego’ ที่มาจากคำว่า Ecosystem (ระบบนิเวศ) ผสมกับ Ego (ตัวตน) คอนเซปต์คือ ‘เมื่อย’ (นักร้องนำ) เขาเปรียบตัวเองเป็น Ego หรือโลกภายใน ส่วนบอลมองเรื่อง Eco หรือสิ่งแวดล้อมภายนอก ทั้งคู่จึงอยากลองเอาตัวตนของเราไปผสมผสานกับคนอื่นด้วยการชวนศิลปินมา Feat. เพื่อแก้เบื่อและสร้างสีสันใหม่ๆ

เช่น การร่วมงานกับ ‘Ichika Nito’ มือกีตาร์ชาวญี่ปุ่น หรือเพลงล่าสุดอย่าง ‘ขอบคุณ’ ที่ได้ศิลปินรุ่นใหม่อย่าง ‘กร PROXIE’ มาร่วมแจมในฐานะที่ตัวกรเองก็เป็นศิลปินที่มีแฟนด้อมของตัวเองคอยสนับสนุน และเป็นหนึ่งในแฟนเพลงของ Scrubb เช่นกัน

เพลงนี้เป็นเพลงที่ ‘เมื่อย’ ได้แรงบันดาลใจมาจาก Exhibition ที่ได้เอาเพลงของ Scrubb ไปแสดงอกมาเป็นผลงานศิลปะรูปแบบต่างๆ ซึ่งทั้งคู่รู้สึกประทับใจ เพลงนี้จึงกลายเป็นเหมือนจดหมายขอบคุณทุกความรู้สึก ทุกกำลังใจ ทุกเสียง ทุกข้อความที่ส่งกลับมาให้ SCRUBB ตลอดระยะเวลา 20 กว่าปี

“มันเป็นวันปิด Exhibition แล้วเราก็ไปเห็นสิ่งที่คนเอามาเขียนแปะไว้ คนที่มาดู มาเซ็น มาถ่ายรูป คนที่แท็กเรามาทั้งหมด จำนวนมันเยอะมากพอที่คงจะส่งแรงกระทบอะไรบางอย่างให้เมื่อยเขารู้สึกดีใจแล้วก็ประทับใจกับวันนั้นมากๆ จนออกมาเป็นเพลงนี้”

[ความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยและการรอดพ้นมาได้ของ Scrubb]
ด้วยความสงสัยใคร่รู้ของผู้สัมภาษณ์ว่าการเป็นทั้งคนที่อยู่เบื้องหน้าและเบื้องหลังในวงการ เขามองเห็นจุดตายอะไรที่ทำให้หลายๆ วงที่เริ่มมาพร้อมกับ Scrubb กลับล้มหายกันไปตามยุคสมัย แต่วง Scrubb ยังอยู่ได้

“เพลงเป็นสินค้าที่มันมีชีวิตจิตใจ มีความรู้สึกนึกคิด มีสถานการณ์ มีผู้คนมีบริบทในช่วงเวลานั้นๆ อยู่ พี่เลยไม่ได้มองว่าสิ่งนั้นมันเป็นจุดตาย แต่พี่ว่ามันเป็นเรื่องของความเปลี่ยนแปลง”

เขาแบ่งศิลปินออกเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่ตั้งใจทำเป็นอาชีพซึ่งต้องสู้กับเทรนด์ และกลุ่มที่ทำด้วย Passion ที่มักจะอยู่ได้นานกว่าเพราะไม่ผูกติดกับกระแส เมื่อความชอบ ความสนใจของคนเปลี่ยนผ่านไป คนที่เคยเป็นผู้ผลิตในหมวดที่ต้องสู้กับเทรนด์เขาก็โตขึ้นไปตามวัย เปลี่ยนผ่านไปด้วยเหมือนกัน แต่ผู้ผลิตที่ไม่ได้ผูกติดกับกระแสสังคม ถึงแม้เวลามันจะเปลี่ยนไป มันก็อาจจะไม่ได้ส่งผลกระทบต่อเขามากนัก

และเมื่อถามว่าสำหรับ Scrubb เป็นศิลปินกลุ่มไหน ทำไมถึงยังอินเทรนด์อยู่ตลอดเวลา แม้ยุคสมัยจะเปลี่ยนไปแล้ว คำตอบที่เราได้ คือ “ไม่รู้”

บอลพูดชวนติดตลกว่า เจตนาเริ่มต้นของทั้งสองคนคือ เป็นแค่นักศึกษาที่บังเอิญทำเพลง แล้วชอบเล่นดนตรี แต่ไม่ได้คิดว่าตัวเองมีความสามารถขนาดนั้น

“วันแรกพี่ยังคิดอยู่เลยว่าเขาจะหลอกเราหรือเปล่า เราเคยส่งเดโมไปทั่วเลย แต่ไม่มีใครสนใจ วันนึงขาบอกว่าจะออกอัลบั้มเมื่อไหร่ เรายังบอกเลยว่าเมื่อยไปเช็คซิ มิจฉาชีพเปล่าวะ”

“ถ้าไปถามเมื่อย เมื่อยอาจจะพูดติดตลกว่าทำบุญมาเยอะ โชคดี”

แต่ถ้าในมุมของบอล ผู้ซึ่งใช้ตรรกะนำทางชีวิต สิ่งที่ทำให้ Scrubb ยังอยู่จนถึงตอนนี้ แม้คู่หูจะมองว่าเป็น ‘ความโชคดี’ แต่ตัวเขาเองคงตีความและเรียบเรียงได้ว่า “ความโชคดี = อย่าหยุดทำ”

“ความโชคดีมันคือการทำสิ่งที่เรารักและทำอยู่อย่างต่อเนื่อง แล้วโชคดีที่ความต่อเนื่องนั้นน่ะ วันใดวันนึงมันมีจังหวะเวลา หรือโอกาสที่เหมาะสมที่เข้ามาบรรจบกันพอดี”

สำหรับบอล การปล่อยผลงานออกไปสู่สาธารณะคือการมอบอำนาจให้ผู้ฟังเป็นคนตัดสินใจว่า สิ่งที่เขาสร้างสรรค์ขึ้นมานั้นยังมีคุณค่าและมีความหมายพอที่จะเดินหน้าต่อในโลกดนตรีได้หรือไม่

“เราไม่มีอะไรจะพิสูจน์ตัวเอง นอกจากเราต้องทำงานออกไปให้คนเขาฟัง แล้วก็ให้เขาตัดสินใจเอาว่าสิ่งนี้มันจะยังอยู่ได้ หรืออยู่ไม่ได้”

ในยุคปัจจุบันที่ Algorithm และ TikTok เข้ามามีบทบาท บอลยังมองเห็นการเปลี่ยนผ่านของยุคสมัยที่เขาเรียกว่า Listening Age ที่คนฟังอายุน้อยลงแต่ฟังเพลงที่มีอายุมากกว่าตัวเอง ซึ่งอาจเป็นอรกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ Scrubb ยังอยู่ในเพลย์ลิสต์ของเด็กวัยรุ่นยุคนี้ แม้จะเกิดช้ากว่าเพลงไปแล้วเป็น 10 ปีก็ตาม

โดยบอลแบ่งเพลงออกเป็น 2 ประเภท คือ Sensitive Base ที่ตอบโจทย์เทรนด์ชั่วครั้งชั่วคราวแต่หมดอายุไว และ Value Base เพลงที่มีคุณค่าในตัวเองจนกาลเวลาทำอะไรไม่ได้ ซึ่งนั่นคือเป้าหมายที่เขาอยากให้ What The Duck เป็นค่ายเพลงที่เมื่อเวลาผ่านไป 20 ปี คนยังอยากจะกลับมาหาเหมือนที่ Bakery Music เคยทำไว้

“คนเริ่มเขยิบไปว่า เอ๊ะ มีอะไรให้ฟังอีกมั้ย มีอะไรให้ใช้เป็น POV ทีนี้ถ้าคุณไหลไปเจอแก๊งเบเกอรี่ (Bakery Music) คุณตายเลย เพราะอันนั้นคือคลังประวัติศาสตร์ดนตรีบ้านเรา เพลงระดับฟีโนมีนอม (Phenomenon) ที่เขย่าอุตสาหกรรม เขย่าพฤติกรรมคนฟัง”

“ถ้าถามว่าทุกวันนี้ What The Duck อยากเป็นอะไร อยากทำอะไร ตอนแรกนึกไม่ค่อยออก แต่พอมีคอนเสิร์ต B-Day ล่าสุดที่ผ่านมา ถ้า 20 ปี หรือ 25 ปี ยังทำธุรกิจนี้อยู่ อยากเป็นค่ายเพลงที่วันนึงประกาศคอนเสิร์ตของค่าย แล้วทุกคนอยากกลับมาเจอเรา”

[หมวกอีกใบที่ทำควบคู่กับการเป็น Scrubb]

เมื่อเจ้าตัวเกริ่นขึ้นมาแล้ว เราก็คงต้องขอสลับมาถามอีกพาร์ทหนึ่งของบอลกันบ้าง นั่นก็คือ บทบาท ‘Artist Management’ ที่ทำควบคู่กับการเป็นศิลปินมาโดยตลอด และการเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งและผู้บริหารค่ายเพลงชื่อดังที่สร้างศิลปินประสบความสำเร็จมาแล้วมากมายอย่างค่าย ‘What The Duck’

หากใครที่ไม่รู้จักอาชีพ ‘Artist Management’ มาก่อนเราขออธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ว่าคือผู้ที่ทำหน้าที่คัดสรรและพัฒนาจัดการศิลปินในแผนก A&R หรือ ‘Artist and Repertoire’ ซึ่งแน่นอนว่าบทบาทนี้ดูจะขัดแย้งกับการเป็นศิลปินโดยสิ้นเชิง ศิลปินใช้อารมณ์และความคิดสร้างสรรค์ แต่ Artist Management จำเป็นต้องใช้ทักษะการจัดการ การวางแผน เป็นหลัก

แต่จุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาด้านทักษะด้านการจัดการมาบอลเล่าว่าอาจเป็นเพราะพื้นฐานการเรียนครู ซึ่งต้องอาศัยจิตวิทยาเด็กและการทำสื่อ ผสมผสานกับระเบียบแบบแผนจากครอบครัวข้าราชการ ทำให้เขามี Sense of Management ที่ชัดเจน แต่สิ่งหนึ่งที่เขาออกตัวว่าขาดคือความคิดสร้างสรรค์แบบขบถ ซึ่งโชคดีที่ได้ ‘เมื่อย’ มาเติมเต็มในส่วนนี้ในพาร์ทศิลปิน

“เราเป็นเพื่อนสนิทที่ไม่มีอะไรเหมือนกันเลย แต่นั่นคือข้อดีที่ช่วยกันแชร์ในสิ่งที่ตนมีและตนขาด”

อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์จากการเป็นศิลปินฝึกหัดที่แกรมมี่ตอนยังไม่ได้เป็น Scrubb ทำให้เขาได้เข้าไปมีส่วนร่วมกับการทำงานในหน่วยงานคัดสรรและพัฒนาศิลปิน (Artist Development) ซึ่งสอนให้เขามองภาพใหญ่ของธุรกิจเพลง บอลเรียนรู้วิธีการสเกาท์ (Scout) ศิลปินและการทำ Presentation นำเสนอผู้ใหญ่ จนมาถึงวันที่ต้องทำเองทั้งหมดในฐานะ A&R ที่ค่าย Sony ซึ่งเป็นจุดที่เขาได้บูรณาการศาสตร์ทั้งหมดเข้าด้วยกัน

การต้องสวมหมวกทั้งสองใบที่ใครอาจมองว่าขัดแย้งนั้น บอลบอกว่ามันกลับเป็นจุดแข็งที่เอื้อกันและกันได้เป็นอย่างดี

“สิ่งที่คนไม่ค่อยรู้คือ A&R มีคุณสมบัติ 3 ข้อ หนึ่งคุณคัดเลือกศิลปินเป็น สองคุณพัฒนาทำให้เขาเติบโตได้ ข้อ 3 คุณเป็น ‘คนกลาง’ ให้เขาได้หรือเปล่า”

บอลขยายความว่า การที่เขาเป็นทั้งศิลปินในนาม Scrubb ทำให้ทักษะการเป็นคนกลางของเขาแข็งแรงมาก เพราะเขาสามารถเข้าใจหัวอกของคนทำงานทั้งสองฝั่งได้อย่างลึกซึ้ง

“พอร์ตในแง่การจัดการกับพอร์ตในแง่นักดนตรีของผมมันบูรณาการเข้าด้วยกัน มันทำให้ศิลปินเห็นว่าเราเป็นคนที่อยู่กับเขาจริงๆ ทั้ง On และ Off Stage”

[A&R หน้าจอ]

หากภาพจำของคนค้นหาศิลปิน A&R คือคนต้องไปนั่งเฝ้าตามผับบาร์หรือร้านอาหารกลางคืน บอลกลับเป็นข้อยกเว้นที่น่าสนใจ เขาออกตัวอย่างอารมณ์ดีว่าเขาไม่ใช่คนดื่มเหล้า ไม่ใช่สายเที่ยว และไม่ได้ชอบการไปอยู่ในที่เสียงดังๆ ท่ามกลางคนแปลกหน้ามากนัก

“สมัยก่อนตอนที่อินเทอร์เน็ตไม่เฟื่องฟู พี่เคยต้องนั่งรถตู้ไปถึงเชียงใหม่เพื่อไปดูวงดนตรีวงหนึ่ง หรือต้องไปตามงานประกวดสยามสแควร์เพื่อออดิชั่นเด็ก แต่นิสัยส่วนตัวพี่ไม่ใช่คนชอบออกไปไหนแบบนั้น เลยเคยปฏิญาณตนไว้ขำๆ ว่า ถ้ายังทำอาชีพนี้อยู่จะต้องเป็น A&R ที่ไม่ต้องออกไปข้างนอก แต่ก็ยังหาศิลปินเก่งๆ เจอให้ได้”

และดูเหมือนโลกจะตอบรับคำขอนั้น เมื่อยุคโซเชียลมีเดียเบ่งบาน บอลเปิดเผยว่าศิลปินในค่าย What The Duck กว่า 80% มาจากการที่เขา ‘เฝ้ามอง’ ผ่านหน้าจอ เขาใช้ Facebook, YouTube และ Networking ในโลกออนไลน์เป็นเครื่องมือในการสอดส่อง ไม่ใช่แค่ตัวนักดนตรี แต่เขายังเฝ้าดูช่างภาพ ผู้กำกับ และสไตลิสต์เก่งๆ เพื่อสร้างระบบนิเวศการทำงานที่ครบวงจร

“ต้องขอบคุณ Facebook และโซเชียลมีเดียทุกชนิดบนโลกที่ทำให้ความฝันวัยเด็กเป็นจริง อย่างตอนเจอ Bowkylion พี่ก็เจอจากการไปเห็นอาจารย์ที่มหิดลแชร์งานของลูกศิษย์คนหนึ่งว่าภูมิใจมาก พอกดเข้าไปดูแล้วก็รู้สึกว่า ‘ใครน่ะ? ทำไม Visual สวยขนาดนี้’ หรืออย่าง The TOYS ผมก็ได้ยินเพลง ‘หน้าหนาวที่แล้ว’ ที่คนแชร์กัน พอไปเสิร์ชชื่อดูถึงรู้ว่า อ้าว! นี่คือน้องที่เป็นแชมป์กีตาร์เมื่อสองปีที่แล้วนี่นา แต่เขากลับมาทำเพลงแนวนี้หรอ มันน่าสนใจมาก”

อย่างไรก็ตาม การเจอผ่านหน้าจอเป็นเพียงจุดเริ่มต้น บอลไม่ได้ตัดสินใจเซ็นสัญญาเพียงแค่เห็นคลิปไวรัล แต่เขาใช้เวลา 3-6 เดือนในการมอนิเตอร์และติดตามดูพัฒนาการอย่างเงียบๆ จนเมื่อมั่นใจแล้ว เขาจึงจะก้าวเท้าออกจากบ้านเพื่อไปดูโชว์จริงๆ และเข้าไปทำความรู้จักในฐานะ ‘แฟนเพลง’

[หลักการจีบศิลปิน]

“พี่เลือกศิลปินจากความชอบก่อนเสมอ เหมือนเวลาเราจะจีบใครสักคน เราจะแอบติดตามเขาเงียบๆ ศึกษาดูว่าเขาชอบอะไร กินอะไร แต่งตัวแบบไหน มีจริตแบบไหน แล้วเราถึงจะเริ่มมองเห็นว่า เราจะ ‘กรูมมิ่ง’ (Grooming) เขาให้สวยงามขึ้นกว่านี้ได้อย่างไร เพื่อให้คนอื่นมารักเขาเหมือนที่เรารัก”

ในขณะเดียวกัน เมื่อความรักนำทางมาถึงจุดหนึ่ง ในฐานะผู้บริหารค่ายเพลง เขาก็ต้องสามารถพลิกโหมดความคิดให้กลับมาที่โลกธุรกิจให้ได้เช่นกัน

“เราทำธุรกิจ เราไม่ใช่คนดูแลองค์กรการกุศล เรามีต้นทุน มีค่าน้ำค่าไฟ มีพนักงานที่ต้องดูแล เพราะฉะนั้นเมื่อชอบแล้ว ต้องตอบให้ได้ว่าเราจะต่อยอดเขาในเชิงธุรกิจได้อย่างไร”

บทเรียนที่ลึกซึ้งที่สุดอย่างหนึ่งประสบการณ์ที่ผ่านมา คือการยอมรับว่าศิลปินบางคนที่เขาชอบมากๆ อาจจะไม่ใช่คนที่เหมาะจะมาทำธุรกิจร่วมกัน เพราะศิลปินแต่ละคนมี ‘เพดาน’ หรือแนวทางการทำเพลงที่แตกต่างกัน บางคนมีความสุขและเติบโตได้ดีที่สุดในจุดที่เขาเป็นอยู่ ซึ่งจุดนั้นอาจไม่จำเป็นต้องมีค่ายเพลงเข้ามาเกี่ยวข้องก็ได้

“การดันทุรังเซ็นศิลปินเพียงเพราะเราชอบ แต่สุดท้ายเรากลับพาเขาไปไม่ถึงไหน มันจะกลายเป็นการสร้างความผิดหวังให้แก่กันเปล่าๆ พี่เรียนรู้ว่าศิลปินบางคนที่เราชอบมากๆ เราอาจจะเหมาะกับการเป็นเพียง ‘แฟนเพลงที่ดี’ ที่คอยซัพพอร์ตเขาอยู่ห่างๆ มากกว่าการเป็นพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจที่ล้มเหลวร่วมกัน”

[บทบาทของ ‘ค่ายเพลง’ ในยุคปัจจุบัน]

ท็อปปิคหนึ่งในยุคที่เทคโนโลยีเอื้อให้ทุกคนเป็นศิลปินได้ด้วยตัวเอง คำถามที่ว่า “ค่ายเพลงยังจำเป็นอยู่ไหม?” มักจะถูกยกขึ้นมาถกเถียงเสมอ บอลให้คำตอบที่ลึกซึ้งผ่านมุมมองที่เขามองการเดินทางของศิลปินเป็น Chapter

ใน Chapter 1 บอลยอมรับว่าศิลปินยุคใหม่สามารถแจ้งเกิดและพิสูจน์ตัวเองได้ด้วยเครื่องมือที่มีอยู่ในมือ ทุกคนสามารถนำเพลงเข้าระบบและสร้างรายได้เองได้ แต่จุดเปลี่ยนที่สำคัญคือเมื่อถึงจุดสิ้นสุดของวงจรชีวิตช่วงแรก (Life Cycle) และก้าวเข้าสู่ Chapter 2

“โลกความจริงคือ ทุกวันนี้มีคนปล่อยเพลงมากกว่า 300,000 เพลงต่อวัน ในช่วงแรกคุณอาจจะพูดอะไรแล้วคนฟังเก็ต แฟนเพลงอินไปกับคุณ แต่เมื่อ Generation เริ่มเปลี่ยนผ่าน คุณโตขึ้น แฟนเพลงโตขึ้น ขณะที่มีเด็กเจนใหม่เข้ามาแทนที่ จุดนี้แหละที่จะยาก เพราะคุณต้องรักษาวงดนตรีให้เดินหน้าต่อในวันที่บริบทเดิมๆ เริ่มใช้ไม่ได้ผล”

ใน Chapter ที่สองนี้เองที่บอลมองว่า ‘ค่ายเพลง’ หรือ ‘ทีมงาน’ จะกลับมามีบทบาทสำคัญ เพราะหน้าที่ของค่ายไม่ใช่แค่การปล่อยเพลง แต่คือการสร้าง Career Path หรือการวางรากฐานให้อาชีพศิลปินยาวนานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ รวมถึงการทำให้สิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ ให้เกิดขึ้นจริงผ่านพลังของทีม

“ศิลปินอิสระที่สำเร็จในแชปเตอร์แรก ถ้าคิดจะไปต่อในแชปเตอร์ที่ 2 หรือ 3 คุณจำเป็นต้องมีทีมที่แข็งแรงมากพอมาช่วยจัดการเรื่องหลังบ้าน เพื่อให้คุณยังโฟกัสกับการสร้างผลงานที่นับวันจะยิ่งยากขึ้นเรื่อยๆ ตามวัยที่เติบโต”

บอลทิ้งท้ายด้วยสถิติที่น่าสนใจจากประสบการณ์ว่า ศิลปินที่เลือกจะแบกทุกอย่างไว้คนเดียวเพื่อเดินต่อในแชปเตอร์ที่สอง มักจะมีโอกาส ‘หลุด’ หรือหายไปตามกาลเวลาได้ง่ายกว่าคนที่มีทีมซัพพอร์ต เพราะในโลกของดนตรี การยืนระยะให้ได้นานนั้นยากกว่าการดังเพียงชั่วข้ามคืน

[AI กับอุตสาหกรรมดนตรี]

ท่ามกลางกระแสความกังวลว่าปัญญาประดิษฐ์หรือ AI จะเข้ามาแทนที่คนทำเพลง บอลกลับมองเรื่องนี้ด้วยสายตาที่เปิดรับและท้าทาย เขาเล่าให้ฟังอย่างอารมณ์ดีว่าเคยลองนำเพลง ‘เข้ากันดี’ ไปใส่ใน AI แล้วสั่งให้มันเปลี่ยนสไตล์เป็น Indie Rock ผลลัพธ์ที่ได้คือเวอร์ชันใหม่ที่ “แปลกดี” แต่สิ่งหนึ่งที่เขามั่นใจคือ AI ยังห่างไกลจากคำว่า ‘รสนิยม’ และ ‘จิตวิญญาณ’

“AI มันทำงานบนฐานข้อมูลมหาศาลที่เคยเกิดขึ้นบนโลก แต่มันยังทำสิ่งที่เรียกว่า รสนิยมไม่ได้ รสนิยมเกิดจากการที่มนุษย์เรียนรู้ เติบโต และนำความชอบมาบูรณาการจนเกิดเป็นสิ่งใหม่ที่ ‘ผ่าเหล่า’ หรือมีความขบถในตัว”

ท่อนโซโล่แปลกๆ หรือการวางคอร์ดที่แหกกฎทฤษฎี ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือ Creativity ขั้นสูงที่เกิดจากมนุษย์เท่านั้น เขาเชื่อว่า AI อาจจะสร้างเพลงประเภท Sensitive Base ที่ฟังเอาสนุกตามเทรนด์หรือเพลงประกอบที่เน้นฟังก์ชันได้ดี แต่ AI ยังไม่สามารถสร้างเพลงแบบ Value Base ที่จะข้ามกาลเวลาไปชนะใจคนในอีก 20 ปีข้างหน้าได้

ในมุมมองของผู้บริหารค่ายเพลง เขาไม่เพียงแต่ไม่กลัว แต่เขายังสนับสนุนให้น้องๆ ศิลปินรุ่นใหม่ใช้ AI เป็นเครื่องมือหรือเป็นทีมงานมากกว่าจะให้มันเป็นนาย

“สำหรับน้องที่แต่งเนื้อทำนองเก่งมากแต่เรียบเรียงดนตรีไม่เป็น แทนที่จะต้องรอเพื่อนว่าง ผมแนะนำให้ลองใช้ AI ช่วยขึ้นโครงสร้างดนตรีดู เพราะผมเชื่อว่าต่อให้ AI เจนอะไรออกมา มันก็ไม่มีทางเอาชนะ ‘Taste’ ของเนื้อทำนองที่มนุษย์ตั้งใจคราฟต์มาอย่างดีแล้วได้”

[บทเรียนสำคัญที่สุดในการทำค่าย What The Duck]

เมื่อถามถึงบทเรียนที่ล้ำค่าที่สุดตลอดหนึ่งทศวรรษในการบริหารค่ายเพลง What The Duck พี่บอลนิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนจะตอบว่า สิ่งที่เขาเรียนรู้ไม่ใช่แค่เรื่องของธุรกิจเพลง แต่มันคือศาสตร์แห่งการใช้ชีวิตและการรับมือกับ ‘ความเปลี่ยนแปลง’

ในมุมของบอล ความเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องปัจเจกที่ทุกคนต้องเจอ แต่เมื่อความเปลี่ยนแปลงนั้นเกิดขึ้นในระดับองค์กร หรือเกิดขึ้นกับศิลปินที่ทำงานร่วมกันมานาน มันส่งผลกระทบที่รุนแรงกว่าปกติ เพราะ ‘เพลง’ ไม่ใช่แค่สินค้า แต่มันคือสินค้าที่มีชีวิต มีอารมณ์ และมีตัวตนของศิลปินอยู่สูงมาก เมื่อศิลปินเติบโตขึ้น ความฝันและความคาดหวังของเขาก็เปลี่ยนไปตามช่วงวัย

“หน้าที่ของค่ายคือการเรียนรู้ที่จะรับมือกับความต้านทานที่เปลี่ยนไปของศิลปินแต่ละคน เพื่อให้เขายังสามารถอยู่ในอาชีพที่เขารักได้ยาวนานที่สุด”

บทเรียนสำคัญอีกประการที่บอลตกผลึกได้ในช่วงรอยต่อของทศวรรษที่สอง คือการกลับมาให้ความสำคัญกับ ‘คนทำงานเบื้องหลัง’ หรือทีมงานสตาฟทุกคน เขายอมรับว่าในช่วง 10 ปีแรก ทุกคนรันงานกันแบบ ‘มวยวัด’ เรียนรู้ผิดถูกมาด้วยกัน แต่เมื่อองค์กรใหญ่ขึ้น ทีมงานเริ่มมีวงจรชีวิตที่เปลี่ยนไป จากจูเนียร์กลายเป็นซีเนียร์ จากตัวคนเดียวเริ่มมีครอบครัว มีความรับผิดชอบ และความคาดหวังในชีวิตที่มากขึ้น

“ผมเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับสตาฟมากนะ ไม่ใช่ว่าไม่รักศิลปิน แต่ผมเชื่อว่าศิลปินเมื่อถึงจุดหนึ่งเขาก็จะมี Achievement มีที่ทางที่เขาต้องไป แต่สิ่งเหล่านั้นจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าเราไม่ดูแลคนข้างในของเราให้ดีเสียก่อน”

ในวันนี้ เขาจึงไม่ได้สวมแค่หมวกของผู้บริหาร แต่พยายามเป็น ‘รุ่นพี่’ ที่รุ่นน้องในทีมไว้ใจและกล้าเดินเข้ามาปรึกษาได้ทุกเรื่อง เขาเชื่อว่าการดูแลทั้งสภาพจิตใจภายในและปัจจัยภายนอกของทีมงาน คือรากฐานสำคัญที่จะทำให้ Ecosystem ของค่ายเพลงเดินหน้าต่อไปได้

[ภาพรวมอุตสาหกรรมเพลงไทย]

เมื่อมองภาพกว้างของอุตสาหกรรมดนตรีไทยในปัจจุบัน พี่บอลให้ความเห็นด้วยแววตาที่เป็นประกายว่า “บุคลากรดนตรีไทยดีขึ้นมาก” และเป็นยุคที่บ้านเราเปิดกว้างในเชิงศิลปะสูงที่สุดยุคหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นงานเพลง ภาพยนตร์ หรืองานดีไซน์ จนกลายเป็นจุดแข็งที่คนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่างยอมรับในความหลากหลายและคาแรกเตอร์ที่ชัดเจน

สิ่งที่น่าสนใจคือ ‘ความเร็ว’ ของบุคลากรรุ่นใหม่ พี่บอลในฐานะอาจารย์พิเศษด้าน Artist Management เห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนว่า เด็กยุคนี้ไม่ได้ใช้เวลาเก็บเกี่ยวประสบการณ์นานเท่าคนรุ่นก่อน สถาบันดุริยางคศิลป์ผลิตนักดนตรีและ Sound Engineer ฝีมือดีตั้งแต่อายุ 17-18 ปีที่ออกไปทำงานจริงระดับมืออาชีพได้ทันที ทักษะของคนรุ่นใหม่จึงมีความแม่นยำและเป็นระบบมากขึ้นจนแทบไม่ต้องแยกหมวดหมู่แนวเพลงแบบเดิมอีกต่อไป

“เดี๋ยวนี้เราช้อปปิ้งคนมาทำงานได้เลย อายุเขาน้อยลงแต่ทักษะถูกต้องและแม่นยำขึ้นเรื่อยๆ จนซับซ้อนเกินกว่าจะนิยามแค่ ป๊อป ร็อก หรือแจ๊ส แต่มันคือการเจริญเติบโตในทุก Sub-segment ของตลาด”

อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมของคนฟังส่วนใหญ่ที่ยังนิยมการเสพแบบ ‘Freemium’ คืออยากฟังเพลงฟรีที่ยอมแลกกับการดูโฆษณา แม้พฤติกรรมเด็กยุคใหม่จะเริ่มเข้าใจการจ่ายเงินแบบ Subscription หรือการหารค่าบริการ (Share Plan) มากขึ้น แต่รายได้ที่สะท้อนกลับมายังศิลปินและค่ายเพลงกลับไม่ได้เติบโตสัมพันธ์กับยอดฟังเสมอไป

“ยอดสตรีมอาจจะสูงขึ้น 15-18% แต่รายได้เท่าเดิมหรือบางทีลดลงด้วยซ้ำ เพราะงบประมาณจากเอเจนซี่หรือลูกค้าที่มาซื้อแอดมีจำกัด หรือลดลงตามสภาวะเศรษฐกิจ”

พี่บอลย้ำเตือนถึงความจริงที่น่าเจ็บปวดว่า อุตสาหกรรมบันเทิงอยู่บนจุดสูงสุดของพีระมิดความต้องการของมนุษย์ “เมื่อไหร่ที่คนไม่สบายตัวหรือต้องประหยัด ความบันเทิงจะเป็นสิ่งแรกที่เขาตัดทิ้ง และจะเป็นสิ่งสุดท้ายที่เขากลับมาซื้อ” เหมือนในช่วงโควิดที่ผ่านมาที่คนดนตรีคือกลุ่มแรกที่หยุดงานและกลุ่มสุดท้ายที่ได้กลับมา

[คำแนะนำแด่นักฝันรุ่นใหม่จากประสบการณ์ 25 ปี]

ก่อนจบการสนทนา เมื่อถามถึงคำแนะนำสำหรับน้องๆ รุ่นใหม่ที่อยากเริ่มต้นทำวงดนตรีหรือเปิดค่ายเพลงของตัวเอง บอลยิ้มก่อนจะตอบด้วยประโยคที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังว่า “เลิกตั้งคำถาม… แล้วกระโจนลงไปทำเลย”

ในยุคที่พื้นที่และเครื่องมือพร้อมให้เรานำเสนอตัวเองต่อสังคมได้ทุกวินาที เขามองว่าอุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดไม่ใช่เงินทุน แต่คือ ‘ความกลัว’ โดยเฉพาะความกลัวที่จะถูกวิจารณ์

“ศิลปินดังๆ หลายคนโตมาด้วยคำด่านะ คำชมมันช่วยให้กำลังใจ แต่คำวิจารณ์เชิงลบต่างหากที่จะขัดเกลาคุณ ถ้าคุณไม่ยอมแพ้ มันจะทำให้คุณแหลมคมและเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น ความล้มเหลวและการถูกตำหนิคือบทเรียนแรกที่ทุกคนต้องเจอ”

หัวใจสำคัญที่บอลอยากย้ำกับศิลปิน คือการหาเสียงของตัวเองให้เจอ ในวันที่เราต้องทำเพลงแข่งกับทั้งมนุษย์และ AI สิ่งเดียวที่จะทำให้คุณชนะได้คือ ‘ลายเซ็น’ ที่แค่คนฟังได้ยินอินโทรบนรถไฟฟ้าก็รู้ทันทีว่าเป็นวงของคุณ

บอลแนะนำว่า หนทางสู่การหาตัวเองเจออาจเริ่มจากการ ‘เลียนแบบ’ คนที่เราชื่นชอบ ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิด เพราะนั่นคือการเรียนรู้ชนิดหนึ่ง แต่เมื่อเราเรียนรู้และสะสมรสนิยมไปเรื่อยๆ ความคิดของเราจะค่อยๆ กลั่นกรองจนกลายเป็นเสียงที่เป็นตัวเราในที่สุด

“ถ้าคุณมัวแต่ตั้งคำถามแต่ไม่เริ่มทำสักที คุณก็จะยิ่งหาตัวเองเจอช้า กระโดดลงไปเลยครับ ไปหาสิ่งที่ใช่ ไปสร้าง Vibe ของตัวเองให้เจอ และเมื่อไหร่ที่คุณสร้าง Community ที่แข็งแรงรอบตัวขึ้นมาได้ เมื่อนั้นแหละคือสิ่งที่ค่ายเพลงมองหาอยู่”