รู้ไหม? คน ‘รวันดา’ โคตรชอบ ‘นม’

4 Min
204 Views
09 Nov 2021

Select Paragraph To Read

  • หลงนมมาเนิ่นนาน
  • วัวกู้ชาติ
  • วิกฤติของนม

คุณรู้ไหมว่าคนรวันดา ‘ชอบนม’ มากๆ

เมืองไทยเราเองก็มีวัฒนธรรมชอบดื่มนม และมีบาร์นมอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน แต่วัฒนธรรมการดื่มนมของเราดูเป็นเรื่องเล็กน้อยไปเลยเมื่อเทียบกับคนประเทศ ‘สาธารณรัฐรวันดา’ (Rwanda) ประเทศเล็กๆ ที่อยู่ในทวีปแอฟริกา หลายคนอาจรู้จักในฐานะประเทศที่เคยมีเหตุฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ แต่วันนี้เราจะพาคุณมารู้จักกับอีกมุมของประเทศนี้ นั่นคือความ ‘บ้านม’ ของคนที่นี่

เมื่อตะวันส่องแสงใส่เมืองรวันดาที่เต็มไปด้วยเนินเขา ผู้คนเริ่มออกมาเดินทอดน่องกันตามท้องถนน ไม่ว่าจะชาย หญิง ผู้ใหญ่ หรือวัยรุ่น เป็นไปได้ว่าพวกเขามีจุดเป้าหมายร่วมกัน นั่นคือการเดินไป ‘บาร์นม’ ที่เปิดเป็นร้านแผงลอยริมถนน

“ผมรักนม” Jean Bosco Nshimyemukiza ชายผู้มีอาชีพขับวินมอเตอร์ไซค์ กล่าวพร้อมรอยยิ้ม พลางจิบนมจากแก้วใหญ่จนเกิดคราบขาวเหนือริมฝีปาก “นมทำให้คุณสงบ บรรเทาความเครียด และรักษาคุณ”

ชายผู้ชอบดื่มนมคนนี้สนทนากับนักเขียนจาก The New York Times ในขณะที่เขากำลังนั่งอยู่บาร์นมอันคึกคักแห่งหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองหลวงคิกาลี (Kigali) บาร์นมแห่งนี้เป็นหนึ่งในบาร์นมจำนวนนับร้อยที่แฝงตัวอยู่ทุกมุมเมืองทั่วประเทศเล็กๆ ที่มีประชากรราว 12 ล้านคนแห่งนี้

ในรวันดา ‘นม’ คือเครื่องดื่มอันเป็นที่รักยิ่งของผู้คน และ ‘บาร์นม’ ก็เป็นสถานที่ผ่อนคลายยอดนิยมของทุกชุมชน ทั้งชายและหญิง คนแก่และคนหนุ่ม ต่างผลัดกันมานั่งอยู่บนม้านั่งยาว ไม่ก็เก้าอี้พลาสติกในบาร์นมกันตลอดทั้งวัน มือแต่ละคนถือแก้วมีหูจับ นมสดสีขาวข้นรสละมุนไหลลงคอกันลิตรแล้วลิตรเล่า นอกจากนมสดแล้วก็มีนมหมักคล้ายๆ โยเกิร์ตที่คนท้องถิ่นเรียกกันว่า “ikivuguyo”

บางคนชอบดื่มนมเย็น บางคนชอบดื่มนมร้อน บางคนชอบดื่มรวดเดียวหมด บางคนค่อยๆ จิบพลางเคี้ยวของว่าง เช่น เค้ก กล้วย หรือจาปาตี คนส่วนใหญ่มาเพื่อผ่อนคลายสังสรรค์ แต่สิ่งที่มาก่อนการสังสรรค์คือการดื่มนม และพวกเขาไม่ได้ดื่มกันเล่นๆ ด้วย

“ผมมาที่นี่เวลาอยากผ่อนคลาย แต่ขณะเดียวกันผมก็มาคิดเรื่องอนาคตด้วย” Nshimyemukiza เล่าว่าเขาดื่มนมอย่างน้อยวันละสามลิตรทุกวัน “เวลาคุณดื่มนม ความคิดมักจะแจ่มชัดและถูกต้อง”

สิบปีที่ผ่านมามีบาร์นมมากมายผุดขึ้นทั่วทุกแห่งของรวันดา แต่จริงๆ แล้ว ‘นม’ นั้นอยู่ร่วมกับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของรวันดามานานแล้ว อีกทั้งยังมีอิทธิพลในด้านเศรษฐกิจในปัจจุบันด้วย

หลงนมมาเนิ่นนาน

เป็นเวลากว่าหลายร้อยปีที่ ‘วัว’ คือสัญลักษณ์แห่งความร่ำรวยและเป็นเครื่องบ่งบอกสถานะ อีกทั้งเป็นของขวัญล้ำค่าที่สุดที่มอบให้เป็นเกียรติแก่เพื่อนหรือครอบครัวใหม่ แม้กระทั่งราชวงศ์ก็ยังโปรดการดื่มนมเป็นพิเศษ ในสมัยที่รวันดายังมีกษัตริย์ปกครอง (ก่อนจะล่มสลายลงในปี ค.ศ. 1961) พวกราชวงศ์จะเก็บนมไว้ในโหลไม้สวยงาม ปิดด้วยฝาทรงกรวยที่สานขึ้นด้วยมือ และเก็บไว้ในห้องซึ่งติดกับปราสาทของราชา

วัวมีค่ามากถึงขนาดที่คนรวันดาเอาไปตั้งเป็นชื่อลูก เช่น ‘Munganyinka’ หมายถึง มีค่าดั่งวัว หรือ ‘Inyamibwa’ หมายถึง เจ้าวัวงาม แม้กระทั่งในท่าร่ายรำของหญิงสาว ก็ยังมีท่าที่สตรีจะยกมือขึ้นเลียนแบบเขาโค้งอันสง่างามของวัวแองโกล-วาตูซี

วัวกู้ชาติ

จุดเปลี่ยนสำคัญของชาวรวันดาคือ เหตุสังหารหมู่ที่เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1994 จนมีผู้เสียชีวิตกว่า 8 แสนคนภายในระยะเวลาแค่ 100 วัน คนส่วนใหญ่ที่ถูกสังหารอย่างเหี้ยมโหดคือชาว ‘ทุตซี’ (Tutsi) ที่นิยมทำปศุสัตว์เลี้ยงชีพมาแต่โบราณกาล

หลังเหตุสังหารหมู่สิ้นสุดลง และประเทศรวันดากำลังฟื้นตัว รัฐบาลรวันดาก็เห็น ‘วัว’ เป็นหนทางสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจและต่อสู้กับภาวะขาดสารอาหารของประชากร

ปี ค.ศ. 2006 ประธานาธิบดี พอล คากาเม (Paul Kagame) ได้ชูนโยบาย ‘Girinka’ หรือ ‘เอาวัวไปเลย’ ซึ่งเป็นนโยบายที่จะมอบวัวหนึ่งตัวให้ทุกครอบครัวที่มีฐานะยากจน อ้างอิงข้อมูลจากกระทรวงการเกษตรและแหล่งสัตว์ นโยบายนี้ทำให้เกิดการเลี้ยงวัวกว่า 380,000 ตัวทั่วประเทศ

เมื่อกำลังการผลิตนมเพิ่มสูงขึ้นทั่วประเทศ จำนวนคนที่ย้ายเข้าเมืองหลวงเพื่อการศึกษาและการจ้างงานก็เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว แถมด้วยการกำเนิดของบาร์นมมากมาย ซึ่งเป็นสถานที่ที่ผู้เลี้ยงวัวนมสามารถขายนมที่ผลิตล้นเกินได้ และทำให้คนเมืองมีโอกาสดื่มนมในยามที่คิดถึงกลิ่นอายทุ่งหญ้าเลี้ยงวัวของบ้านเกิด บาร์นมส่วนใหญ่จึงมักตั้งอยู่ในเมืองคิกาลี เมืองหลวงที่มีคนอยู่อาศัยมากที่สุด (ประมาณ 1.2 ล้านคน)

นาย Muvunyi วัย 29 ปี ทิ้งก้นลงบนเก้าอี้บาร์นม เขาประกอบอาชีพอยู่ในสายเทคโนโลยี และโชว์รูปลูกชายวัยสองขวบที่มองมายังกล้องขณะกำลังดื่มนมจากแก้วที่ถูกคั้นมาจากเต้านมวัวในฟาร์มของปู่ย่า เขากังวลว่าเด็กที่เติบโตในเมืองจะเริ่มห่างเหินกับวิถีชีวิตฟาร์มโคนม ยิ่งเมื่อตอนนี้ที่นมพาสเจอไรส์หาซื้อได้ง่ายตามซูเปอร์มาร์เก็ต

“ผมอยากสอนลูกของผมให้รู้จักคุณค่าของนมและวัวเสียแต่เนิ่นๆ ” คุณพ่อผู้รักการดื่มนมกล่าว

วิกฤติของนม

หลังมีการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 รวันดาเองก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกับอุตสาหกรรมโคนม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรวันดาเป็นประเทศที่มีนโยบายปิดเมืองที่เข้มงวดที่สุดแห่งหนึ่งในแอฟริกา รัฐบาลสั่งเคอร์ฟิวตอนกลางคืน ปิดตลาด และห้ามเดินทางไปมาระหว่างเมืองและเขตต่างๆ เศรษฐกิจจึงได้รับผลกระทบอย่างหนัก และรวันดาก็เข้าสู่ภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจอย่างจำใจเสียไม่ได้

ธุรกิจโคนมระดับเล็กและกลางเกินครึ่งต้องปิดตัวลงในช่วงล็อกดาวน์ อีกทั้งบริษัทแปรรูปนมรายใหญ่ที่สุดสามในห้าของประเทศ ก็มีกำลังการผลิตระหว่าง 21-46 เปอร์เซ็นต์ของกำลังการผลิตทั้งหมดเท่านั้น

และถึงไม่มีโควิด แต่รวันดาก็ยังต้องเผชิญกับปัญหาภาวะโลกร้อนอยู่ดี ภัยแล้งทำให้ผู้คนนับพันขาดแคลนอาหาร และวัวก็พลอยอดน้ำอดข้าวตามไปด้วย จึงทำให้นมเริ่มขาดตลาดไปทั่วทุกหนแห่ง พอนมเริ่มขาดตลาด ราคานมก็เพิ่มสูงขึ้น โดยปกติแล้ว นมปริมาณ 1 ลิตรที่ขายในเมืองคิกาลี จะมีราคา 500 ฟรังก์รวันดา (ประมาณ 17 บาท) แต่ตอนนี้ราคาถูกปัดขึ้นไปเป็น 700 ฟรังก์รวันดา (ประมาณ 23 บาท)

แม้ธุรกิจบาร์นมจะค่อยๆ ฟื้นตัวขึ้นจากการที่ผู้คนเริ่มได้รับวัคซีน และเริ่มมีการเปิดประเทศ แต่สถานการณ์ในตอนนี้ก็ยังไม่ถือว่าน่าวางใจสำหรับผู้ประกอบการหลายๆ คน

แต่ไม่ว่าจะอย่างไร สำหรับคนรวันดา บาร์นมก็ต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปให้ได้

เพราะสำหรับพวกเขา บาร์นมไม่ได้ขายแค่เครื่องดื่มอันเป็นที่โปรดปราน แต่มันยังเพิ่มพลังให้กับวิถีชีวิตซึ่งผูกพันกับวัวและนมมาอย่างเนิ่นนาน

อ้างอิง: The New York Times. At Rwanda’s Favorite Bars, Forget the Beer: Milk Is What’s on Tap. https://nyti.ms/3nF04pJ