หลังสถานการณ์โรคระบาดเริ่ม ‘อยู่ตัว’ และโลกเริ่มกลับสู่ความเป็นปกติมากขึ้น แต่สิ่งที่ธุรกิจทั่วโลกต้องเจอกลับเป็น ‘การลาออกครั้งใหญ่’ (The Great Resignation) ของพนักงาน ที่ส่งผลกระทบต่อการทำงานของภาคธุรกิจทั่วโลก
แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องบังเอิญ สถาบันวิจัยเอดีพี (ADP Research Institute) สถาบันวิจัยด้านตลาดแรงงานได้ทำการสำรวจใน 17 ประเทศ และพบว่า การยกเลิก Work from Home ทำให้พนักงานกว่า 64 เปอร์เซ็นต์ ตัดสินใจลาออกหากต้องกลับไปทำงานที่ออฟฟิศแบบเต็มเวลา โดยเฉพาะในกลุ่มคนอายุ 18-24 ปี ที่มีแนวโน้มลาออกถึง 71 เปอร์เซ็นต์
สถานการณ์พนักงานรวมตัวลาออกครั้งใหญ่มีตัวอย่างให้เราเห็นหลายครั้ง เช่น ก่อนหน้านี้เกิดกรณีจากบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่าง แอปเปิล (Apple) ที่เริ่มออกนโยบายหลังโควิด-19 ให้พนักงานเข้ามาทำงานที่บริษัท 3 วันต่อสัปดาห์ แต่ผลกลายเป็นว่ามีพนักงานมากกว่า 1,000 คนได้ส่งจดหมายถึงผู้บริหารว่า ‘ไม่เห็นด้วย’ และอาจลาออกหากไม่ได้ทำงานทางไกลในอนาคต
ดังนั้นความเปลี่ยนแปลงด้านการทำงานจึงไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในช่วงโควิดเท่านั้น แต่กลายเป็นรูปแบบการทำงานแบบ ‘ถาวร’ ในอนาคต ด้วยเหตุนี้ สำหรับธุรกิจที่กำลังเผชิญหน้ากับการลาออกของพนักงาน หรืออยู่ในช่วงที่ ‘ต้อง’ ปรับตัวก่อนสายเกินไป ควรทำอย่างไรเพื่อรั้งพนักงานเอาไว้
ทางออกของธุรกิจยุคใหม่คือการทำงานแบบ ‘ไฮบริด’ (Hybrid Workplace) โดยวิทยาลัยธุรกิจฮาร์วาร์ด (Harvard Business School) พบว่า การทำงานแบบไฮบริดสามารถช่วยลดอัตราการลาออกได้ถึง 35 เปอร์เซ็นต์ เพราะคนปัจจุบันมองความยืดหยุ่นในการทำงานเป็นเรื่องสำคัญ ในขณะที่การ์ทเนอร์ (Gartner) บริษัทวิจัยและที่ปรึกษาชื่อดังจากสหรัฐอเมริกา ได้แนะนำว่า เทรนด์ธุรกิจต่อจากนี้องค์กรควรพัฒนาแผนเปลี่ยนแปลงองค์กรให้เป็น Digital Native อย่างสมบูรณ์ ผ่านการทำงานบนคลาวด์ (Cloud)
แต่การจะเปลี่ยนแปลงองค์กรให้กลายเป็น Hybrid Workplace ที่ตอบโจทย์บริษัทและพนักงานอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่สร้างภาระ ไม่สร้างความเครียดให้ใคร ไม่ใช่เรื่องง่าย และต้องเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นระบบ เพราะแต่ละรูปแบบธุรกิจก็มีความแตกต่างกันออกไปในรายละเอียด ไม่ใช่เพียงแค่การทำงานจากบ้าน แต่การจัดการข้อมูล เครื่องมือการทำงาน และโครงสร้างการสื่อสารในองค์กรก็เป็นปัจจัยสำคัญ
เพื่อเป็นโซลูชั่นให้กับธุรกิจในยุคเปลี่ยนผ่าน ริโก้ (Ricoh) แบรนด์ที่อยู่คู่กับคนทำงานมานานกว่า 84 ปี จากประเทศญี่ปุ่น ที่ให้บริการเครื่องมือและอุปกรณ์สำนักงานสู่การเป็น IT Services/Software Solution รวมถึงล่าสุดได้เป็น Workplace Solution ที่ช่วยให้ธุรกิจในยุคเปลี่ยนผ่านเข้าสู่การเป็น Hybrid Workplace ที่ตอบโจทย์ในยุคสมัยนี้ได้อย่างลื่นไหล และทำให้เกิดการเวิร์คสมาร์ทอย่างยืดหยุ่น
ริโก้ ให้บริการโซลูชั่นที่เข้ามาปรับปรุงการทำงานด้านดิจิทัลของธุรกิจให้เป็น Hybrid Workplace ที่มีความคล่องตัว รองรับพนักงานและการทำงานรูปแบบใหม่อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านโซลูชั่นด้านต่างๆ ที่ครอบคลุมและตอบโจทย์การทำงานยุคใหม่ ด้วยการปรับโครงสร้างธุรกิจทั้ง 3 แกน คือ
1. Connect & Collaborate
การปรับโครงสร้างและอุปกรณ์ให้ทำงานทางไกลและทำงานไร้สายอย่างลื่นไหลในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น แอปพลิเคชั่น UCS (Unified Communication Systems) การประชุมทางไกลที่ทำให้การสื่อสารทางไกลลื่นไหลโดยไม่ต้องเข้าออฟฟิศ ปรับระบบห้องประชุมให้ลื่นไหลด้วยอุปกรณ์ไร้สายทั้งระบบการประชุมแบบไฮบริด การพรีเซนต์ไร้สาย หรือจองห้องประชุม ไปจนถึง Creative Collaboration Hub จอภาพอัจฉริยะที่ทำหน้าที่เหมือนกับไวท์บอร์ดดิจิทัลขนาดใหญ่ช่วยให้การประชุม วางแผน และสรุปงาน พร้อมกันแม้ไม่ได้อยู่ที่ออฟฟิศเป็นไปได้แบบเรียลไทม์
2. Workplace Management
การจัดการพื้นที่ทำงานรูปแบบไฮบริดที่ไม่ได้มีแต่พื้นที่ของออฟฟิศแต่รวมไปถึงพื้นที่ทำงานบนโลกดิจิทัล ซึ่งต้องมีการจัดการอย่างเป็นระบบเพื่อการใช้ชีวิตและทำงานอย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็นการจัดการในส่วนของออฟฟิศ ริโก้ก็พัฒนาระบบจัดการอาคารอัจฉริยะมาเพื่อบริหารจัดการผู้มาติดต่อ ระบบบริหารลานจอดรถ การตรวจวัดอุณหภูมิ ไปจนถึงจองพื้นที่ประชุม การจองโต๊ะทำงานที่ปลอดภัยและเป็นระบบ
รวมถึงโซลูชั่นสำหรับพื้นที่ทำงานบนโลกดิจิทัลเพื่อให้พนักงานสามารถเลือกทำงานจากที่ไหนก็ได้บนโลก ด้วยระบบ DocuWare Cloud ที่ช่วยจัดการไฟล์และเอกสารในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์อย่างเป็นระบบสามารถเรียกใช้งานได้ทุกที่ทุกเวลา เพื่อให้กระบวนการทำงานหรือการอนุมัติกลายเป็นเรื่องง่าย
3. Smart Devices
สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ในการเปลี่ยนแปลงธุรกิจเข้าสู่โลกดิจิทัลและการทำงานแบบไฮบริด คืออุปกรณ์เทคโนโลยีที่ช่วยให้การทำงานรูปแบบใหม่เกิดขึ้นได้จริง ซึ่งริโก้เป็นแบรนด์ที่เริ่มต้นจากการให้บริการอุปกรณ์ในสำนักงานเข้าใจความต้องการและปัญหาที่เกิดขึ้น จึงได้พัฒนาผลิตภัณฑ์อัจฉริยะต่างๆ ขึ้นให้สามารถจัดการหรือสั่งงานได้จากระยะไกล ทั้งเครื่องพิมพ์ เครื่องถ่ายเอกสาร การทำสำเนา ที่คงคุณภาพและแม่นยำ
โดยริโก้ยังดูแลระบบซอฟต์แวร์การทำงานของอุปกรณ์และอัพเกรดเฟิร์มแวร์ รวมถึงมีบริการให้คำปรึกษาด้านระบบการจัดการอุปกรณ์ไอทีสำหรับออฟฟิศที่ต้องการปรับเปลี่ยนตัวเองเป็น Hybrid workplace เพื่อให้ได้มาตรฐานอีกด้วย
ปัจจุบันริโก้มีศูนย์วิจัยและพัฒนากว่า 13 แห่ง และศูนย์จัดจำหน่ายกว่า 67 แห่งใน 50 ประเทศ เพื่อให้บริการโซลูชั่นสู่โลกดิจิทัลแก่ธุรกิจทั่วโลกอย่างครอบคลุม ด้วยบริการและผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของริโก้ที่พัฒนาขึ้นเพื่อทำให้การเปลี่ยนผ่านธุรกิจสู่โลกดิจิทัลและการทำงานยุคใหม่กลายเป็นเรื่องง่าย ผ่านทั้งอุปกรณ์ไอทีอัจฉริยะ ระบบการจัดการด้านต่างๆ และแอปพลิเคชัน ที่สามารถมั่นใจในเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลเพื่อธุรกิจยุคใหม่
ในยุคที่การเปลี่ยนผ่านธุรกิจให้กลายเป็นรูปแบบไฮบริด อาจไม่ใช่ทางเลือกแต่เป็นสิ่ง ‘จำเป็น’ ของธุรกิจในอนาคต โดยเฉพาะเมื่อพนักงานส่วนใหญ่ในปัจจุบันเลือกที่จะทำงานกับธุรกิจที่มีความยืดหยุ่นมากกว่า และความยืดหยุ่นในการทำงานก็เป็นปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินใจ ‘ลาออก’ ของหลายคน ดังนั้นสำหรับคนทำธุรกิจยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญและฟังความต้องการของพนักงาน เชื่อว่าการทำงานแบบไฮบริดจะเป็นทางเลือกสำคัญของธุรกิจที่เข้มแข็งในอนาคต
ติดตามรายละเอียดบริการและผลิตภัณฑ์ของริโก้ได้ทาง https://www.ricoh.co.th/campaigns/ricoh-workplace-security-solutions หรือ Tel 0-2088-8000