4 Min

หยุดการลาออกได้อยู่หมัด! มาเปลี่ยนธุรกิจให้เป็นไฮบริด กับ Ricoh

4 Min
417 Views
04 Jul 2022

หลังสถานการณ์โรคระบาดเริ่ม ‘อยู่ตัว’ และโลกเริ่มกลับสู่ความเป็นปกติมากขึ้น แต่สิ่งที่ธุรกิจทั่วโลกต้องเจอกลับเป็น ‘การลาออกครั้งใหญ่’ (The Great Resignation) ของพนักงาน ที่ส่งผลกระทบต่อการทำงานของภาคธุรกิจทั่วโลก

แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องบังเอิญ สถาบันวิจัยเอดีพี (ADP Research Institute) สถาบันวิจัยด้านตลาดแรงงานได้ทำการสำรวจใน 17 ประเทศ และพบว่า การยกเลิก Work from Home ทำให้พนักงานกว่า 64 เปอร์เซ็นต์ ตัดสินใจลาออกหากต้องกลับไปทำงานที่ออฟฟิศแบบเต็มเวลา โดยเฉพาะในกลุ่มคนอายุ 18-24 ปี ที่มีแนวโน้มลาออกถึง 71 เปอร์เซ็นต์

สถานการณ์พนักงานรวมตัวลาออกครั้งใหญ่มีตัวอย่างให้เราเห็นหลายครั้ง เช่น ก่อนหน้านี้เกิดกรณีจากบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่าง แอปเปิล (Apple) ที่เริ่มออกนโยบายหลังโควิด-19 ให้พนักงานเข้ามาทำงานที่บริษัท 3 วันต่อสัปดาห์ แต่ผลกลายเป็นว่ามีพนักงานมากกว่า 1,000 คนได้ส่งจดหมายถึงผู้บริหารว่า ‘ไม่เห็นด้วย’ และอาจลาออกหากไม่ได้ทำงานทางไกลในอนาคต

ดังนั้นความเปลี่ยนแปลงด้านการทำงานจึงไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในช่วงโควิดเท่านั้น แต่กลายเป็นรูปแบบการทำงานแบบ ‘ถาวร’ ในอนาคต ด้วยเหตุนี้ สำหรับธุรกิจที่กำลังเผชิญหน้ากับการลาออกของพนักงาน หรืออยู่ในช่วงที่ ‘ต้อง’ ปรับตัวก่อนสายเกินไป ควรทำอย่างไรเพื่อรั้งพนักงานเอาไว้

ทางออกของธุรกิจยุคใหม่คือการทำงานแบบ ‘ไฮบริด’ (Hybrid Workplace) โดยวิทยาลัยธุรกิจฮาร์วาร์ด (Harvard Business School) พบว่า การทำงานแบบไฮบริดสามารถช่วยลดอัตราการลาออกได้ถึง 35 เปอร์เซ็นต์ เพราะคนปัจจุบันมองความยืดหยุ่นในการทำงานเป็นเรื่องสำคัญ ในขณะที่การ์ทเนอร์ (Gartner) บริษัทวิจัยและที่ปรึกษาชื่อดังจากสหรัฐอเมริกา ได้แนะนำว่า เทรนด์ธุรกิจต่อจากนี้องค์กรควรพัฒนาแผนเปลี่ยนแปลงองค์กรให้เป็น Digital Native อย่างสมบูรณ์ ผ่านการทำงานบนคลาวด์ (Cloud)

แต่การจะเปลี่ยนแปลงองค์กรให้กลายเป็น Hybrid Workplace ที่ตอบโจทย์บริษัทและพนักงานอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่สร้างภาระ ไม่สร้างความเครียดให้ใคร ไม่ใช่เรื่องง่าย และต้องเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นระบบ เพราะแต่ละรูปแบบธุรกิจก็มีความแตกต่างกันออกไปในรายละเอียด ไม่ใช่เพียงแค่การทำงานจากบ้าน แต่การจัดการข้อมูล เครื่องมือการทำงาน และโครงสร้างการสื่อสารในองค์กรก็เป็นปัจจัยสำคัญ

เพื่อเป็นโซลูชั่นให้กับธุรกิจในยุคเปลี่ยนผ่าน ริโก้ (Ricoh) แบรนด์ที่อยู่คู่กับคนทำงานมานานกว่า 84 ปี จากประเทศญี่ปุ่น ที่ให้บริการเครื่องมือและอุปกรณ์สำนักงานสู่การเป็น IT Services/Software Solution รวมถึงล่าสุดได้เป็น Workplace Solution ที่ช่วยให้ธุรกิจในยุคเปลี่ยนผ่านเข้าสู่การเป็น Hybrid Workplace ที่ตอบโจทย์ในยุคสมัยนี้ได้อย่างลื่นไหล และทำให้เกิดการเวิร์คสมาร์ทอย่างยืดหยุ่น

ริโก้ ให้บริการโซลูชั่นที่เข้ามาปรับปรุงการทำงานด้านดิจิทัลของธุรกิจให้เป็น Hybrid Workplace ที่มีความคล่องตัว รองรับพนักงานและการทำงานรูปแบบใหม่อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านโซลูชั่นด้านต่างๆ ที่ครอบคลุมและตอบโจทย์การทำงานยุคใหม่ ด้วยการปรับโครงสร้างธุรกิจทั้ง 3 แกน คือ

1. Connect & Collaborate

การปรับโครงสร้างและอุปกรณ์ให้ทำงานทางไกลและทำงานไร้สายอย่างลื่นไหลในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น แอปพลิเคชั่น UCS (Unified Communication Systems) การประชุมทางไกลที่ทำให้การสื่อสารทางไกลลื่นไหลโดยไม่ต้องเข้าออฟฟิศ ปรับระบบห้องประชุมให้ลื่นไหลด้วยอุปกรณ์ไร้สายทั้งระบบการประชุมแบบไฮบริด การพรีเซนต์ไร้สาย หรือจองห้องประชุม ไปจนถึง Creative Collaboration Hub จอภาพอัจฉริยะที่ทำหน้าที่เหมือนกับไวท์บอร์ดดิจิทัลขนาดใหญ่ช่วยให้การประชุม วางแผน และสรุปงาน พร้อมกันแม้ไม่ได้อยู่ที่ออฟฟิศเป็นไปได้แบบเรียลไทม์

2. Workplace Management

การจัดการพื้นที่ทำงานรูปแบบไฮบริดที่ไม่ได้มีแต่พื้นที่ของออฟฟิศแต่รวมไปถึงพื้นที่ทำงานบนโลกดิจิทัล ซึ่งต้องมีการจัดการอย่างเป็นระบบเพื่อการใช้ชีวิตและทำงานอย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็นการจัดการในส่วนของออฟฟิศ ริโก้ก็พัฒนาระบบจัดการอาคารอัจฉริยะมาเพื่อบริหารจัดการผู้มาติดต่อ ระบบบริหารลานจอดรถ การตรวจวัดอุณหภูมิ ไปจนถึงจองพื้นที่ประชุม การจองโต๊ะทำงานที่ปลอดภัยและเป็นระบบ

รวมถึงโซลูชั่นสำหรับพื้นที่ทำงานบนโลกดิจิทัลเพื่อให้พนักงานสามารถเลือกทำงานจากที่ไหนก็ได้บนโลก ด้วยระบบ DocuWare Cloud ที่ช่วยจัดการไฟล์และเอกสารในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์อย่างเป็นระบบสามารถเรียกใช้งานได้ทุกที่ทุกเวลา เพื่อให้กระบวนการทำงานหรือการอนุมัติกลายเป็นเรื่องง่าย

3. Smart Devices

สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ในการเปลี่ยนแปลงธุรกิจเข้าสู่โลกดิจิทัลและการทำงานแบบไฮบริด คืออุปกรณ์เทคโนโลยีที่ช่วยให้การทำงานรูปแบบใหม่เกิดขึ้นได้จริง ซึ่งริโก้เป็นแบรนด์ที่เริ่มต้นจากการให้บริการอุปกรณ์ในสำนักงานเข้าใจความต้องการและปัญหาที่เกิดขึ้น จึงได้พัฒนาผลิตภัณฑ์อัจฉริยะต่างๆ ขึ้นให้สามารถจัดการหรือสั่งงานได้จากระยะไกล ทั้งเครื่องพิมพ์ เครื่องถ่ายเอกสาร การทำสำเนา ที่คงคุณภาพและแม่นยำ

โดยริโก้ยังดูแลระบบซอฟต์แวร์การทำงานของอุปกรณ์และอัพเกรดเฟิร์มแวร์ รวมถึงมีบริการให้คำปรึกษาด้านระบบการจัดการอุปกรณ์ไอทีสำหรับออฟฟิศที่ต้องการปรับเปลี่ยนตัวเองเป็น Hybrid workplace เพื่อให้ได้มาตรฐานอีกด้วย

ปัจจุบันริโก้มีศูนย์วิจัยและพัฒนากว่า 13 แห่ง และศูนย์จัดจำหน่ายกว่า 67 แห่งใน 50 ประเทศ เพื่อให้บริการโซลูชั่นสู่โลกดิจิทัลแก่ธุรกิจทั่วโลกอย่างครอบคลุม ด้วยบริการและผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของริโก้ที่พัฒนาขึ้นเพื่อทำให้การเปลี่ยนผ่านธุรกิจสู่โลกดิจิทัลและการทำงานยุคใหม่กลายเป็นเรื่องง่าย ผ่านทั้งอุปกรณ์ไอทีอัจฉริยะ ระบบการจัดการด้านต่างๆ และแอปพลิเคชัน ที่สามารถมั่นใจในเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลเพื่อธุรกิจยุคใหม่

ในยุคที่การเปลี่ยนผ่านธุรกิจให้กลายเป็นรูปแบบไฮบริด อาจไม่ใช่ทางเลือกแต่เป็นสิ่ง ‘จำเป็น’ ของธุรกิจในอนาคต โดยเฉพาะเมื่อพนักงานส่วนใหญ่ในปัจจุบันเลือกที่จะทำงานกับธุรกิจที่มีความยืดหยุ่นมากกว่า และความยืดหยุ่นในการทำงานก็เป็นปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินใจ ‘ลาออก’ ของหลายคน ดังนั้นสำหรับคนทำธุรกิจยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญและฟังความต้องการของพนักงาน เชื่อว่าการทำงานแบบไฮบริดจะเป็นทางเลือกสำคัญของธุรกิจที่เข้มแข็งในอนาคต

ติดตามรายละเอียดบริการและผลิตภัณฑ์ของริโก้ได้ทาง https://www.ricoh.co.th/campaigns/ricoh-workplace-security-solutions หรือ Tel 0-2088-8000