‘อรุณกาล’ กล่องดวงใจของ ‘กานต์ ศิวโรจณ์’ ผู้กำกับผู้ไร้ซึ่งอัตตาในการทำงาน
คุณคิดว่าหนังเรื่องหนึ่งของผู้กำกับคนหนึ่งที่ถูกเก็บไว้ในใจถึง 12 ปี เหมือนกับ ‘กล่องดวงใจ’ ที่พกติดตัวไว้ตลอดเวลา หนังเรื่องนั้นจะมีความหมายสำหรับผู้กำกับคนนั้นมากขนาดไหนกัน?
หนังเรื่องที่ว่านั้นก็คือ ‘อรุณกาล’ (Regretfully at Dawn) กล่องดวงใจของ ‘กานต์-ศิวโรจณ์ คงสกุล’
หากมองย้อนกลับไปตลอดเส้นทางการทำงานของ ‘กานต์-ศิวโรจณ์ คงสกุล’ ตั้งแต่สมัยหนังสั้น จนมาถึงภาพยนตร์ยาวเรื่องแรกอย่าง ‘ที่รัก’ (Eternity) และผลงานล่าสุดอย่าง ‘อรุณกาล’ (Regretfully at Dawn) คนที่เป็นแฟนๆ ก็คงจะสังเกตลายเซ็นอันเด่นชัดของผู้กำกับคนนี้ได้ว่า งานของเขาจะวนเวียนอยู่กับประเด็นเรื่อง ‘ความสูญเสีย’ และ ‘การจากลา’ แต่แทนที่จะพาผู้ชมไปสู่ความสิ้นหวัง เขากลับเล่ามันในฐานะส่วนหนึ่งของวัฏจักรชีวิต ที่ทำให้ความสัมพันธ์ยังคงดำรงอยู่ในอีกรูปแบบหนึ่ง
กานต์เก็บหนังเรื่องนี้และพามันไปเดินทางมาแล้วหลายเทศกาล ทั้งเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซาน เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเซี่ยงไฮ้ และเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติซานเซบาสเตียน รวมถึงการได้รับคัดเลือกเป็นหนึ่งในหนังไทยที่ เพื่อลุ้นเป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าประกวดรางวัลออสการ์ และในที่สุดกล่องดวงใจดวงนี้ก็กำลังจะถูกทุบออกมาให้ทุกคนได้รับชมกันอย่างเป็นทางการแล้ว โดย BrandThink Cinema เป็นผู้จัดฉาย
เมื่อ BrandThink มีโอกาสพูดคุยกับกานต์ เราจึงเริ่มต้นบทสนทนาด้วยคำถามถึงแนวคิดที่อยู่เบื้องหลังการบันทึกความสัมพันธ์ ความทรงจำ และการจากลาผ่านหนังเรื่องนี้ หนังที่จะพาพวกเราทุกคน “บอกลาความทรงจำครั้งเก่า…ก่อนการเดินทางครั้งใหม่” ไปด้วยกัน

“จริงๆ ทำหนังมันเป็นเหมือนบทบันทึกครับ มันบันทึกช่วงเวลาของชีวิตคนทำ แนวคิดของผมคือ แม้ภาพยนตร์เรื่องนี้จะไม่ใช่ประวัติศาสตร์โลก แต่ประวัติศาสตร์ของคนตัวเล็กๆ มันก็มีความสำคัญ
“พอมีโอกาสได้ทำภาพยนตร์เพื่อฉายในโรง ผมจะรู้สึกถึงคุณค่าของมันเป็นพิเศษ เพราะในวันที่เราตายไปแล้ว ภาพยนตร์จะยังคงอยู่ต่อไป สิ่งนั้นทำให้เราต้องคิดให้ดีว่า เราอยากเล่าเรื่องอะไร”
สำหรับกานต์ การทำภาพยนตร์จึงไม่ใช่เพียงการสร้างผลงานอีกชิ้น แต่เป็นการเลือกบันทึกเรื่องราวที่เขาเชื่อว่ามีคุณค่าพอจะส่งต่อให้ผู้ชม และ ‘อรุณกาล’ คือภาพยนตร์ที่เกิดขึ้นจากความเชื่อนั้น
“ผมเก็บ Second Film ไว้ให้กับ ‘อรุณกาล’ เท่านั้น เพราะว่าเราเล็งไว้ว่าหลังจากนั้นเราค่อยเดินทางต่อในเรื่องชีวิตกับความสนใจเรื่องอื่น ๆ แต่ว่า ‘ที่รัก’ กับ ‘อรุณกาล’ มันต้องต่อเนื่องกัน”
[ในความมืดมิด… โรงภาพยนตร์กำลังกอดเราอยู่]
อย่างที่กานต์ได้กล่าวไปว่า เมื่อได้ทำหนังในโรง เขาจะรู้สึกถึงคุณค่าของมันเป็นพิเศษ กานต์ยังคงหนักแน่นและเชื่อมั่นในคุณค่าของ ‘โรงภาพยนตร์’ ในยุคสมัยที่อุตสาหกรรมภาพยนตร์ดั้งเดิมถูกท้าทายด้วยความรวดเร็วและพกพาสะดวกของสมาร์ทโฟนและระบบสตรีมมิง
อย่างในภาพยนตร์เรื่อง ‘อรุณกาล’ มีการใส่ฉากสำคัญในโรงภาพยนตร์ขนาดใหญ่เอาไว้ ฉากที่เขาและผู้กำกับภาพจงใจออกแบบให้มีกระจกสะท้อนแบบ 360 องศา เพื่อดึงดูดผู้ชมให้เข้าไปนั่งดื่มด่ำร่วมกับตัวละคร
“ซีนนั้นเป็นซีนที่ผมตั้งใจและอยากเห็น Visual นั้นตั้งแต่วันแรกที่เขียนบทเลย หนังมันเล่าเรื่องชีวิต ครอบครัว ความรัก และการพลัดพราก แต่นอกเหนือจากชีวิตของตัวละครแล้ว สิ่งหนึ่งที่ผมอยากบันทึกไว้ในภาพยนตร์เรื่องนี้อย่างที่สุด คือช่วงเวลาขณะที่เราอยู่ร่วมกันในความมืด แล้วนั่งมองแสงและฟังเสียงที่สะท้อนออกมาจากจอที่ใดที่หนึ่งในโลก… สำหรับผม มันช่างโรแมนติกเหลือเกิน

“ผมเปรียบเทียบจากอารมณ์ของตัวเองตอนที่นั่งเขียนบทหนังเรื่องนี้ เวลาที่ผมหนาว เวลาที่ผมเหงา หรือเวลาที่ต้องเผชิญกับเรื่องราวอันวุ่นวายในโลกแห่งความจริง… ทันทีที่เราเดินเข้าไปในโรงภาพยนตร์มืดๆ แล้วมองเห็นแสงจากจอสี่เหลี่ยมตรงนั้น ไม่ว่าจะเป็นหนังเรื่องอะไรก็ตาม มันให้ความรู้สึกเหมือนโรงภาพยนตร์กำลังกอดเราอยู่เสมอ”
[ผู้กำกับที่ไม่เคยเลือกว่าจะเป็นสายอาร์ตหรือสายแมส]
หากมองจากภายนอก ผลงานของกานต์ดูเหมือนแบ่งออกเป็นสองโลก แม้ว่าแฟนๆ อาจจะคุ้นเคยกับกลิ่นอายหนังแนวสำรวจจิตใจมากกว่างานแมสอย่างซีรีส์ ‘สืบสันดาน’ หรือ ‘เพลิงพระนาง’ ที่เขากำลังทำอยู่ แม้จะดูคนละแนวอย่างสิ้นเชิง แต่หากถามว่าแบบไหนคือตัวตนของศิวโรจณ์ สำหรับเจ้าตัว เขาไม่เคยมองว่าทั้งสองสิ่งนี้แยกจากกันตั้งแต่แรก
“ผมคิดว่าจริงๆ มันเป็นผมทั้งหมด ผมดึงอารมณ์ของผมในแบบหนึ่งไปใช้กับสืบสันดาน แล้วผมก็ดึงอารมณ์ของผมที่รู้สึกร่วมกับแก่นของเรื่องอีกแบบหนึ่งกับเพลิงพระนาง แล้วผมก็มีอีกส่วนหนึ่งของผมที่มันเป็นแบบอรุณกาล
“ทุกเช้าทุกวันที่ตื่นขึ้นมาแล้วขับรถแล่นไป เราแค่กินกาแฟแก้วหนึ่ง แล้วรู้ว่ารถคันนั้นกำลังแล่นไปโดยใช้อารมณ์ไหน จริงๆ มันแค่ตอนเช้านั้นเลย ครึ่งชั่วโมงตอนกระโดดขึ้นรถ มันทำให้ตรงนั้นมันควบคุมได้”

สำหรับผู้กำกับชื่อดังหลายคนมักจะโดนครอบด้วยอะไรบางอย่าง ว่าต้องทำงานแบบนั้นแบบนี้เท่านั้น ถึงจะสมชื่อ แต่กับกานต์ เขาไร้อัตตาและสามารถทลายกรอบนั้นให้ตัวเองได้ตั้งแต่แรก นั่นจึงทำให้เราได้เห็นผลงานที่หลากหลายแต่คงคุณภาพ ไม่ได้ฝืนตัวตน และสามารถพาเขาไปได้ไกลกว่าเดิม
แม้ผลงานของกานต์จะดูแตกต่างกัน ตั้งแต่หนังอาร์ตไปจนถึงซีรีส์กระแสหลัก แต่สำหรับเขา การเปลี่ยนรูปแบบงานไม่ใช่การเปลี่ยนตัวตน หากเป็นการเลือกวิธีเล่าเรื่องให้เหมาะกับเรื่องนั้นมากกว่า
“มันอาจจะเป็นเพราะผมไม่ได้เคยใช้อัตตาแล้วไปกำหนดมัน ว่า ‘อ๋อ มันเป็นตัวตนศิวโรจณ์ ห้ามถ่ายแบบนี้ หนังศิวโรจณ์ต้องห้ามทำแบบนี้’ มันเหมือนเราสลายได้แต่แรกว่ามันไม่จริง ทำให้เราไปได้อีก ตอนนี้ที่ไม่เคยทำอย่างเดียวก็คือหนังตลก นอกนั้นทำมาหมดแล้วล่ะ แล้วไม่ได้รู้สึกว่าฝืนตัวเอง”
[ภาพยนตร์ที่ ‘มีความหมายที่สุด’ เรื่องหนึ่งในชีวิต]
สำหรับกานต์ ‘อรุณกาล’ ไม่ใช่เพียงภาพยนตร์อีกเรื่องในฐานะผู้กำกับ แต่เป็นเรื่องที่มีความหมายกับตัวเขาเป็นพิเศษ ความรู้สึกนั้นสะท้อนผ่านทุกขั้นตอนของการสร้าง และกลายเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาอยากพาผู้ชมมาร่วมเดินทางไปกับภาพยนตร์เรื่องนี้
“อรุณกาลมีความพิเศษตรงที่เขาเป็นกล่องดวงใจผม เพราะผมเก็บ…ผมเก็บไว้นาน เก็บเหมือนเป็นกระปุกออมสิน แล้ววันหนึ่งผมก็ทุบกระปุกออกมาให้ผู้ชมได้เห็น”

แม้ภาพยนตร์เรื่องนี้จะดูดำเนินไปอย่างเรียบง่าย ทว่าเนื้อแท้ของมันคือการพาคนดูไปสำรวจชีวิตของ 3 ตัวละครหลักที่เป็นตัวแทนต่างเจเนอเรชัน ‘ยงค์ จันทร์แจ่ม’ ชายชราชาวสวน, ‘เซียง’ หลานสาววัยเยาว์ และ ‘แรมโบ้’ หมาไทยธรรมดาที่มีดวงตาเห็นอนาคต และพาคนดูกลับไปหาอดีตได้
หนังเล่าเรื่องผ่านลุงยงค์ อดีตทหารผู้ซึ่งแบกความทรงจำ บาดแผล ความผิดหวัง ความคิดถึงไว้เต็มบ่า พร้อมกับกำลังต้องบอกลาหลานสาววัยแรกแย้มเพื่ออนาคตที่ดีกว่าของเธอ ในขณะที่ชีวิตตัวเองก็อยู่ในช่วงอัสดงกำลังจะถึงคราดับสูญ และตัวละครนี้ก็ดัดแปลงมาจากคุณตาของกานต์เอง ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้มีความเป็นส่วนตัวสูงมาก
หากใครได้เห็นโปสเตอร์อรุณกาล ก็คงทราบกันแล้วว่าใครที่จะมารับบทลุงยงค์ กานต์เผยว่าในขั้นตอนคัดเลือกนักแสดงวุ่นวายมากสำหรับการเลือกคนที่จะมารับบทนี้
“เราใช้เวลาเฟ้นหาคนแก่อยู่ร่วมปี อยู่ๆ ความเป็นร็อกสตาร์แบบ ‘หงา คาราวาน’ ก็ผุดขึ้นมา เราเดินทางไปบ้านแกแล้วนั่งคุย แล้วเจอว่าเขามีครบเลย ประวัติศาสตร์ที่เขาแบกไว้ในชีวิต ความเป็นศิลปิน มันเลยทำให้ผมไม่ได้มีคำถามว่าต้องเรียกแกมาแคส หรือเวิร์กช็อปการแสดงอะไรเลย”

แม้ว่า ‘หงา คาราวาน’ จะเคยผ่านการแสดงหน้าจอมาแล้วหลายครั้ง แต่ส่วนใหญ่จะเป็นบทรับเชิญ ทว่าครั้งนี้ต่างออกไป นี่คือการรับบทนำทั้งเรื่อง และเป็นบทบาทที่เราเชื่อว่าถ้าแฟนๆ ของน้าหงาได้มาดูจะต้องประทับใจกับการแสดงที่เป็นธรรมชาติแต่บาดลึกของตัวละครนี้อย่างแน่นอน
[เมื่อความจริงใจ สำคัญกว่าการเอาใจผู้ชม]
แม้ผลงานของกานต์จะเดินทางไปพบผู้ชมในหลายประเทศและได้รับเสียงตอบรับจากเวทีนานาชาติ แต่เมื่อถามถึงเหตุผลที่ทำให้หนังของเขาเข้าถึงผู้ชมได้ กานต์กลับมองว่า ไม่ใช่เพราะสูตรสำเร็จหรือแผนการตลาด หากเป็นความจริงใจที่ใส่ลงไปในทุกขั้นตอนของการเล่าเรื่อง
สำหรับกานต์ สิ่งสำคัญที่สุดของการทำหนังไม่ใช่การเริ่มต้นจากคำถามว่า “คนดูอยากดูอะไร” แต่เริ่มจาก ‘การซื่อสัตย์’ กับเรื่องที่ตัวเองอยากเล่า เพราะเขาเชื่อว่า เมื่อเรื่องเล่านั้นจริงใจและจริงจังพอ คนดูก็จะสัมผัสความรู้สึกนั้นได้เอง
“การทำ ‘อรุณกาล’ เราเริ่มต้นแบบไม่มี reference เลยครับ ทีมงานทุกคนมาทำงานตาใสๆ เลย เราตั้งหลักด้วยความเป็นครอบครัว ด้วยความรักของทีมงานที่มาช่วยกันรังสรรค์สิ่งนี้ขึ้นมา มันเปรียบเสมือนเราผลิต ‘กล่องข้าวใบเล็กๆ ที่เอาเชือกบ้านมาผูกอย่างซื่อๆ

“เราไม่ต้องเปิดหนังสือเรียนเพื่อมาเถียงกันว่า ‘เราต้องใช้เชือกสีส้มนะ เพราะตามทฤษฎีสีจะช่วยกระตุ้นความอยากอาหารของคนกิน’ ทฤษฎีพวกนั้นผมข้ามไปหมดแล้ว ผมสนใจแค่การได้เจอเชือกเส้นนี้ที่ดูน่ารัก แล้วก็หยิบมาผูกกล่องข้าวทันทีอย่างสดใหม่ และยื่นให้ผู้ชมได้ลองชิมอย่างจริงใจ ความสด ความซื่อ และความบริสุทธิ์ของกระบวนการนี่แหละครับที่มีเสน่ห์และมีคุณค่าในตัวของมันเอง”
‘อรุณกาล’ ชวนผู้ชมกลับไปมองความทรงจำครั้งเก่า ผ่านความสัมพันธ์ของผู้คนธรรมดาในชนบท ไม่ว่าจะเป็น ปู่ หลาน พ่อ และหมา ก่อนค่อยๆ ก้าวออกจากโรงภาพยนตร์เพื่อเริ่มต้นการเดินทางครั้งใหม่ ราวกับว่าการเดินทางที่สำคัญที่สุดของชีวิตครั้งหนึ่ง ที่ได้กลับไปหาสิ่งที่มีความหมายที่สุด
ในอีกความหมายหนึ่ง ‘อรุณกาล’ ชวนให้นึกถึงการเดินทางกลับบ้านของ The Odyssey แต่บ้านที่หนังพาเรากลับไปหา อาจไม่ใช่สถานที่ หากเป็นความทรงจำและผู้คนที่ยังอยู่ในใจ
“เวลาคุณเจอโมเมนต์ท้ายๆ ของชีวิต เหมือนชีวิตมันจะช้าลง ตรงนั้นมันเป็นรายละเอียดว่าใครเข้าไปแล้วจะไปดื่มด่ำกับความรู้สึกตรงนั้นได้ไหม ตั้งแต่เกิดมาจนเขาเป็นหนุ่ม จนเป็นวัยกลางคน จนเขาแก่เนี่ย สงสัยว่าช่วงนี้มันละเอียดแล้วมันยาวนานที่สุดหรือเปล่าไม่รู้ อันนี้ผมตั้งคำถามกับตัวละครไปด้วย”

ก่อนบทสนทนาจะจบลง กานต์ฝากแง่คิดสุดท้ายถึงภาพยนตร์ที่เขารักสุดหัวใจเรื่องนี้ เขาไม่ได้หวังถึงเม็ดเงินร้อยล้าน เขาเพียงแค่หวังอยากให้ทุกคนได้ให้โอกาสงานคราฟต์ชิ้นเล็กๆ ชิ้นนี้ ชิ้นงานที่จะช่วยฉุดรั้งให้จังหวะชีวิตของเราช้าลง และสัมผัสถึงสุนทรียะที่แท้จริง
บทบันทึกประวัติศาสตร์ชีวิตของคนตัวเล็กๆ ชิ้นนี้ที่เขายกให้เป็นดั่งกล่องดวงใจและอบอวลไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกอันบริสุทธิ์ของคนทำหนังอย่าง กานต์ ศิวโรจน์ กำลังรอคอยให้ทุกคนเดินเข้าไปสัมผัส
มาร่วมซึมซับความสงบ ความละเมียดละไมจากหัวใจในภาพยนตร์เรื่อง ‘อรุณกาล’ 3 กันยายนในโรงภาพยนตร์ “บอกลาความทรงจำครั้งเก่า…ก่อนการเดินทางครั้งใหม่” ไปด้วยกัน
“คุณเดินเข้ามาดูเรื่องนี้เถอะครับ แล้วคุณจะรู้สึกมีความสุขกับชีวิตมากขึ้น จิตใจจะสงบลงอีกนิดนึง และปล่อยให้ศิลปะภาพยนตร์ในโรงฉายทำหน้าที่เยียวยาและโอบกอดผู้ชมด้วยตัวของมันเอง”