3 Min

‘กี่เพ้า’ แฟชั่นตรุษจีน เครื่องมือสู่อิสรภาพของเหล่าสตรี และความงดงามในโลกภาพยนตร์

3 Min
12 Views
17 Feb 2026

ในหน้าประวัติศาสตร์แฟชั่นและ ‘เทศกาลตรุษจีน’ คงไม่มีเครื่องแต่งกายชิ้นใดที่ได้รับการพูดถึงเท่า ‘กี่เพ้า’ (Qipao) อีกแล้ว เพราะหลายคนอาจไม่เคยรู้ว่า เสื้อผ้าที่เน้นสรีระเหล่านี้ เคยเป็นสิ่งที่ ‘ผู้หญิง’ ในอดีต ใช้ประกาศอิสรภาพของร่างกาย

กี่เพ้านั้นมีชื่อเรียกในภาษากวางตุ้งว่า ‘เฉิงซัม’ (Cheongsam แปลว่า ชุดยาว) เดิมทีมีวิวัฒนาการมาจากชุดคลุมทรงตัดตรงตัวหลวมโคร่ง ที่ชาวแมนจูสวมใส่ จากนั้นผู้หญิงจีนก็เริ่มหยิบชุดคลุมยาวประเภทนี้มาสวมใส่ เป็นครั้งแรกในช่วงปี 1921 เพื่อ ‘เลียนแบบ’ เครื่องแต่งกายของผู้ชาย เป็นการสะท้อนถึงความปรารถนาที่จะปลดปล่อยร่างกายให้พ้นจากสายตาที่กดขี่จากชายเป็นใหญ่

จนกระทั่งในทศวรรษ 1930 ช่างตัดเสื้อได้มีการนำเทคนิคตัดเย็บของตะวันตก โดยเริ่มนำการจับเกล็ด (darts) และการเสริมไหล่มาใช้เปลี่ยนจากชุดที่เคย ‘แข็งกระด้างและเคร่งครัด’ ให้กลายเป็นอาภรณ์ที่แนบเนื้อและเย้ายวน ช่วยขับเน้นเส้นโค้งเว้าของรูปร่าง สิ่งนี้สะท้อนถึงภาพของผู้หญิงที่เปลี่ยนไป แสดงให้เห็นว่าพวกเธอได้รับอิสระมากขึ้น และไม่ต้องซ่อนเร้นร่างกายภายใต้ผ้าผืนหนาเหมือนรุ่นแม่หรือรุ่นยายอีกต่อไป

แต่ความรุ่งเรืองนี้ก็มีจุดตกต่ำ เมื่อการยึดอำนาจในปี 1949 ทำให้กี่เพ้าถูกมองว่าเป็นสิ่งตกค้างจากประเพณีที่ล้าสมัย ความหรูหราจึงถูกแทนที่ด้วยความเหมือนกันไปหมดในจีนแผ่นดินใหญ่ และเมื่อช่างตัดเสื้อจำนวนมากได้ลี้ภัยมายังฮ่องกง และทำให้กี่เพ้ากลับมาเฟื่องฟูอีกครั้ง

ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ชุดกี่เพ้าได้ปรากฏตามพื้นที่สื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบแฟชั่นโชว์ พรมแดง หรือบนจอภาพยนตร์ต่างๆ นับไม่ถ้วน แต่ถ้าหากจะถามถึงภาพยนตร์ที่ทำให้กี่เพ้ากลายเป็นภาพจำที่สุด คงหนีไม่พ้น ‘In the Mood for Love’ (2000) ของ หว่อง กาไว ที่เล่าเรื่องราวความรักต้องห้าม ในบรรยากาศที่ดำเนินไปอย่างช้าๆ โดยตลอดหนึ่งชั่วโมงครึ่งในหนังเรื่องนี้ มีชุดกี่เพ้าปรากฏกว่า 20 ชุด สวมใส่โดยจางม่านอวี้ ผู้รับบท ซู ลี่เจิน หญิงสาวที่อยู่ท่ามกลางสังคมฮ่องกงยุค 1960 ที่เต็มไปด้วยสายตาเพื่อนบ้านและการกดทับทางอารมณ์

ความสวยงามที่เราเห็นบนจอนั้นเกิดจากการทำงานร่วมกันระหว่างหว่อง กาไวและวิลเลียม ชาง (William Chang) ผู้ควบตำแหน่งทั้งนักออกแบบเครื่องแต่งกายและนักออกแบบงานสร้าง เขาได้ทำการรื้อฟื้นงานดีไซน์จากยุค 1960 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่กี่เพ้าคือเครื่องแต่งกาย ในชีวิตประจำวันของสตรีฮ่องกงมาเป็นแรงบันดาลใจ โดยสร้างสรรค์ชุดขึ้นมาเกือบ 50 ชุด ก่อนจะคัดเหลือเพียง 20 กว่าชุดที่ปรากฏในฉบับตัดต่อสุดท้าย

นอกจากนี้ คริสโตเฟอร์ ดอยล์ (Christopher Doyle) ผู้กำกับภาพ ยังจงใจใช้การถ่ายภาพระยะใกล้ (close-up) เพื่อจดจ้องไปที่ลายพิมพ์และเนื้อผ้าที่โอบรัดรูปร่างของจางม่านอวี้ การใช้กล้องในลักษณะนี้ทำให้ผู้ชมรู้สึกถึงความใกล้ชิด ที่อึดอัด ราวกับเรากำลังแอบมองความลับผ่านช่องแคบของกำแพง 

ในภาพยนตร์เรื่องนี้กี่เพ้าจึงอาจสำคัญพอๆ กับบทพูด ไม่ว่าจะเป็นในยามที่ลี่เจินเผชิญความเหงาจากการที่สามีไม่อยู่บ้าน ชุดของเธอมักจะมีลวดลายและสีสันที่กลืนไปกับวอลเปเปอร์และผ้าม่าน เน้นย้ำความโดดเดี่ยว ที่เธอต้องกลายเป็นส่วนหนึ่งของสถานที่อันเงียบเหงา แต่ในยามที่เธอต้องเดินไปที่หัวมุมถนน เธอกลับเลือกสวมชุดที่สวยงาม ราวกับจะใช้ความงามนั้น เป็นเกาะป้องกันตัวตนไม่ให้สูญสลายไปในสังคมที่คอยจ้องจับผิด

และเมื่อความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับโจว มู่หวัน (เหลียง เฉาเหว่ย) ค่อยๆ เริ่มก่อตัวขึ้น ชุดกี่เพ้าที่เธอสวมใส่ก็เริ่มทำงาน ไม่ว่าจะเป็นสีขาวลายจุดบนชุดกี่เพ้าทำหน้าที่สื่อถึงความโรแมนติกที่ไร้เดียงสา เช่นเดียวกับสีแดงและสีเขียวที่สื่อแรงปรารถนาและความริษยา รวมไปถึงการที่สีสันและลวดลายบนชุดกี่เพ้าของเธอเป็นโทนเดียวกับเครื่องแต่งกายของโจว เมื่อทั้งสองรู้สึกผูกพันกันอย่างลึกซึ้ง

แต่เมื่อแรงปรารถนาเหล่านั้น ถูกกักขังไว้ด้วยข้อจำกัดทางศีลธรรม ก็แสดงออกผ่านชุดกี่เพ้าของลี่เจินที่ ‘คอเสื้อสูงชันผิดปกติ’ จนดูคล้ายกับเฝือกคอ สะท้อนถึงการสะกดกลั้นอารมณ์ เราจึงจะเห็นได้ว่ากี่เพ้าในภาพยนตร์เรื่องนี้ ได้กลายเป็นตัวแทนทางอารมณ์ ภาษากาย และยังเป็นสัญลักษณ์ของการถูกจองจำในความรัก

เสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์นี้ ทำให้กี่เพ้ากลายเป็นที่พูดถึงระดับสากล แต่ในขณะเดียวกันก็นำมาซึ่งมายาคติที่คลาดเคลื่อน เมื่อบางครั้งกี่เพ้าก็ถูกลดทอนลงให้กลายเป็นวัตถุที่ตอบสนอง ‘ความเซ็กซี่’ หรือจำกัดไว้เพียงผู้หญิงรูปร่างเพรียวบางตามภาพจำในสื่อ จนกลายเป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์ที่คับแคบและล้าสมัย ทั้งที่โดยเนื้อแท้แล้ว กี่เพ้าในอดีตคือความแข็งแกร่งของเหล่าสตรี

วันตรุษจีนปีนี้ การหยิบกี่เพ้ามาสวมใส่ จึงไม่ใช่เพียงแค่การร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่จีน แต่ยังเป็นการเฉลิมฉลองจิตวิญญาณของเหล่าสตรีในอดีต ผู้ต่อสู้เพื่อความปราถนา และอิสรภาพในโลกที่ชายเป็นใหญ่

อ้างอิง: