4 Min

‘เศรษฐกิจปรสิต’ ไม่ใช่ชื่อหนัง! The Economist จัดไทยติดอันดับ 9 ‘ทุนนิยมพวกพ้อง’ เกาะกินผลประโยชน์-เอื้อทุจริต

4 Min
769 Views
16 Mar 2022

คำว่า ‘Parasite Economy’ แปลเป็นไทยแบบตรงตัวว่าเศรษฐกิจปรสิตไม่ใช่ศัพท์ใหม่แต่อย่างใด เพราะคำนี้มีการนิยามความหมายและอธิบายบริบทประกอบในงานวิจัยของสถาบันทางฝั่งตะวันตกมาได้สักพักใหญ่ๆ แล้ว

ล่าสุด The Economist สื่อวิเคราะห์เศรษฐกิจการเมืองรายใหญ่ของโลก ได้เผยแพร่ดัชนีทุนพวกพ้องหรือ Crony Capitalism Index ที่ใช้ชี้วัดว่าแต่ละประเทศเจอกับปัญหาที่เป็นผลจากระบบเศรษฐกิจแบบทุนพวกพ้องมากน้อยเพียงไร พร้อมพาดหัวบทความว่านี่คือภาพรวมของเศรษฐกิจปรสิตหรือ The Parasite Economy 2022 ที่ต้องหาทางรับมือ

ดิ อีโคโนมิสต์เตือนแบบรวมๆ โดยไม่ได้จำเพาะเจาะจงประเทศใดประเทศหนึ่งว่าระบบเศรษฐกิจแบบนี้เอื้อให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชัน การเกาะกินผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ และทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการกระจายรายได้

ก่อนหน้านี้ก็มีบทความของหน่วยงานในไทยที่เคยเตือนเรื่องทุนพวกพ้องมาก่อน โดยระบุว่าเศรษฐกิจที่เอื้อต่อทุนพวกพ้องส่วนใหญ่ดำเนินไปได้ด้วยวิธีการ rent-seeking 

แล้ว rent-seeking คืออะไรแน่? 

ถ้าอ้างอิงบทความที่เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาของไทยปี 2556 rent-seeking หมายถึงการแสวงหาค่าเช่าทางเศรษฐกิจ ซึ่งอาจจะหมายถึงการลงทุนได้รับผลประโยชน์จากธุรกิจหรือระบบเศรษฐกิจที่ได้รับสิทธิพิเศษจากกฎหมายหรือนโยบายของรัฐ ขณะที่บทความของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ระบุว่า rent-seeking คือพฤติกรรมแสวงหาผลตอบแทนส่วนเกิน

ด้วยเหตุผลที่ว่ามาทั้งหมด ทำให้พอจะสรุปได้ว่าทุนพวกพ้องส่วนใหญ่ก็คือกลุ่มทุนผูกขาดที่มีธุรกิจในมือต่างๆ มากมายจนมีอำนาจเหนือตลาด ทั้งยังโยงใยกับเครือข่ายอำนาจทางการเมืองหรือระบบราชการแนบแน่น จนนำไปสู่นโยบายที่เอื้อประโยชน์ต่อทุนใหญ่เหล่านี้ แต่กลับส่งผลจำกัดหรือปิดกั้นทางเลือกของผู้บริโภค 

นอกจากนี้ยังรวมไปถึงการตัดโอกาสแข่งขันทางธุรกิจที่เป็นตัวส่งเสริมให้เกิดความหลากหลายทางระบบเศรษฐกิจ เพราะทุนรายย่อยแทบจะไม่มีโอกาสต่อสู้กับทุนรายใหญ่ได้ เพราะเงื่อนไขต่างๆ ของรัฐไม่ได้ช่วยทุนขนาดเล็กเท่ากับที่ช่วยทุนใหญ่หรือทุนผูกขาดทั้งหลายให้คงสถานะผู้มีอำนาจเหนือตลาดต่อไป จนกลายเป็นโครงสร้างที่ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในสังคม

ที่น่าสนใจคือประเทศไทยมีคะแนนสูงติดอันดับ 9’ ของดัชนีทุนพวกพ้องประจำปี 2564 หรือ CCI 2021 ซึ่งเพิ่งเผยแพร่ออกมาเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2565 สะท้อนว่าไทยนั้นตกอยู่ในวังวนของทุนพวกพ้องซึ่งมีอำนาจมากในตลาดธุรกิจการค้าสูงติดอันดับต้นๆ ของโลกกันเลยทีเดียว 

ส่วนเกณฑ์การให้คะแนนดัชนี CCI เกิดจากการประเมินสินทรัพย์และความมั่งคั่งสุทธิ รวมถึงวิเคราะห์รูปแบบธุรกิจของมหาเศรษฐีทั่วโลกรวม 2,755 คน โดยแบ่งเป็นภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่อาศัยความสัมพันธ์แบบพวกพ้องในการดำเนินธุรกิจ และกลุ่มที่ไม่ได้อาศัยความสัมพันธ์แบบพวกพ้องในการดำเนินธุรกิจ

คะแนนสูงในดัชนี CCI ไม่ได้แปลว่าเป็นเรื่องที่ดี

ถ้าจะมองโลกในแง่ดีและประนีประนอมกับตัวเองสักหน่อย ก็ต้องถือว่าไทยไม่ใช่ประเทศเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ติดอันดับ Top 10 ของดัชนี CCI เพราะประเทศที่มีคะแนนทุนพวกพ้องมากกว่าไทยมีทั้งมาเลเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ ซึ่งติดอันดับ 2-3 และอินโดนีเซียอยู่ในอันดับที่ 8 

ส่วนประเทศที่มีคะแนนทุนพวกพ้องมากสุดในโลกคือรัสเซียซึ่งก็กำลังถูกหลายประเทศคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจจากการบุกเข้าไปทำสงครามในยูเครน

แต่ถ้าจะมองโลกในแง่ของความเป็นจริงก็ต้องบอกว่าไทยมีคะแนนทุนพวกพ้องนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ต่อเนื่อง นับตั้งแต่ที่ดิอีโคโนมิสต์เริ่มเผยแพร่ดัชนี CCI ครั้งแรกเมื่อปี 2014 โดยผลจัดอันดับครั้งก่อนหน้านี้ในปี 2016 ไทยเคยอยู่ที่อันดับ 12 และมีคะแนนเพิ่มขึ้นจนติดอันดับ 9 ในการสำรวจข้อมูลปี 2021

อย่างไรก็ดี ต้องอธิบายเพิ่มเติมว่า การมีคะแนนดัชนี CCI สูง หมายถึงประเทศนั้นๆ มีทุนพวกพ้อง หรือมีปัจจัยที่เอื้อประโยชน์ต่อทุนขนาดใหญ่ที่โยงใยกับอำนาจรัฐมากกว่าประเทศอื่นๆ ที่มีคะแนนน้อยนั่นเอง การติดอันดับต้นๆ แบบ Top 10 จึงไม่น่าจะเป็นเรื่องที่ดีสักเท่าไร โดยเฉพาะสื่อต่างประเทศที่จัดอันดับนี้ก็ถือเป็นสื่อที่มีอิทธิพลทางความคิดไม่น้อยเลย ถึงที่สุดแล้วการมีชื่อติดอยู่ในโผนี้ก็ย่อมจะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ประเทศอย่างไม่มีทางเลี่ยง

ก่อนหน้านี้แอนน์ ครูเกอร์นักเศรษฐศาสตร์ขององค์กรไม่แสวงผลกำไร Hoover ในสหรัฐอเมริกา ก็เคยเตือนว่า ทุนนิยมพวกพ้องเป็นปัจจัยที่แย่ต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยอ้างอิงตัวอย่างที่เคยเกิดขึ้นจากนโยบายสนับสนุนการลงทุนของรัฐบาลกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาแถบเอเชียช่วงเกิดวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 ซึ่งครูเกอร์บอกว่าเป็นผลสืบเนื่องจากการที่รัฐเข้าไปสนับสนุนธุรกิจเอกชน รวมไปจนถึงการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ โดยขาดมาตรการกำกับดูแลที่รอบคอบ

ครูเกอร์ระบุว่านโยบายดังกล่าวทำให้เกิดการกระจุกตัวของทุนในกลุ่มธุรกิจบางประเภทเท่านั้น เมื่อความต้องการที่แท้จริงในท้องตลาดไม่ได้เป็นไปตามเป้าหมายการลงทุนก็ทำให้เกิดภาวะฟองสบู่แตก แต่กลุ่มทุนใหญ่ๆ ที่มีสายสัมพันธ์อันดีกับรัฐหรือระบบราชการก็ยังได้รับการช่วยเหลือ หรืออุ้มผ่านนโยบายในระดับประเทศ แต่คนจำนวนมากที่ต้องตกงานในช่วงนี้ หรือทุนรายย่อยที่ประสบความเสียหายจนต้องขายกิจการ ไม่อาจเข้าถึงมาตรการช่วยเหลือของภาครัฐได้เท่ากับทุนรายใหญ่ 

อ้างอิง

  • The Economists. The crony-capitalism index 2016 – Billionaire wealth as a % of GDP, ranked by crony-sector wealth. https://bit.ly/3q4BaBQ
  • Espresso Economist. The Parasite Economy 2022. https://bit.ly/3i7nSQQ
  • Kristika. คอร์รัปชัน การแสวงหาค่าเช่าทางเศรษฐกิจ และการพัฒนากฎหมาย. https://bit.ly/3KRM2v3
  • TDRI. การปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อลดความขัดแย้งทางการเมือง: บทนำและผลการศึกษาโดยสังเขป. https://bit.ly/3IbMouB
  • Anne O. Krueger/Hoover Organization. Why Crony Capitalism Is Bad for Economic Growth. https://hvr.co/3i5ETeb
  • Malay Mail. Malaysia No. 2 on The Economist’s crony capitalism index. https://bit.ly/3KK8c2m