ย้อนรอย ‘Oil Shock’ วิกฤตการณ์น้ำมันครั้งใหญ่ เกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทยบ้าง?
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ทำให้หลายคนกังวลว่าวิกฤต ‘Oil Shock’ อาจกำลังเข้าใกล้ประเทศไทยมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ประกาศปรับราคาน้ำมันขึ้นสูง 6 บาทต่อลิตร ทำให้ประชาชนแห่นำรถเข้าคิวเติมน้ำมันยาวเหยียดล้นสถานีบริการทั่วประเทศ และเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากมาย ซึ่งภาครัฐชี้แจงว่าหากตรึงราคาต่อไป กองทุนฯ อาจขาดสภาพคล่องจนไม่สามารถรักษาเสถียรภาพในระยะยาวได้
วันนี้เราจึงขอพาทุกคนย้อนดูประวัติศาสตร์วิกฤตน้ำมัน ที่เคยเกิดขึ้นสองครั้งใหญ่ๆ ด้วยกัน กระทั่งส่งผลกระทบรุนแรงต่อโครงสร้างพลังงานของมหาอำนาจตะวันตกรวมถึงพฤติกรรมผู้บริโภคทั่วโลกไม่เว้นแม้ประเทศไทย แล้วรัฐบาลไทยในขณะนั้นแก้ไขปัญหานี้อย่างไรกันบ้าง
[วิกฤตการณ์ครั้งที่ 1: Oil Shock 1973-1974]
จุดเริ่มต้นของวิกฤตน้ำมันครั้งแรกมาจากสงครามยมคิปปูร์ เมื่ออียิปต์และซีเรียเปิดฉากโจมตีอิสราเอล ส่งผลให้กลุ่มประเทศอาหรับผู้ส่งออกน้ำมัน (OAPEC) ตอบโต้ด้วยการคว่ำบาตรและลดกำลังการผลิตน้ำมันอย่างต่อเนื่อง โลกตะวันตกจึงเผชิญกับภาวะขาดแคลนพลังงานอย่างรุนแรงเป็นครั้งแรก
วิกฤตการณ์น้ำมันในครั้งนั้น ทำให้ปริมาณนําเข้าน้ํามันดิบที่ประเทศไทยเคยได้รับจากสหรัฐอเมริกาลดลง ขณะที่ประเทศผู้ส่งออกบางแห่ง เช่น อังกฤษ เลือกใช้นโยบายประหยัดพลังงานและลดการส่งออกเพิ่มเติม ทำให้อุปทานน้ำมันในประเทศหดตัว โรงกลั่นผลิตได้น้อยลง และภาคธุรกิจต้องเผชิญกับข้อจำกัดด้านพลังงานอย่างหนัก
รัฐบาลจึงตัดสินใจปรับขึ้นราคาจําหน่ายปลีกน้ํามัน แต่การขาดแคลนน้ํามันยังมีอยู่ โดยเฉพาะน้ํามันดีเซลซึ่งจําเป็นต้องใช้ในกิจการขนส่งและกิจการประมง เนื่องจากบริษัทน้ํามันลดปริมาณการนําเข้าน้ํามันจากต่างประเทศ เพราะไม่ต้องการขาดทุนจากการนําเข้าน้ํามันที่มีราคาแพงแต่ต้องจําหนายในราคาที่รัฐบาลควบคุม
บวกกับประชาชนหาซื้อน้ํามันมากักตุนไวหลังจากทราบข่าวว่ารัฐบาล กําลังจะขึ้นราคาก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทําใหสถานีบริการน้ํามันมีปริมาณน้ํามันไม่เพียงพอสําหรับจําหน่ายให้ลูกค้าตามปกติ
บริษัทผู้จําหน่ายน้ํามันต้องลดปริมาณการจําหน่ายน้ํามันให้แก่สถานบริการน้ํามันและโรงงานอุตสาหกรรม ทําให้โรงงานบางแห่งจําเป็นต้องลดระยะเวลาการผลิตลง หรือจําเป็นต้องปิดโรงงาน ส่งผลให้คนว่างงานเป็นจำนวนมาก
ต้นทุนการนำเข้าน้ำมันที่สูงขึ้นทำให้ภาครัฐต้องปรับขึ้นราคาขายปลีกหลายครั้งภายในระยะเวลาไม่ถึงหนึ่งปี กลายเป็นแรงกดดันต่อค่าครองชีพของประชาชนในวงกว้าง ขณะนั้นรัฐบาลตัดสินใจเพิ่มราคาจําหน่ายปลีกน้ํามันในประเทศ ถึง 4 ครั้ง ตั้งแต่พฤศจิกายน 2516 ถึง ตุลาคม 2517 โดยมีระยะเวลาห่างกันเพียงไม่กี่เดือน
[วิกฤตการณ์ครั้งที่ 2 การปฏิวัติอิหร่าน 1979-1980]
วิกฤตรอบที่สองเกิดจากความไม่มั่นคงทางการเมืองในอิหร่าน ส่งผลให้การผลิตน้ำมันลดลง ขณะที่ OPEC ปรับขึ้นราคาน้ำมันดิบอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้บริษัทน้ํามันในประเทศต้องลดปริมาณนําเข้าน้ํามันถึงร้อยละ 8-10 ราคาพลังงานในตลาดโลกจึงพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
ในประเทศไทย บริษัทน้ำมันลดการนำเข้าเนื่องจากความไม่แน่นอนด้านนโยบายราคา นำไปสู่ภาวะขาดแคลนน้ำมันดีเซลและน้ำมันเตา ขณะที่ตลาดมืดกลับมีราคาสูงกว่าราคาควบคุมอย่างมาก
รัฐบาลปรับขึ้นราคาจําหน่ายปลีกน้ํามันในประเทศหลายครั้ง คือในวันที่ 31 มกราคม 2522, วันที่ 13 มีนาคม 2522, วันที่ 13 กรกฎาคม 2522 และวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2523 โดยการปรับราคาในสองครั้งสุดท้ายเพิ่มขึ้นในอัตราสูงถึงระดับ 40-60 เปอร์เซ็นต์ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและประชาชนอย่างรุนแรง
ทั้งสองวิกฤตไม่ได้ส่งผลเฉพาะด้านพลังงาน แต่ยังลุกลามไปยังภาคเศรษฐกิจโดยรวม ประเทศไทยต้องเผชิญกับการขาดแคลนพลังงานสำหรับผลิตไฟฟ้า จนต้องออกมาตรการประหยัดไฟ เช่น จำกัดเวลาเปิดบริการโรงภาพยนตร์ สถานบันเทิง และการออกอากาศสื่อ รวมถึงปิดสถานบริการและปั๊มน้ำมันในวันอาทิตย์ เพื่อทําให้ประชาชนเกิดความรู้สึกว่าน้ํามันมีไม่พอใช้ ซึ่งเป็นผลทางด้านจิตวิทยา
แน่นอนว่าต้นทุนการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย อีกทั้งยังมีการกักตุนสินค้าเพื่อหวังเก็งกําไร ขณะนั้นเจ้าของโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ นําสินค้าในท้องตลาดกลับมาไว้ในโรงงานเพื่อเตรียมส่งออกไปจําหน่ายในราคาที่แพงขึ้น ทั้งๆ ที่สินค้าเหล่านั้นผลิตออกมาตั้งแต่ต้นทุนยังไม่ได้เพิ่ม และส่งไปยังพ่อค้าคนกลางและผู้บริโภคเป็นทอดๆ ทําให้สินค้ามีราคาสูงกว่าความเป็นจริง
ความเดือดร้อนจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น สินค้าราคาแพง และการปรับขึ้นค่าโดยสาร นำไปสู่การรวมตัวชุมนุมประท้วงและการเดินขบวนของกลุ่มนักศึกษา ผู้ใช้แรงงาน และประชาชน เพื่อกดดันให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาและปราบปรามการกักตุนสินค้า ซึ่งความวุ่นวายในสังคมเหล่านี้ได้ส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงเสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาลด้วย
แต่ในอีกทางหนึ่ง วิกฤตการณ์น้ำมันทั้งสองครั้งก็ส่งผลให้ประเทศไทยได้รับประโยชน์ทางอ้อม กล่าวคือ เมื่อขาดแคลนน้ำมัน คนอเมริกันก็เริ่มหันมานิยมรถยนต์ขนาดเล็กที่มีอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันต่ำกว่า จึงนำมาซึ่งการตีตลาดโลกของรถยนต์ญี่ปุ่น ด้วยคุณสมบัติที่ประหยัดน้ำมัน คุ้มค่า และราคาถูก ทำให้อุตสาหกรรมรถยนต์ของญี่ปุ่นเติบโตอย่างรวดเร็ว โค่นล้มรถยนต์อเมริกันและกลายเป็นมหาอำนาจอันดับหนึ่งในอุตสาหกรรมรถยนต์ จนสามารถขยายฐานการผลิตนอกประเทศ และหนึ่งในนั้นก็คือประเทศไทย ซึ่งเป็นฐานให้เศรษฐกิจไทยโตอย่างมากในช่วงปี 1980
หลังจากนั้น ประเทศไทยเจอวิกฤตการณ์น้ำมันอีกสองครั้ง ในช่วง 2533-2534 และช่วง 2542-2543 แต่ผลกระทบไม่รุนแรงเท่าสองครั้งแรก เนื่องจากโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศไทยมีความเข้มแข็งมากขึ้น รัฐบาลพยายามแก้ไขปัญหาด้วยการให้ประเทศไทยสามารถพึ่งพาตนเองในการจัดหาพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมทั้งอนุมัติให้ขยายโรงกลั่นน้ํามันในประเทศเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตน้ํามันสําเร็จรูป ประกอบกับมีการพัฒนาและใช้ประโยชน์จากพลังงานทดแทนอื่นเพื่อลดการพึ่งพาน้ํามันนําเข้าจากต่างประเทศ
[สถานการณ์ปี 2026: Supply Shock ครั้งใหม่]
สถานการณ์ในตอนนี้ โลกกำลังเผชิญแรงสั่นสะเทือนครั้งใหม่จากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญสุดแห่งหนึ่งของโลก คิดเป็นสัดส่วนราว 20 เปอร์เซ็นต์ ของปริมาณน้ำมันที่ขนส่งทางทะเล
การปิดเส้นทางดังกล่าวส่งผลให้อุปทานน้ำมันหายไปจากตลาดถึงประมาณ 8 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือเกือบ 8 เปอร์เซ็นต์ ของความต้องการทั่วโลก ซึ่ง IEA ระบุว่าเป็น ‘Supply Shock ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์’
อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ยังยืดเยื้อหรือสงครามลุกลามในระดับภูมิภาค นักวิเคราะห์เศรษฐกิจมองว่าจะถือเป็นความเสี่ยงอย่างยิ่งกับประเทศไทย เนื่องจากเศรษฐกิจมีความเปราะบางและพึ่งพาการนำเข้าพลังงานในสัดส่วนสูงเกือบ 10 เปอร์เซ็นต์ ของ GDP โดยเฉพาะจากตะวันออกกลาง ดังนั้น GDP ประเทศอาจชะลอลงใกล้ระดับ 1 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่เงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น พร้อมกับความเสี่ยงของค่าเงินบาทที่อ่อนค่า
หากย้อนตั้งแต่วิกฤต Oil Shock ในปี 1973 จนถึงสถานการณ์ปัจจุบัน สิ่งที่ชัดเจนคือ น้ำมันเป็นกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจโลก แม้รูปแบบของวิกฤตจะเปลี่ยนไปตามยุคสมัย แต่แก่นของปัญหายังคงเดิม นั่นคือความเปราะบางของระบบเศรษฐกิจที่ผูกติดกับพลังงานที่พร้อมส่งแรงสะเทือนไปยังผู้บริโภคในรูปของค่าครองชีพที่สูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้นั่นเอง
อ้างอิง:
- THE 1973 OIL CRISIS: How Oil Became a Weapon https://shorturl.asia/Au20M
- Back to the 1970s: How did Japanese cars rise globally? https://shorturl.asia/fpNl0
- ผลกระทบของวิกฤติการณน้ํามันต่อสังคมไทย (พ.ศ. 2516-2543), ทัศนีพร วิศาลสุวรรณกร https://shorturl.asia/nrox8
- 50 ปี วิกฤตน้ำมันโลก กับ ‘ภาษีแฝง’ ที่แพงที่สุดในประวัติศาสตร์ https://shorturl.asia/Iz6Wk