4 Min

OBAMA CARE

4 Min
43 Views
04 Feb 2024

OBAMA CARE

โอบามาแคร์ (Obamacare) มีชื่อเต็มว่า Patient Protection and Affordable Care Act(PPACA) หรือ Affordable Care Act (ACA) เป็นกฎหมายกลางของสหรัฐซึ่งรัฐสภาสหรัฐที่ 111 เป็นผู้ตรา และมีประธานาธิบดี บารัก โอบามา ลงนามเป็นกฎหมายเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2010 กฎหมายนี้สร้างขึ้นมาเพื่อคุ้มครองและปกป้องสิทธิของผู้ป่วยชาวอเมริกัน มีเป้าหมายเพื่อให้ประชาชนชาวอเมริกันสามารถซื้อประกันสุขภาพ และเข้าถึงการรักษาพยาบาลได้อย่างทั่วถึงในราคาที่จับต้องได้ ส่งผลให้ โรงพยาบาลและแพทย์เปลี่ยนเวชปฏิบัติ ทั้งด้านการเงิน เทคโนโลยีและคลินิก เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ทางสุขภาพและการรักษาที่ดีขึ้น ราคาถูกลง และปรับปรุงวิธีการกระจายเพื่อการเข้าถึงได้ง่าย

กฎหมายเกี่ยวกับระบบสุขภาพแต่เดิม ในสมัยประธานาธิบดี Lyndon Johnson ในปี 1965 โดยมีระบบ Medicaid และ Medicare ถึงจะมีกฎหมายเกี่ยวกับสุขภาพมานานแล้วแต่ Medicare และ Medicaid ไม่ครอบคลุมประชาชนที่ไม่มีคุณสมบัติที่จะได้รับสวัสดิการนี้ นอกจากนี้ยังมีประมาณสามสิบรัฐ จากทั้งหมดห้าสิบรัฐที่ไม่มีสวัสดิการ Medicaid เนื่องจากโครงการนี้เป็นโครงการร่วมระหว่างรัฐบาลกลางกับรัฐบาลมลรัฐ  ทำให้ประชากรอเมริกันบางส่วนไม่มีประกันสุขภาพ และคนที่มีประกันสุขภาพอยู่แล้วก็อาจจะถูกปฏิเสธหรือยกเลิกการให้บริการจากสาเหตุต่างๆ เช่น

–        การถูกปฏิเสธการต่อประกัน เพราะมีเกิดการเจ็บป่วยมาก่อน

–        การถูกปฏิเสธการรักษากลางคัน เพราะการกรอกเอกสารไม่ถูกต้อง

–        การถูกเรียกเก็บค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เพราะความเป็นผู้หญิงและสภาวะเฉพาะบางอย่าง

ก่อนที่จะมีกฎหมาย OBAMA CARE จะประกาศใช้ในปี 2010 นั้น มีประชากรอเมริกันจำนวนมาก ที่ไม่ได้ทำประกันสุขภาพไว้กับระบบใดระบบหนึ่งเลย ซึ่งมีตัวเลขสูงถึง 20% หรือ คิดเป็นจำนวนกว่า 40 ล้านคน และคนเหล่านี้บางครั้งต้องทุกข์ร้อนกับการเอาเปรียบของธุรกิจสุขภาพ ที่กำหนดโดยบริษัทประกัน บริษัทยา และกลุ่มทุนด้านสุขภาพตลอดมา จนมีการนำประเด็นนี้ไปสร้างเป็นภาพยนตร์ เสียดสีระบบบริการสุขภาพของอเมริกา ชื่อเรื่องว่า SICKO

ชาวอเมริกันส่วนใหญ่ได้รับสวัสดิการประกันสุขภาพผ่านทางนายจ้าง จากระบบประกันสุขภาพของเอกชน โดยใช้ระบบประกันกลุ่มที่บริษัทประกันเสนอให้กับบริษัทเอกชน เพื่อให้บริษัทเอกชนซื้อประกันคุ้มครองลูกจ้าง และกลุ่มคนที่เหลือจะได้รับสวัสดิการจากรัฐบาล ถูกแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม

1.    กลุ่มคนชรา ที่มีอายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป จะได้รับสิทธิประโยชน์ที่ Medicare เพื่อจัดการกับค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ที่มีราคาสูงมากสำหรับคนสูงอายุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคนสูงอายุเหล่านี้มีรายได้ที่น้อยลง

2.    กลุ่มคนยากจนมีรายได้น้อย ได้รับสิทธิประโยชน์ Medicaid รวมถึงประกันสุขภาพสำหรับเด็ก Children’s Health Insurance Program (CHIP) หรือ Children’s Medicaid สำหรับเด็กอายุไม่เกิน 18 ปี

3.    กลุ่มข้าราชการบางประเภท เช่น ทหาร ผู้แทนราษฎร วุฒิสภาชิก หรือทหารผ่านศึก เป็นต้น

สำหรับบุคคลที่ไม่ได้อยู่ใน 3 กลุ่มที่ได้รับสวัสดิการจากรัฐ และจากนายจ้าง จะต้องหาซื้อประกันสุขภาพด้วยตนเอง โดยประชากรในส่วนนี้มีจำนวนมาก

กฎหมาย Obama Care ปฏิรูปการประกันสุขภาพเพื่อแก้ปัญหาให้กับกลุ่มคนที่ไม่มีนายจ้างและไม่ได้รับสวัสดิการรัฐ โดยมีรายละเอียด ดังนี้

·      บังคับให้คนอเมริกันที่ไม่มีประกันสุขภาพต้องซื้อประกันสุขภาพ มิเช่นนั้นจะถูกเก็บภาษี (Individual Mandate)

·      บังคับให้นายจ้างทุกคนต้องซื้อประกันสุขภาพให้ลูกจ้างประจำทุกคน มิเช่นนั้นจะต้องเสียภาษี (Employer Mandate)

·     บังคับให้บริษัทประกันสุขภาพจ่ายสัดส่วนการรักษาพยาบาล 85% สําหรับผู้ทําประกันที่เป็นกลุ่มที่มีมากกว่า 50 คนขึ้นไป และ 80% สําหรับกลุ่มที่น้อยกว่า 50 คน หรือผู้ทำประกันเป็นรายบุคคล

·      บริษัทประกันสุขภาพไม่สามารถปฏิเสธการรับประกันคนที่ป่วยเป็นโรคเดิมอยู่ก่อน (Pre-existing conditions) และห้ามไม่ให้บริษัทประกันสุขภาพคิดเบี้ยประกันของผู้หญิงสูงกว่าของผู้ชาย

·    จัดตั้งตลาดประกันสุขภาพใหม่ (Health Insurance Marketplaces) สำหรับแต่ละรัฐ เพื่อให้บริษัทประกันต่างๆ เข้ามาแข่งขัน ซึ่งจะให้คำแนะนำประกันสุขภาพที่หลากหลายให้ประชาชนได้สามารถเลือกซื้อตรงความต้องการและเหมาะสมกับงบประมาณ

·      ครอบคลุมการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive Care) เช่น ตรวจสุขภาพประจำปี ฉีดวัคซีนป้องกันโรค โดยที่ไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่ม

·      ได้รับเครดิตภาษีคืน (Tax Credit) เป็นเงินอุดหนุน

ObamaCare ไม่ได้มีจุดประสงค์ที่จะแทนที่ประกันสุขภาพส่วนบุคคล แต่มีจุดประสงค์เพื่อสนับสนุนและขยายความคุ้มครองให้ผู้ได้รับสิทธิประโยชน์มีเพิ่มขึ้น

·      Medicaid  ขยายเกณฑ์ผู้ได้รับสิทธิประโยชน์จากเดิม โดยขอบเขตของการขยายสิทธิ์จะแตกต่างกันไปในแต่ละรัฐ ขึ้นอยู่กับขนาดของครอบครัว ถิ่นที่อยู่อาศัย และอายุของผู้ทำประกัน

·      Medicare  มีสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมจากเดิม เช่น ครอบคลุมการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันฟรี (Preventive Care) เช่น ตรวจสุขภาพประจำปี ฉีดวัคซีนป้องกันโรค ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม และได้ส่วนลด 50% เมื่อซื้อยาตามใบสั่งแพทย์ สำหรับ Brand Name Drugs และ 14% สำหรับ Generic Drugs

งานเขียนนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชา

751309 Macro Economic 2

ซึ่งสอนโดย ผศ.ดร. ณพล หงสกุลวสุ

คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

งานชิ้นนี้ เขียนโดย

วิชชา เครือตา 651610403 

 

อ้างอิง

https://www.doctor.or.th/article/detail/400701

https://mgronline.com/mutualfund/detail/9570000002841

https://www.bangkokbiznews.com/blogs/columnist/114872

https://th.m.wikipedia.org/wiki/รัฐบัญญัติคุ้มครองผู้ป่วยและการบริบาลที่เสียได้

https://www.gettyimages.com/photos/barack-obama