OBAMA CARE
โอบามาแคร์ (Obamacare) มีชื่อเต็มว่า Patient Protection and Affordable Care Act(PPACA) หรือ Affordable Care Act (ACA) เป็นกฎหมายกลางของสหรัฐซึ่งรัฐสภาสหรัฐที่ 111 เป็นผู้ตรา และมีประธานาธิบดี บารัก โอบามา ลงนามเป็นกฎหมายเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2010 กฎหมายนี้สร้างขึ้นมาเพื่อคุ้มครองและปกป้องสิทธิของผู้ป่วยชาวอเมริกัน มีเป้าหมายเพื่อให้ประชาชนชาวอเมริกันสามารถซื้อประกันสุขภาพ และเข้าถึงการรักษาพยาบาลได้อย่างทั่วถึงในราคาที่จับต้องได้ ส่งผลให้ โรงพยาบาลและแพทย์เปลี่ยนเวชปฏิบัติ ทั้งด้านการเงิน เทคโนโลยีและคลินิก เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ทางสุขภาพและการรักษาที่ดีขึ้น ราคาถูกลง และปรับปรุงวิธีการกระจายเพื่อการเข้าถึงได้ง่าย
กฎหมายเกี่ยวกับระบบสุขภาพแต่เดิม ในสมัยประธานาธิบดี Lyndon Johnson ในปี 1965 โดยมีระบบ Medicaid และ Medicare ถึงจะมีกฎหมายเกี่ยวกับสุขภาพมานานแล้วแต่ Medicare และ Medicaid ไม่ครอบคลุมประชาชนที่ไม่มีคุณสมบัติที่จะได้รับสวัสดิการนี้ นอกจากนี้ยังมีประมาณสามสิบรัฐ จากทั้งหมดห้าสิบรัฐที่ไม่มีสวัสดิการ Medicaid เนื่องจากโครงการนี้เป็นโครงการร่วมระหว่างรัฐบาลกลางกับรัฐบาลมลรัฐ ทำให้ประชากรอเมริกันบางส่วนไม่มีประกันสุขภาพ และคนที่มีประกันสุขภาพอยู่แล้วก็อาจจะถูกปฏิเสธหรือยกเลิกการให้บริการจากสาเหตุต่างๆ เช่น
– การถูกปฏิเสธการต่อประกัน เพราะมีเกิดการเจ็บป่วยมาก่อน
– การถูกปฏิเสธการรักษากลางคัน เพราะการกรอกเอกสารไม่ถูกต้อง
– การถูกเรียกเก็บค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เพราะความเป็นผู้หญิงและสภาวะเฉพาะบางอย่าง
ก่อนที่จะมีกฎหมาย OBAMA CARE จะประกาศใช้ในปี 2010 นั้น มีประชากรอเมริกันจำนวนมาก ที่ไม่ได้ทำประกันสุขภาพไว้กับระบบใดระบบหนึ่งเลย ซึ่งมีตัวเลขสูงถึง 20% หรือ คิดเป็นจำนวนกว่า 40 ล้านคน และคนเหล่านี้บางครั้งต้องทุกข์ร้อนกับการเอาเปรียบของธุรกิจสุขภาพ ที่กำหนดโดยบริษัทประกัน บริษัทยา และกลุ่มทุนด้านสุขภาพตลอดมา จนมีการนำประเด็นนี้ไปสร้างเป็นภาพยนตร์ เสียดสีระบบบริการสุขภาพของอเมริกา ชื่อเรื่องว่า SICKO
ชาวอเมริกันส่วนใหญ่ได้รับสวัสดิการประกันสุขภาพผ่านทางนายจ้าง จากระบบประกันสุขภาพของเอกชน โดยใช้ระบบประกันกลุ่มที่บริษัทประกันเสนอให้กับบริษัทเอกชน เพื่อให้บริษัทเอกชนซื้อประกันคุ้มครองลูกจ้าง และกลุ่มคนที่เหลือจะได้รับสวัสดิการจากรัฐบาล ถูกแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม
1. กลุ่มคนชรา ที่มีอายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป จะได้รับสิทธิประโยชน์ที่ Medicare เพื่อจัดการกับค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ที่มีราคาสูงมากสำหรับคนสูงอายุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคนสูงอายุเหล่านี้มีรายได้ที่น้อยลง
2. กลุ่มคนยากจนมีรายได้น้อย ได้รับสิทธิประโยชน์ Medicaid รวมถึงประกันสุขภาพสำหรับเด็ก Children’s Health Insurance Program (CHIP) หรือ Children’s Medicaid สำหรับเด็กอายุไม่เกิน 18 ปี
3. กลุ่มข้าราชการบางประเภท เช่น ทหาร ผู้แทนราษฎร วุฒิสภาชิก หรือทหารผ่านศึก เป็นต้น
สำหรับบุคคลที่ไม่ได้อยู่ใน 3 กลุ่มที่ได้รับสวัสดิการจากรัฐ และจากนายจ้าง จะต้องหาซื้อประกันสุขภาพด้วยตนเอง โดยประชากรในส่วนนี้มีจำนวนมาก
กฎหมาย Obama Care ปฏิรูปการประกันสุขภาพเพื่อแก้ปัญหาให้กับกลุ่มคนที่ไม่มีนายจ้างและไม่ได้รับสวัสดิการรัฐ โดยมีรายละเอียด ดังนี้
· บังคับให้คนอเมริกันที่ไม่มีประกันสุขภาพต้องซื้อประกันสุขภาพ มิเช่นนั้นจะถูกเก็บภาษี (Individual Mandate)
· บังคับให้นายจ้างทุกคนต้องซื้อประกันสุขภาพให้ลูกจ้างประจำทุกคน มิเช่นนั้นจะต้องเสียภาษี (Employer Mandate)
· บังคับให้บริษัทประกันสุขภาพจ่ายสัดส่วนการรักษาพยาบาล 85% สําหรับผู้ทําประกันที่เป็นกลุ่มที่มีมากกว่า 50 คนขึ้นไป และ 80% สําหรับกลุ่มที่น้อยกว่า 50 คน หรือผู้ทำประกันเป็นรายบุคคล
· บริษัทประกันสุขภาพไม่สามารถปฏิเสธการรับประกันคนที่ป่วยเป็นโรคเดิมอยู่ก่อน (Pre-existing conditions) และห้ามไม่ให้บริษัทประกันสุขภาพคิดเบี้ยประกันของผู้หญิงสูงกว่าของผู้ชาย
· จัดตั้งตลาดประกันสุขภาพใหม่ (Health Insurance Marketplaces) สำหรับแต่ละรัฐ เพื่อให้บริษัทประกันต่างๆ เข้ามาแข่งขัน ซึ่งจะให้คำแนะนำประกันสุขภาพที่หลากหลายให้ประชาชนได้สามารถเลือกซื้อตรงความต้องการและเหมาะสมกับงบประมาณ
· ครอบคลุมการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive Care) เช่น ตรวจสุขภาพประจำปี ฉีดวัคซีนป้องกันโรค โดยที่ไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่ม
· ได้รับเครดิตภาษีคืน (Tax Credit) เป็นเงินอุดหนุน
ObamaCare ไม่ได้มีจุดประสงค์ที่จะแทนที่ประกันสุขภาพส่วนบุคคล แต่มีจุดประสงค์เพื่อสนับสนุนและขยายความคุ้มครองให้ผู้ได้รับสิทธิประโยชน์มีเพิ่มขึ้น
· Medicaid ขยายเกณฑ์ผู้ได้รับสิทธิประโยชน์จากเดิม โดยขอบเขตของการขยายสิทธิ์จะแตกต่างกันไปในแต่ละรัฐ ขึ้นอยู่กับขนาดของครอบครัว ถิ่นที่อยู่อาศัย และอายุของผู้ทำประกัน
· Medicare มีสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมจากเดิม เช่น ครอบคลุมการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันฟรี (Preventive Care) เช่น ตรวจสุขภาพประจำปี ฉีดวัคซีนป้องกันโรค ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม และได้ส่วนลด 50% เมื่อซื้อยาตามใบสั่งแพทย์ สำหรับ Brand Name Drugs และ 14% สำหรับ Generic Drugs
งานเขียนนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชา
751309 Macro Economic 2
ซึ่งสอนโดย ผศ.ดร. ณพล หงสกุลวสุ
คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
งานชิ้นนี้ เขียนโดย
วิชชา เครือตา 651610403
อ้างอิง
https://www.doctor.or.th/article/detail/400701
https://mgronline.com/mutualfund/detail/9570000002841
https://www.bangkokbiznews.com/blogs/columnist/114872
https://th.m.wikipedia.org/wiki/รัฐบัญญัติคุ้มครองผู้ป่วยและการบริบาลที่เสียได้
https://www.gettyimages.com/photos/barack-obama