‘No Kings’ หนึ่งในปรากฏการณ์ประท้วงใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ เมื่อผู้คนจากหลากสีผิว หลากอุดมการณ์ ลุกขึ้นร่วมต้านความอยุติธรรมในนามของเสรีภาพ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
ในประเทศที่มักถูกมองว่าเป็น ‘ต้นแบบของประชาธิปไตย’ อย่างสหรัฐอเมริกา ใครจะไปคิดว่าเราจะได้เห็นผู้คนหลายล้านออกมายืนถือป้ายประท้วงด้วยข้อความ ‘NO KING ONLY QUEEN’ เดินเรียงรายตั้งแต่นิวยอร์กไปจนถึงลอสแอนเจลิส เพื่อเรียกร้องสิ่งเดียวกัน นั่นก็คือ ‘ประชาธิปไตย’ ที่ไม่ควรกลายเป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในคราบของการเลือกตั้ง
ต้นเหตุของกระแส ‘No King Protests’ เริ่มขึ้นตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2025 ที่ผ่านมา และเริ่มขยายใหญ่โตมากขึ้น อย่างล่าสุด เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม ก็ได้มีการประท้วงอีกครั้ง อันเนื่องด้วยความไม่พอใจของชาวอเมริกันที่มีต่อรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ สมัยที่สอง ในการประท้วงครั้งนี้คาดว่ามีจำนวนประชากรมากกว่า 7 ล้านคน ที่เข้าร่วมในกว่า 2,700 จุดทั่วประเทศ
ทั้งนี้หลายฝ่ายมองว่าทรัมป์เริ่มแสดงพฤติกรรม ‘รวมศูนย์อำนาจ’ อันคล้ายคลึงกับผู้นำเผด็จการ ตั้งแต่การออกคำสั่งฝ่ายบริหารโดยไม่ผ่านรัฐสภา การใช้อำนาจแต่งตั้งศาลและกองทัพอย่างเข้มข้น ไปจนถึงการผลักดันนโยบายที่ถูกมองว่าลิดรอนสิทธิของผู้อพยพ และ ‘ชุมชนหลากหลายทางเพศ’
สิ่งเหล่านี้ทำให้ประชาชนเริ่มตั้งคำถามว่า “ประเทศที่มีประธานาธิบดีผู้ทรงอำนาจมากล้น จนไม่สามารถมีใครตรวจสอบได้ แบบนี้…จะยังเรียกว่าประชาธิปไตยได้อยู่หรือไม่?”
และนี่จึงเป็นที่มาของการประท้วงใหญ่ในสหรัฐอเมริกา ที่ทำให้ชาวอเมริกันหลายคนออกมาเรียกร้องสิทธิความเท่าเทียม ซึ่งถือเป็นภาพการประท้วงที่ทรงพลังมาก เพราะภายในการชุมนุมนั้น ไม่ได้มีเพียงแค่กลุ่มเดียว แต่มีความหลากหลายของผู้เข้าร่วม ที่ต่างเข้าร่วมโดยใช้สัญลักษณ์หรือข้อความที่แสดงอัตลักษณ์ของตนเอง
เช่น สโลแกนบนป้ายอย่าง ‘NO KING ONLY QUEEN’ ทั้งนี้ คำว่า ‘NO KING’ นั้น หมายถึงการปฏิเสธแนวคิดที่ว่า มันไม่ควรจะมี ‘ใคร’ มาเป็นเจ้าของประเทศ หรือเสียงของประชาชนได้นั่นเอง ในขณะเดียวกัน คำว่า ‘ONLY QUEEN’ ก็เป็นเหมือนการเสียดสี ว่าเราควรยกย่องกลุ่มผู้หญิงและชาว LGBTQ+ ที่เคยถูกกดทับในสังคม ให้ลุกขึ้นมามีเสียงอันเท่าเทียมอีกครั้ง
หรือการสวมเสื้อที่ระบุคำว่า ‘Black/Brown Unity’ ที่หมายถึงการร่วมรณรงค์สร้างความเป็นเอกภาพระหว่างชุมชนคนผิวดำ กับชุมชนคนผิวสีน้ำตาล เช่น ละติน หรือฮิสแปนิกในสหรัฐอเมริกา โดยพวกเขามองว่า ถึงแม้บางคนจะมีความแตกต่างทางสีผิว วัฒนธรรม ภาษา รวมถึงประวัติศาสตร์ แต่ทำไมต้องพบกับอุปสรรคมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการเหยียดเชื้อชาติ หรือการไม่ได้รับความเสมอภาคในสังคม
นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มคนที่ร่วมรณรงค์ในการต่อต้านลัทธิฟาสซิสต์อีกด้วย โดยพวกเขาแสดงออกผ่านป้าย ‘ANTI FASCIST/ANTI RACIST’ ซึ่งถือเป็นการเรียกร้องที่เห็นได้ชัดว่าพวกเขาต่อต้านความขวาจัด ต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติ และต่อต้านลัทธิฟาสซิสต์นั่นเอง
จะเห็นได้ว่าผู้คนแต่ละกลุ่มที่เข้าร่วม ถึงแม้จะมาประท้วงด้วย ‘บาดแผลทางจิตใจ’ ที่แตกต่างกัน แต่ถึงอย่างไรทุกคนก็มีจุดร่วมที่เหมือนๆ กัน นั่นก็คือ การเรียกร้องความยุติธรรม การไม่ยอมให้ผู้มีอำนาจควบคุมโดยไม่มีการตรวจสอบ และปกป้องสิทธิของผู้ถูกกดขี่ ไปจนถึงผู้ถูกแบ่งแยก
สุดท้าย การเห็น Black/Brown Unity กับ Anti Fascist/Anti Racist อยู่ร่วมในเหตุการณ์เดียวกัน อาจเป็นเครื่องหมายที่สะท้อนว่า ในห้วงเวลาที่ประชาธิปไตยและสิทธิเท่าเทียมกำลังถูกตั้งคำถาม ผู้คนหลายกลุ่มเริ่มจับมือกัน แม้ว่าเชื้อชาติ ภาษา หรือฐานะทางสังคมจะแตกต่างกัน ก็แค่เพื่อ ‘เสียงเดียว’ ว่า เราจะไม่ยอมถูกมองว่าไร้ค่า เราต้องมีส่วนร่วม และเราต้องถูกได้ยิน
แต่ในขณะเดียวกันก็เตือนว่า ความร่วมมือของหลายกลุ่มนั้นยาก เพราะแต่ละกลุ่มมีประวัติศาสตร์เฉพาะตัว มีความเจ็บปวด มีเงื่อนไข การอยู่ร่วมและต่อสู้ร่วมกัน จึงต้องใช้การรับฟัง ความเข้าใจ และ การจัดการความแตกต่าง ไม่ใช่แค่การยืนด้วยบรรทัดฐานเดียวกันเพียงเท่านั้น
ดังนั้น ถ้าหากให้เราลองมองย้อนกลับมาในบริบทของประเทศไทย ความรู้สึกนั้น ก็อาจไม่ได้ต่างกันมากนัก ประชาชนไทยจำนวนไม่น้อยก็เคยตั้งคำถามกับระบบที่อำนาจถูกรวมศูนย์อยู่ในมือคนกลุ่มหนึ่ง ไม่ว่าจะในรูปแบบนายกรัฐมนตรี พรรค หรือกลไกราชการ สุดท้าย เมื่อเสียงของคนกลุ่มน้อยไม่ถูกนับ ความไม่ไว้วางใจก็จะเริ่มก่อตัวขึ้นมา
อ้างอิง:
- Republicans mostly silent as millions of Americans protest Trump on No Kings day https://shorturl.at/jo2iS
- Crowds gather at anti-Trump “No Kings” rallies across the U.S., worldwide https://shorturl.at/B5RF1
- Wikipedia: No Kings protests (June 2025) https://shorturl.at/i0L19
- Wikipedia: Black-brown unity https://shorturl.at/WUL2b
- Wikipedia: Antifa (United States) https://shorturl.at/CztMc