4 Min

ชวนดู ‘Metropolis’ หนังเก่าอายุเกือบร้อยปี ทายโลกปัจจุบันในปี 2026 ไว้ว่าอย่างไรบ้าง?

4 Min
15 Views
09 Jan 2026

ย้อนกลับไปในปี 1927 ฟริตซ์ ลัง (Fritz Lang) ผู้กำกับชาวออสเตรีย ได้สร้างผลงานที่ชื่อว่า ‘Metropolis’ ภาพยนตร์เงียบไซไฟสไตล์ German Expressionist หนังเรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ความบันเทิง แต่เป็นงานศิลปะที่ทรงอิทธิพลชิ้นหนึ่งของโลก

ในวันที่ออกฉาย หนังเรื่องนี้ล้มเหลวในด้านรายได้ เพราะมันใช้ทุนสร้างมหาศาลเทียบเท่า 24.5 ล้านดอลลาร์ ในปัจจุบัน แต่ทำรายได้คืนมาเพียง 1 ล้านดอลลาร์เท่านั้น ซ้ำร้ายนักวิจารณ์ในยุคนั้นยังพากันโจมตีว่าเนื้อหาของมัน ‘ไร้เดียงสา’ เกินไป ทว่าเมื่อเวลาผ่านไป หนังเรื่องนี้กลับกลายเป็นที่นิยม และได้รับการบันทึกไว้ว่าเป็น ‘ความทรงจำแห่งโลก’ จากยูเนสโก (UNESCO)

ลังได้ออกแบบ Metropolis ให้มีการผสมผสานศิลปะหลายแนว เข้าไว้ด้วยกัน เช่น อาร์ตเดโค, โกธิก และเบาเฮาส์ เข้ากับความมืดหม่น อันเป็นเอกลักษณ์ของหนังเยอรมันยุคนั้น ในการออกแบบเมือง ลังได้แรงบันดาลใจมาจากตึกระฟ้าในนิวยอร์กที่เขาเคยไปเยือน

เกิดเป็นนครรัฐดิสโทเปียที่เล่าเรื่องราวของ ‘เฟรเดอร์’ บุตรชายของผู้ครองเมือง ที่เกิดไปตกหลุมรักกับ ‘มาเรีย’ หญิงสาวที่เป็นความหวังของเหล่าแรงงาน นำไปสู่การค้นพบความโหดร้ายที่ซ่อนอยู่ใต้ความหรูหราของมหานคร โดยลังได้กำหนดฉากหลังของเรื่องไว้ที่ปี 2026 หรือช่วงเวลาปัจจุบันที่เรากำลังใช้ชีวิตกันอยู่นี่เอง

สิ่งที่ลังนำเสนอ ไม่ได้พยายามทายว่าปัจจุบันเราจะใช้มือถือรุ่นอะไร หรือใส่เสื้อผ้าแบบไหน แต่สิ่งที่หนังต้องการจะสื่อคือ ‘เบื้องหลังโครงสร้างอำนาจ’ และยุคที่เทคโนโลยีเข้ามาจัดการกับชีวิตมนุษย์ เราจึงขอชวนมาสำรวจกันว่าคำทำนายร้อยปีชิ้นนี้ ทำนายโลกเราไว้ว่าอย่างไร และแม่นยำตรงกับความเป็นจริงแค่ไหน

ในภาพยนตร์ ลังได้ออกแบบหน้าตาของเมืองที่ขยายตัวในแนวดิ่ง (Vertical City) ออกมาเป็นเมืองที่มีตึกสูงระฟ้าพุ่งทะยานสู่ชั้นบรรยากาศ ในขณะเดียวกัน ก็ยังมีพื้นที่ใต้ตึกและอุโมงค์ลึกใต้ดิน สถานที่ที่แรงงานนับล้านต้องตรากตรำทำงานในที่อับแสง   

แต่สิ่งที่ลังต้องการพูดในหนังจริงๆ คือเรื่อง ‘โครงสร้างทางสังคม’ เพราะสาเหตุที่ลังได้ออกแบบเมืองเป็นแนวดิ่ง มันเป็นการสะท้อนความเหลื่อมล้ำอย่างสุดโต่ง ผ่านพื้นที่ทางกายภาพ โดยแบ่งโลกออกเป็นสองซีก ที่ซึ่งประชาชนไม่เคยแม้แต่จะพบกัน 

โดยจะแบ่งพื้นที่ออกเป็น 2 ส่วน คือ นครส่วนบน พื้นที่ของเหล่าชนชั้นสูงที่เสพสุขบนสวนสวรรค์และตึกระฟ้า มีสวนให้พักผ่อน ลานกิจกรรม และยังรายล้อมด้วยข้าทาสบริวาร และเมืองใต้ดิน โลกของชนชั้นแรงงานอันมืดหม่น ที่เป็นเพียงชิ้นส่วนเล็กๆ ในเครื่องจักรยักษ์ ทำงานหนักเพื่อหล่อเลี้ยงระบบทั้งหมดของเมือง

แม้ในปี 2026 เราอาจไม่ได้มีกำแพงคอนกรีตคั่นระหว่างชั้นชัดเจนเหมือนในฟิล์ม แต่โครงสร้างแนวดิ่งในลักษณะนี้คงเป็นเรื่องที่ปฏิเสธกันไม่ได้ เพราะในขณะที่ความก้าวหน้าอยู่บนตึกสูง บนพื้นดินอาจเต็มไปด้วยแรงงานที่ถูกทอดทิ้ง เป็นช่องว่างระหว่างชนชั้น ไม่ต่างจากจินตนาการของลังเมื่อร้อยปีก่อน

คำทำนายต่อมาที่ลังทิ้งไว้คือชะตากรรมของผู้อยู่เบื้องล่าง ในหนังเราเห็นภาพแรงงานเดินลากเท้าอย่างไร้ชีวิตชีวา เพื่อมาทำงาน เป็นส่วนหนึ่งของเครื่องจักร  มนุษย์แต่ละคนกลายเป็นฟันเฟือง ที่ทดแทนกันได้ตลอดเวลา ลังได้เปรียบเปรยเครื่องจักรนี้ไว้กับ ‘โมลอค’ (Moloch) หรือเทพเจ้าผู้ต้องการเครื่องสังเวย ซึ่งในบริบทนี้เครื่องสังเวยก็คือเหล่าชีวิตคนงาน ที่ต้องทำงานจนตัวตาย เพื่อผลประโยชน์คนมีอำนาจเท่านั้น

และจิตวิญญาณของแรงงานใต้ดินใน Metropolis ยังคงหมุนเวียนอยู่ในโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมปัจจุบัน เพียงแต่สิ่งที่คอยกลืนกินชีวิตเรานั้น อาจเปลี่ยนรูปทรง มาเป็นคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เฟซที่แสนสะอาดตา หรือแม้กระทั่งแรงงานที่ยังคงใช้แรงงานจริงๆ ก็ยังคงเป็นกลุ่มคนที่โดนทอดทิ้งไว้เบื้องล่าง ไม่ต่างกับในภาพยนตร์

นอกจากนี้ ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังมีคำทำนายด้านเทคโนโลยีที่น่าสนใจ ซึ่งก็คือ หุ่นยนต์แอนดรอยด์ ถึงแม้ในปัจจุบัน เราอาจยังไม่มีหุ่นยนต์เดินปะปน แต่เรากลับมีสิ่งที่หนังทำนายไว้อย่างแม่นยำอยู่บ้าง นั่นคือ Deepfakes, Synthetic Voices และระบบอัตโนมัติที่สามารถเลียนแบบอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์ได้อย่างแนบเนียน 

และยังมีฉากที่ค่อนข้างโด่งดังในหนังเรื่อง ณ เวลานั้น นั่นคือการใช้โทรศัพท์ที่สามารถพูดคุยแบบเห็นหน้า หรือการวิดีโอคอล ลังทายถูกอย่างแม่นยำว่าในอนาคต เทคโนโลยีจะช่วยให้มนุษย์สามารถเชื่อมต่อกันได้จากระยะไกล

ในแง่มุมนี้ต้องบอกว่าลังก้าวหน้าไปไกลกว่าหนังเรื่องๆ อื่น แต่สิ่งที่ลังต้องการตั้งคำถามหรือพูดถึงจริงๆ เป็นเรื่องอำนาจในการควบคุมเทคโนโลยี และควบคุมเพื่ออะไรต่างหาก ซึ่งในยุคปัจจุบันที่โลกเราก้าวหน้าไปไกล รายล้อมด้วยข้อมูลมหาศาล สิ่งนี้ชวนให้ฉุกคิดอยู่ไม่น้อย

ในตอนจบของภาพยนตร์ ลังได้ทิ้งท้ายไว้ว่า ความขัดแย้งเชิงโครงสร้างจะคลี่คลายได้เมื่อมี ‘ตัวกลาง’ ที่นำความรักและความเห็นอกเห็นใจ มาเชื่อมประสานระหว่างกลุ่มคนบนหอคอยกับกลุ่มคนใต้ดิน แต่ในความเป็นจริง ความคิดที่ว่าความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจจะลดลง เพียงเพราะชนชั้นนำ เกิดความตื่นรู้ทางศีลธรรมจึงกลายเป็น ‘ความไร้เดียงสา’ ที่หนังอาจทายผิดไปจากความเป็นจริง

สุดท้ายแล้ว ถึงแม้แฟชั่น ยานพาหนะ หรือหน้าตาของตึกระฟ้าจะไม่ได้ตรงกับในหนังแบบ 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะนั่นเป็นเพียงรายละเอียดพื้นผิว แต่การกลับมาดู Metropolis ในวันนี้ อาจเป็นการชักชวนให้เรากลับมาทบทวนสังคมปัจจุบัน และเป็นกระจกสะท้อนแนวคิด วิสัยทัศน์ โครงสร้างอำนาจของคนบางกลุ่มเสียมากกว่า

อ้างอิง: