2 Min

จริงไหม? ผู้ชายยุคนี้ ไม่กล้าเป็นฝ่ายเข้าหาผู้หญิงก่อนอีกต่อไปแล้ว เพราะกลัวถูกมองว่าเป็นโรคจิต

2 Min
64 Views
14 Jan 2026

ในยุคนี้ดูเหมือนว่าผู้ชาย Gen Z และ Millennials กำลังเผชิญกับภาวะที่เรียกว่า ‘Approach Anxiety’ หรือความวิตกกังวลในการเข้าหา จนทำให้หลายคนล้มเลิกความพยายามในการจีบสาวในชีวิตจริงไปแล้ว 

คำถามคือ อะไรทำให้หนุ่มๆ ยุคนี้ไม่กล้า ‘รุก’ เหมือนคนรุ่นก่อนอีกต่อไปแล้ว

รายงานของ New York Post เผยตัวเลขที่น่าสนใจว่า จากผลสำรวจปี 2025 หนุ่มโสดอเมริกันกว่า 44 เปอร์เซ็นต์ จาก 1,000 คน ยอมรับว่ากำแพงใหญ่ที่สุดไม่ใช่การกลัวถูกปฏิเสธ แต่มันคือความกลัวว่าจะถูกมองว่าเป็น ‘คนน่ากลัว’ หรือ ‘คนคุกคาม’ 

เมื่อสังคมให้ความสำคัญกับเรื่อง consent และมารยาททางสังคมมากขึ้น เส้นแบ่งระหว่าง ‘ความกล้าหาญในการจีบ’ กับ ‘การรบกวนความเป็นส่วนตัว’ เลยกลายเป็นเส้นบางๆ ที่ทำให้หลายคนเลือกที่จะเพลย์เซฟด้วยการไม่ทำอะไรเลย เพราะไม่อยากกลายเป็นจำเลยทางสังคม

ยิ่งในยุคนี้ที่ทุกคนมีโทรศัพท์อยู่ในมือ หนุ่มๆ ก็ยิ่งกังวลเข้าไปอีกว่าหากเข้าไปทักผิดจังหวะ หรือถูกปฏิเสธเหตุการณ์นั้นอาจถูกแอบถ่ายเป็นคลิปวิดีโอ หรือถูกแคปหน้าจอไปโพสต์ประจานในโซเชียลมีเดียเพื่อเรียกยอดไลก์ หรือกลายเป็นคอนเทนต์เตือนภัยโดยไม่ตั้งใจ ความอับอายที่เกิดขึ้นอาจกลายเป็นดิจิทัลฟุตปรินต์ที่อยู่ในโลกออนไลน์ไปตลอด

นอกจากนี้ พวกเขาก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการเติบโตมากับ Dating Apps ทำให้ทักษะการอ่านภาษากายและจังหวะชีวิตจริงลดน้อยลง การต้องเดินเข้าไปเผชิญหน้ากับความไม่แน่นอนในชีวิตจริง จึงกลายเป็นเรื่องที่สร้างความเครียดสูง หลายคนเลยรู้สึกว่าการพยายามในโลกจริงนั้นมีต้นทุนที่สูงเกินไปเมื่อเทียบกับผลลัพธ์

รายงานยังระบุถึงประสบการณ์ส่วนตัวของชายหนุ่มที่เคยลองเข้าหาผู้หญิงแล้วเจอการปฏิเสธที่รุนแรง หรือถูกปฏิบัติเหมือนไม่ใช่คน ทำให้พวกเขารู้สึกว่าการจีบสาวในยุคนี้ไม่คุ้มกับความเหนื่อย และเปลี่ยนไปใช้ชีวิตแบบสันโดษหรือมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาตัวเองแทนการวิ่งตามหาความสัมพันธ์

เรื่องที่น่าตลกปนเศร้าคือ ในขณะที่ฝ่ายชายกลัวการเข้าหา ฝ่ายหญิงส่วนใหญ่กลับยังอยากให้ผู้ชายเข้ามาทักก่อน รายงานฉบับเดียวกันพบว่า 77 เปอร์เซ็นต์ ของผู้หญิงอายุ 18-30 ปี หวังว่าผู้ชายจะเข้าหาพวกเธอในชีวิตจริงมากขึ้น 

ส่วนมุมมองเรื่องการคุกคาม ฝ่ายผู้หญิงอย่าง ‘วิฟ’ ครีเอเตอร์ด้านไลฟ์สไตล์ ให้เหตุผลว่า ฝั่งผู้หญิงมักมีประสบการณ์เลวร้ายจากการถูกคุกคามหรือถูกตามตื๊อหลังจากปฏิเสธ ทำให้พวกเธอต้องสร้างเกราะป้องกันตัวเองไว้สูงลิ่ว แม้จะเป็นการพบปะที่ดูไม่มีอันตรายก็ตาม

‘คอนเนลล์ บาร์เร็ตต์’ โค้ชด้านการออกเดต ให้ความเห็นไว้อย่างน่าสนใจว่าการให้เกียรติไม่ได้หมายความว่า ‘อย่ามาคุยกับเรา’ เพียงแต่อย่ามองเราเป็นเพียงวัตถุ อย่าคุกคาม และอย่าไร้มารยาท ซึ่งนั่นเป็นเส้นแบ่งที่บางมาก และผู้ชายหลายคนไม่มั่นใจว่าตัวเองจะเดินบนเส้นนั้นได้

ผลที่ตามมาจากความขัดแย้งกันนี้ก็คือ วัฒนธรรมการออกเดตที่ติดอยู่ในภาวะชะงักงัน ผู้ชายรอ ผู้หญิงรอ โดยมีแอปหาคู่เข้ามาช่วยเติมเต็มช่องว่าง แม้ว่าเกือบทุกคนจะบอกว่าเกลียดแอปเหล่านั้นก็ตาม 

ทุกคนพูดถึงความเท่าเทียมกัน แต่ไม่มีใครเห็นพ้องต้องกันว่าความเท่าเทียมกันในทางปฏิบัติควรเป็นอย่างไร นี่จึงอาจไม่ใช่แค่เรื่องของความสัมพันธ์ แต่เป็นเรื่องของคนรุ่นใหม่ที่พยายามทำในสิ่งที่ถูกต้อง พยายามให้เกียรติกันและกัน ทว่ากลับต้องเรียนรู้ในการหาความพอดีตรงกลางระหว่างความต้องการของทั้งสองฝ่าย เพราะความปรารถนาจะมีความสัมพันธ์กับใครสักคนยังคงเดิม เพียงแต่กติกาในการเข้าหากันดูซับซ้อนและเข้าใจยากกว่าเดิม จนหลายคนรู้สึกโดดเดี่ยวมากขึ้นโดยไม่ตั้งใจนั่นเอง

อ้างอิง: