2 Min

คนอ่อนไหวมากเป็นพิเศษ จะจัดการ ‘อารมณ์’ อย่างไรดี ไม่ให้กระทบคนอื่น ตัวเราเองก็พัฒนามากขึ้นด้วย

2 Min
80 Views
24 Sep 2025

หลายครั้งที่คนเรามักปล่อยให้อารมณ์ควบคุมชีวิตโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะผู้คนที่อ่อนไหวมากเป็นพิเศษ (Highly Sensitive Person) ยกตัวอย่าง เช่น…

ความเศร้าที่บอกให้เราหลีกหนี 
ความกังวลที่บอกให้เราซ่อนตัว 
ความโกรธที่ผลักให้เราเผลอทำร้ายใครสักคน 

MOODY เชื่อว่าแล้วยิ่งเราทำตามเสียงเหล่านี้มากเท่าไร เราก็ยิ่งจมลึกลงในความรู้สึกด้านลบเหมือนวนเวียนอยู่ในเขาวงกตที่ไม่มีทางออก เหมือนกับวันที่เราเศร้าแล้วไม่อยากลุกจากเตียง แต่ยิ่งซ่อนตัวเท่าไร ความเศร้าก็ยิ่งขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ

วงจรนี้คือสิ่งที่นักบำบัดในแนวทางการบำบัดพฤติกรรมเชิงวิภาษวิธี (Dialectical Behavior Therapy – DBT) เรียกว่า ‘แรงกระตุ้นการกระทำ’ (Action Urge) ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ผลักดันให้เราตอบสนองต่ออารมณ์ในแบบที่อาจทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง ซึ่งหนึ่งในทักษะที่ DBT แนะนำให้เราฝึกทำคือสิ่งที่เรียกว่า ‘Opposite Action’ หรือ การเลือกทำตรงข้ามกับสิ่งที่อารมณ์บอกให้ทำ เช่น

ถ้าเศร้าจนอยากปลีกตัว ให้ออกไปเชื่อมโยงกับคนอื่น 
ถ้ารู้สึกละอายจนอยากปกปิด ให้ลองเล่าเรื่องของเราด้วยความภาคภูมิ 
ถ้ากลัวจนอยากถอย ให้ลองก้าวออกไปเสี่ยงอย่างมีการวางแผน 
ถ้าโกรธจนอยากโจมตี ให้ลองหันมาเลือกความอ่อนโยนแทน

เหมือนตัวอย่างจากเรื่องจริงของนักบำบัดผู้เขียนบทความต้นฉบับนี้เล่าไว้ว่า หลังจากวันทำงานอันหนักหน่วง เขากลับถึงบ้านพร้อมความเศร้าที่บอกให้แยกตัวออกไป แต่เขากลับเลือกใช้แนวทาง Opposite Action ด้วยการเปิดเพลงโปรดของลูกสาวแล้วชวนครอบครัวเต้นรำแทน และทันใดนั้น ความเศร้าที่ถาโถมก็เริ่มคลายลง กลายเป็นความเชื่อมโยงและเสียงหัวเราะที่ทำให้หัวใจเบาสบาย

ยิ่งสำหรับใครที่มีความอ่อนไหวทางอารมณ์และความรู้สึกเป็นพิเศษ (Highly Sensitive Person – หรือ HSP) อาจรู้สึกว่าการใช้ Opposite Action อาจฟังดูยากกว่าคนอื่น เพราะโลกภายในของเรามักเต็มไปด้วยอารมณ์ที่ลึกและรุนแรง 

แต่ในขณะเดียวกัน HSP ก็มีข้อได้เปรียบ คือเรามีความไวต่อการรับรู้อารมณ์ เราสามารถตั้งชื่อและจับสัญญาณของความรู้สึกได้เร็วกว่า นั่นทำให้เรามีโอกาสเบี่ยงเบนพลังงานไปในทิศทางที่ดีขึ้น หากเราใช้จุดแข็งนี้เพื่อก้าวข้ามแรงดึงดูดของอารมณ์ ทำให้ทักษะ Opposite Action กลายเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังอย่างยิ่ง

บางทีสิ่งสำคัญคือการไม่กดดันตัวเองให้ต้องเปลี่ยนได้ทันที แต่เริ่มจากการลองหันไปทำสิ่งตรงข้ามกับอารมณ์ในเรื่องเล็กๆ ก่อน เช่น เมื่อความโกรธบอกให้พูดห้วนกับคนรัก ลองหันไปใช้คำพูดอบอุ่นแทน แล้วค่อยๆ รอผลลัพธ์เล็กๆ ที่เปลี่ยนแปลงได้จริง ความมั่นใจที่จะใช้มันในสถานการณ์ที่หนักกว่าจะค่อยๆ เติบโตตามมา

โดยผลลัพธ์ของแนวทางนี้ ยืนยันได้จากนักบำบัดหลายคนที่ทำงานด้านจิตวิทยามานานนับสิบปี พวกเขาเห็นตรงกันว่า Opposite Action เป็นหนึ่งในทักษะที่ทรงพลังที่สุด มันเรียบง่าย ใช้ได้กับหลายสถานการณ์ และที่สำคัญที่สุด มันได้ผลจริง 

แม้อาจไม่ง่ายเสมอที่จะเลือกทำตรงข้ามกับสิ่งที่อารมณ์กำลังบอก แต่ทุกครั้งที่เรากล้าที่จะลอง เรากำลังให้โอกาสตัวเองได้หายใจ ได้หลุดจากวงจรความรู้สึกด้านลบ และเปิดพื้นที่เล็กๆ ให้ความสุขและความสงบกลับมาเติมเต็มหัวใจอีกครั้ง

อ้างอิง: