68 ปี แห่งการจากไปของ ‘ไลก้า’ สุนัขตัวแรกที่โคจรรอบโลก กับภารกิจแห่งความก้าวหน้าที่มาพร้อมโศกนาฏกรรม
‘ไลก้า’ (Laika) ถูกจารึกไว้ในฐานะสุนัขตัวแรกที่ได้เดินทางขึ้นไปโคจรรอบโลก แม้ว่าภารกิจจะจบลงด้วยโศกนาฏกรรมที่น่าเศร้า แต่การเสียสละของสุนัขตัวนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้มนุษย์สามารถเดินทางสู่ดวงดาวได้ในเวลาต่อมา
เนื่องในวาระครบรอบ 68 ปีการจากไปของสุนัขผู้เสียสละ เรามาย้อนเรื่องราวกันว่าในตอนนั้นเกิดอะไรขึ้นที่ทำให้สุนัขตัวนี้ต้องเจอกับจุดจบที่น่าเศร้า
ย้อนกลับไปในยุค 1950 หลังโซเวียตประสบความสำเร็จในการส่งดาวเทียม ‘สปุตนิก 1’ (Sputnik 1) ขึ้นสู่อวกาศเป็นครั้งแรกในปี 1957 ผู้นำโซเวียต นิกิตา ครุสชอฟ ก็ต้องการความสำเร็จครั้งใหม่ที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม เพื่อเฉลิมฉลองการปฏิวัติรัสเซีย
โดยเป้าหมายต่อไปคือ การส่งสิ่งมีชีวิตขึ้นไปโคจรรอบโลก เพื่อทดสอบว่าสิ่งมีชีวิตจะสามารถทนต่อสภาวะไร้น้ำหนักและการแผ่รังสีในอวกาศได้หรือไม่ ก่อนที่จะส่งมนุษย์ขึ้นไป
โดยทีมวิจัยเริ่มจากการรวบรวมสุนัขจรจัดเพศเมียตามท้องถนนในกรุงมอสโกมาฝึกฝน โดยให้เหตุผลว่าสุนัขจรจัดนั้นมีความอดทนต่อความหนาวเย็นและความหิวโหยได้ดีกว่าสุนัขบ้าน
จากนั้นสุนัขที่ผ่านเข้ารอบต้องฝึกฝนเพื่อใช้ชีวิตบนดาวเทียม โดยการฝึกอาศัยอยู่ในแคปซูลปรับความดันขนาดจิ๋วเป็นเวลาหลายสัปดาห์ติดต่อกัน ถูกนำไปหมุนในเครื่องเหวี่ยงหนีศูนย์กลาง (Centrifuge) เพื่อให้คุ้นชินกับการเปลี่ยนแปลงของแรงโน้มถ่วง และต้องฝึกกินอาหารในรูปแบบเจลลี
ในที่สุด ‘ไลก้า’ หรือชื่อเดิมคือ ‘คุดร์ยัฟกา’ (Kudryavka) สุนัขเพศเมียพันธุ์ผสม (คาดว่ามีส่วนผสมของฮัสกี้หรือซามอยด์) ก็ถูกคัดเลือกให้เป็นนักบินอวกาศสุนัขของยานสปุตนิก 2 ด้วยเหตุผลว่ามีขนาดตัวที่เหมาะสม นิสัยสงบ และอดทน
แต่ก็มีข่าวลือว่า จริงๆ แล้ว ‘อัลบินา’ ซึ่งเป็นสุนัขอีกตัวที่เป็นตัวสำรองได้ผลการทดสอบดีกว่าไลก้า แต่เนื่องจากมันเพิ่งคลอดลูก และดูเหมือนว่าจะเป็นที่รักใคร่ของผู้ดูแล อัลบินาจึงไม่ต้องเผชิญกับเที่ยวบินแห่งความตายนี้
กระทั่งในวันที่ 3 พฤศจิกายน 1957 เมื่อยานอวกาศ ‘สปุตนิก 2’ (Sputnik 2) ทะยานขึ้นจากพื้นโลก ไลก้าเป็นผู้โดยสารเพียงหนึ่งเดียว ซึ่งข้อมูลจากเซ็นเซอร์ที่ติดอยู่กับตัวมันแสดงให้เห็นว่า ในช่วงที่ยานปล่อยตัว อัตราการเต้นของหัวใจและอัตราการหายใจของไลก้าสูงขึ้นอย่างมากจากความเครียดและความตื่นกลัว
สิ่งที่น่าเศร้าที่สุดคือ ภารกิจสปุตนิก 2 นี้ เป็นการเดินทางเที่ยวเดียว เทคโนโลยีในยุคนั้นยังไม่ก้าวหน้าพอที่จะออกแบบระบบนำยานกลับสู่โลกได้อย่างปลอดภัย นั่นแปลว่าทีมงานโซเวียตทราบดีว่าไลก้าจะต้องเสียชีวิตในอวกาศ
แต่พวกเขาก็ไม่ใช่คนไร้หัวใจไปเสียทั้งหมด ‘วลาดิเมียร์ ยาซดอฟสกี’ หนึ่งในผู้ดูแลไลก้าเปิดเผยในภายหลังว่าเขาได้พาไลก้าวัย 3 ปี กลับไปที่บ้านของเขาไม่นานก่อนการบิน เพราะ “ผมอยากทำอะไรดีๆ ให้กับสุนัขตัวนี้”
อย่างไรก็ตาม ในช่วงแรก สหภาพโซเวียตได้รายงานต่อสาธารณชนว่า ไลก้ามีชีวิตอยู่บนวงโคจรหลายวัน และเสียชีวิตอย่างสงบด้วยการการุณยฆาตที่ถูกวางแผนไว้ก่อนที่ออกซิเจนจะหมด
กระทั่งในปี 2002 ‘ดิมิทรี มาลาเชนคอฟ’ นักวิทยาศาสตร์ชาวรัสเซีย ได้เปิดเผยว่า แท้จริงแล้ว ไลก้ารอดชีวิตอยู่ได้เพียงประมาณ 5-7 ชั่วโมงหลังจากปล่อยยาน ก่อนที่จะเสียชีวิตด้วยความตื่นตระหนกและความร้อนที่สูงเกินไปซึ่งเกิดจากความล้มเหลวของระบบควบคุมอุณหภูมิ
เห็นได้ชัดว่านักวิทยาศาสตร์โซเวียตมีเวลาไม่เพียงพอที่จะพัฒนาระบบให้สมบูรณ์ เนื่องจากได้รับแรงกดดันทางการเมืองอย่างหนักที่ต้องการให้ปล่อยยานสปุตนิก 2 ให้ทันเวลาสำหรับการเฉลิมฉลองครบรอบ 40 ปี การปฏิวัติบอลเชวิก
ยานสปุตนิก 2 ที่มีร่างไร้วิญญาณของไลก้าโคจรรอบโลกต่อไปอีก 2,570 รอบ ก่อนที่จะถูกเผาไหม้ในชั้นบรรยากาศโลกเมื่อวันที่ 14 เมษายน 1958
แม้ว่าชะตากรรมของไลก้าจะน่าเศร้า แต่การเสียสละของมันก็ไม่ได้สูญเปล่า ข้อมูลที่ได้จากการเดินทางของไลก้าได้ยืนยันว่าสิ่งมีชีวิตสามารถทนต่อสภาพแวดล้อมในอวกาศได้ ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญที่ทำให้ ‘ยูริ กาการิน’ (Yuri Gagarin) มนุษย์คนแรก สามารถเดินทางสู่อวกาศได้อย่างปลอดภัยในปี 1961
ในขณะเดียวกัน เรื่องราวของไลก้าก็ได้จุดประกายให้เกิดการถกเถียงเรื่องจริยธรรมและการใช้สัตว์ในการทดลองทางวิทยาศาสตร์ไปทั่วโลก ทุกวันนี้ ไลก้าได้รับการจดจำในฐานะวีรสตรีผู้บุกเบิกอวกาศ และมีอนุสาวรีย์ของเธอที่กรุงมอสโก เพื่อเป็นเกียรติแก่การอุทิศตนของสุนัขจรจัดตัวเล็กๆ ที่ได้กลายเป็นดวงดาวดวงแรกในประวัติศาสตร์ของมวลมนุษยชาติ
อ้างอิง:
- Laika https://shorturl.asia/JqPa2
- The Sad, Sad Story of Laika, the Space Dog, and Her One-Way Trip Into Orbit https://shorturl.asia/35oAH