สำรวจลูปของชาวคลองเตย: ไม่มีงาน ไม่มีเงิน จะไปเริ่มใหม่ยังไง?

8 Min
198 Views
05 Jan 2026

PHOTO STORY สำรวจลูปของชาวคลองเตย: ไม่มีงาน ไม่มีเงิน จะไปเริ่มใหม่ยังไง?
หมายเหตุ: บทความและภาพถ่ายชุดนี้ บันทึกภาพและสัมภาษณ์ ระหว่างเดือนกรกฎาคม-กันยายน 2568

[พาเดินเล่น ระหว่างฟังเสียงชาวบ้านในคลองเตย]

เชื่อว่าหากให้นึกชื่อชุมชนแออัดสักแห่งในประเทศไทย ชื่ออันดับต้นๆ ที่เข้ามาในหัวก็ต้องมี ‘คลองเตย’ แดนสนธยาที่ถูกมองเป็นภาพลบ สถานที่ดำมืดเต็มไปด้วยสิ่งเสพติดและสิ่งผิดกฎหมาย สถานที่ที่ไม่ค่อยมีใครอยากเข้าใกล้ แม้จะไม่แน่ใจมากนักว่าข้างในนั้นมีอะไรกันแน่ซ่อนอยู่ แต่สังคมก็คอยเตือนอยู่เสมอว่า “อย่าเข้าไป”

โอกาสนี้ BrandThink จึงอยากชวนทุกคนมาเดินเล่นคลองเตยผ่านภาพ เสมือนมาอัปเดตกันว่า ปัจจุบันชุมชนคลองเตยไปถึงไหนแล้ว จะยังน่ากลัวเหมือนในอดีต หรือพวกเขากำลังเผชิญปัญหาใหม่ๆ ที่ก็อาจเป็นปัญหาคาราคาซังจากอดีตที่ยังต้องใช้เวลาในการทำความเข้าใจและเปลี่ยนแปลง ผ่านภาพและคำบอกเล่าของชาวบ้าน ‘ชุมชนหมู่บ้านพัฒนา 70 ไร่’

ประวัติศาสตร์ของคลองเตยนั้นมีมานานโข เล่าย่อๆ ให้ได้ใจความ เริ่มจากเมื่อมีการสร้าง ‘ท่าเรือกรุงเทพ’ ในปี 2481-2483 ก่อนจะมีการหยุดชะงักไปในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และกลับมาดำเนินกิจการอีกครั้งในปี 2490 แต่การจะก่อสร้างสถานที่สำคัญอย่างท่าเรือก็ต้องอาศัยแรงงานจำนวนมาก จึงเป็นที่มาของแรงงานที่หลั่งไหลกันเข้ามา ทำให้เกิดการลงหลักปักฐานปลูกสร้างแคมป์คนงานในบริเวณใกล้ๆ กับท่าเรือ นั่นจึงเป็นจุดเริ่มของชุมชนแออัดอย่างคลองเตย และขยายตัวออกไปเรื่อยๆ อย่างที่เห็นในปัจจุบัน

โดยชุมชนหมู่บ้านพัฒนา 70 ไร่ นั้น เป็นโครงการที่เริ่มต้นเมื่อปี 2525 เพราะทางท่าเรือต้องการใช้ท่าเรือล็อก 12 เพื่อสร้างพื้นที่เก็บคอนเทนเนอร์ จึงทำให้ชุมชนในล็อก 12 ต้องย้ายขยับออกมาใกล้ๆ ชุมชนเก่า แต่ยังอยู่ในพื้นที่ของท่าเรือ กลายเป็น ‘ชุมชนหมู่บ้านพัฒนา 70 ไร่’ ก่อนจะย้ายสำเร็จเมื่อปี 2529

[สภาพความเป็นอยู่ ณ ปัจจุบัน]

ณ ปัจจุบันชุมชนคลองเตยยังคงเป็นที่พักให้สำหรับผู้ประกอบอาชีพ ‘รับจ้างทั่วไป’ เนื่องจากมีค่าเช่าที่ถูก รวมถึงชาวบ้านที่ย้ายมาจากที่เก่าก่อนจะมาเป็นชุมชนหมู่บ้านพัฒนา 70 ไร่ ก็จะเป็นเหล่าผู้สูงอายุ แต่จะมีที่เพิ่มเติมเข้ามาคือเหล่าแรงงานเพื่อนบ้านที่เข้ามาอยู่ด้วยเหตุผลเดียวกับแรงงานชาวไทย บ้านบางหลังก็ถูกซอยทำเป็นห้องเพื่อปล่อยเช่าอีกต่อหนึ่ง

แผนผังของชุมชนนั้นประกอบไปด้วยทั้งหมด 40 ซอย (อ้างอิงจากแผนผัง) บ้านถูกสร้างติดกันอย่างแออัด ในอดีตนั้นซอยภายในชุมชนสามารถเดินวนและเข้าออกได้อย่างสะดวก แต่ในปัจจุบันจะมีซอย 11 และ 28-29 ที่อยู่บริเวณด้านหลังติดกับท่าเรือกรุงเทพ ได้มีการต่อเติมเข้าไปจนไม่สามารถเดินเข้าออกได้ในซอยดังกล่าว ทำให้ซอยที่จะใช้เดินหายไปอีกหนึ่งซอย แสดงให้เห็นถึงการต่อเติมที่ดูจะไม่มีที่สิ้นสุด

แม้แต่ภาพในอดีตก็ยังคงมีหลักฐานของการรุกล้ำและนำพื้นที่ไปใช้โดยผิดจุดประสงค์ ปรากฏในภาพถ่ายงานวิจัยของกนกพร แสงแก้ว ในหัวข้อ ‘การเปลี่ยนแปลงชุมชนหลังการรื้อย้าย: ชุมชนหมู่บ้านพัฒนา 70 ไร่ คลองเตย’ เมื่อปี  2542 อย่างสนามเด็กเล่น ที่ถูกวางแผนผังไว้ให้กระจายอยู่ตามแต่ละมุมของชุมชนก็ยังถูกรุกล้ำ จนตอนนี้กลายมาเป็นที่จอดรถมอเตอร์ไซค์และจิปาถะ ไม่ว่าจะเป็นที่ทิ้งของที่พังแล้วอย่างเก้าอี้หรือกลายเป็นลานสำหรับตากผ้าแทน

ภายใน ‘หมู่บ้านชุมชนพัฒนา 70 ไร่’ นั้น เปรียบเสมือนมีนิคมเป็นของตนเอง (อาจคล้ายนิคมอุตสาหกรรม) ที่จะมีร้านอาหาร คลินิกสำหรับทั้งคนและสัตว์ รวมถึงสถานที่ทำงานอย่างท่าเรือที่เหล่าชายหนุ่มผู้ใช้แรงงานจะไปนั่งรอด้านหน้าของสำนักงาน เพื่อหวังให้เจ้าหน้าที่เข้ามาเรียกไปช่วยยกของหรือบรรทุกขึ้นรถเพื่อส่งออกไปยังที่ต่างๆ ซึ่งก็ต้องไปวัดดวงกันหน้างานอีกครั้งว่าจะได้งานหรือไม่ บางวันก็ต้องไปนั่งแกร่วแม้จะไม่ถูกเรียกก็ตาม

เรื่องปากท้องคือปัญหาหลักของคนในชุมชน เมื่อรายได้นั้นนับวันยิ่งสวนทางกับรายจ่าย ทำให้หลายคนต้องมีอาชีพเสริมเพื่อให้ชีวิตยังเดินต่อไป เช่น เป็นไรเดอร์ส่งอาหาร หรือรับ-ส่งผู้โดยสาร และด้วยความที่ไม่ได้มีงานประจำเป็นหลักเป็นแหล่ง มีงานอะไรเข้ามาก็ต้องทำหมดแม้จะไม่ถนัดก็ตาม 

[ความฝืดเคืองทางเศรษฐกิจ]

เมื่อเดินไปต่อจึงได้พบกับ ‘พี่วัน’ โดยบังเอิญ พี่วันอายุ 43 ปี เติบโตและอาศัยอยู่ในชุมชนแออัดคลองเตยมาแต่กำเนิด (โยกย้ายมาแล้ว 3 ครั้ง) ปัจจุบันประกอบอาชีพ ‘รับจ้างทั่วไป’

“ผมพูดให้ฟังตรงๆ เลยนะ คลองเตยดีกว่าที่อื่นเยอะเลย ตอนนี้กลางคืนอย่างกับป่าช้า จะเอายาไหนมาปล่อย งานก็ไม่มี มันไม่มีจะกินแล้วจะเอาตังค์ที่ไหนไปเสพ แต่ก่อนนี้ขี้ยามานั่งกันเยอะเมื่อยี่สิบปีที่แล้วผมเข้าใจอยู่ แต่ตอนนี้มีแต่คนเมาเดินบ้าๆ บอๆ อย่าไปถือสาเขาเลย เขาเครียดงานไม่มีทำ” – พี่วัน ให้ความเห็นเพิ่มเติมสำหรับสภาพความเป็นอยู่ที่เปลี่ยนไปของชุมชน

พี่วันทำอาชีพรับจ้างทั่วไปเหมือนกับหลายคนในชุมชน อาศัยอยู่กับภรรยาที่ทำอาชีพขายอาหารบริเวณใกล้ๆ และมีเด็กๆ รวมถึงผู้สูงอายุที่ต้องดูแล ทั้งตัวพี่วันและภรรยาเองก็ช่วยกันหารายได้เข้าบ้านเป็นหลัก จึงต้องช่วยกันแชร์รายจ่ายให้ผ่านไปได้ เพราะต่างคนก็ไม่ได้มีรายได้ที่แน่นอน โดยในวันที่เราได้เข้าไปพูดคุย พี่วันเล่าว่าทั้งอาทิตย์นั้นได้งานแค่เพียงสองงานที่ท่าเรือ (ในวันนั้นคือวันพฤหัสบดี) ประมาณ 300-500 บาท ต่อวัน ลำพังแบ่งกินใช้แค่เพียงสองคนก็แทบไม่พออยู่แล้ว ยังไม่นับคนอื่นๆ ในครอบครัวอีก พี่วันเล่าต่อไปว่าวันนั้นเขาได้รับค่าจ้าง 300 บาท ก่อนจะแบมือให้ดูว่าตอนนี้เหลืออยู่แค่นี้ (เหรียญสิบ 2 เหรียญ และเหรียญห้า 5 อีกประมาณ 7-8 เหรียญ)

และจากการพูดคุยกับเหล่าผู้ทำอาชีพรับจ้างทั่วไป ก็มักจะพูดไปในทางคล้ายๆ กันว่า “งานน้อย” จะกินจะใช้อะไรก็มีข้อจำกัดไปหมด 

จากนั้นก็ได้ไปเจอกับผู้ชายอีกคนหนึ่งที่ให้ข้อมูลที่น่าสนใจ ‘ลุงอำนวย’ อายุ 73 ปี ทำงานอยู่ที่โรงสูบน้ำชุมชน และเป็นรองประธานคณะกรรมการชุมชน ผู้อยู่อาศัยและทำงานอยู่ที่ชุมชนแห่งนี้มานานตั้งแต่เกิด ย้ายที่อยู่มาแล้วถึงสามแห่ง

สำหรับลุงอำนวยแล้ว ชีวิตในคลองเตยทุกวันนี้เป็นอย่างไรบ้าง?

“ทุกวันนี้ไม่ดี แย่… แย่มาก การทำมาหากินอยู่นี่มันฝืดเคือง อย่างของท่าเรือผมเคยทำได้ 400-500 บาท 300 บ้าง เดี๋ยวนี้อาทิตย์นึงแทบไม่มีงาน เดือนนึงมีงานแค่ 2-4 วัน ตอนนี้ทั้งเดือนก็ไม่มี ผมก็เลยทำกับอีกบริษัทที่เอาของจากท่าเรือไปส่งเขาตามห้าง ได้ 300 บาท เขาก็จะมาเรียกจ้างไป เรียกไปที 2-3 คน แล้วแต่สินค้า” ลุงอำนวยพูดต่อถึงสภาพความเป็นอยู่ ณ ปัจจุบัน

[โครงการของรัฐที่ส่งผลต่อชีวิต]

“มีโครงการจะทำ Entertainment Complex แต่ตอนนั้นเขาไม่ยอม การท่าเรือก็เรียกไปประชุมอยู่เรื่อยๆ แต่ตอนนี้บอกจะเอาไปทำพื้นที่เก็บของเพิ่มแทน พวกเราก็ไปเป็นกระบอกเสียงด้วยว่าเราไม่อยากไปไหน ตอนนี้ก็ยังคัดค้านกันอยู่ ประมาณปลายปีนี้มั้งประชุมอีกทีของการท่าเรือ ตอนนี้เหมือนเขาดูลีลารัฐอยู่ บางทีก็เหมือนถอน บางทีก็เหมือนยังเอา อย่างประชุมล่าสุดก็แค่เรื่องคาสิโนที่พักไปก่อน”

แล้วสำหรับลุงอำนวย คิดว่าโครงการนี้มีอะไรดีกับชุมชนไหม?

“ถ้า 2-3 ปี ก่อนบอกจะให้เงินผู้สูงอายุ 60 ขึ้นไป จะให้เป็นหลักพันเพราะทำมาหากินไม่ได้ แต่ก็เหมือนเงียบๆ หรืออย่างเด็กเกิดมาก็ให้เงินช่วยเหลือ 600 บาท จนถึง 6 ขวบ แล้วก็ตัดเงิน ช่วงเด็กกำลังจะขึ้น ป.1 ตัวผมเองเลี้ยงลูกหลานอยู่สองคน พ่อแม่เขาแยกทางกัน ผมเลี้ยงตั้งแต่แบเบาะ คนนึงโดนตัดไปละ อีกคนเดือนหน้าสิงหาก็โดนตัด ภาระมันก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อีก อย่างค่าอาหารเด็กอนุบาลวันละ 30 บาท ต้องจ่ายนะ สองมื้อก็ 60 มีเงินออมอีก 20 บาท โรงเรียนดวงประทีปเนี่ย หรือนอกนั้นก็คือฝนตกหนักๆ ถึงจะให้ตังค์ ต้องรอให้น้ำท่วมถึงจะได้ตังค์ว่างั้นเถอะ” ลุงอำนวยพูดถึงข้อจำกัดต่างๆ ของโครงการ

“คือมันเป็นใจกลางเมือง พี่เข้าใจว่านักธุรกิจเขาต้องการ แต่ถ้าพี่ไปข้างนอกพี่จะทำอะไรกิน เขาจองที่ไว้หมดแล้ว แล้วตรงนี้พันกว่าหลังคาเรือน ตัวพี่ไม่เท่าไหร่ พี่สงสารลูกหลานที่โตขึ้นมามันจะรู้เรื่องอะไรไหม แล้วอีกอย่างถ้าไปอยู่พี่ก็ต้องนับ 0 ถึง 100 ใหม่” ความคิดเห็นเพิ่มเติมจากพี่วัน

หลังจากพูดคุยกันสักพักกับลุงอำนวยและพี่วัน รวมถึงชาวบ้านที่เดินผ่านไปผ่านมาได้ยินก็เข้าใจกับเรื่องที่เราได้พูดคุย และมีท่าทีที่เป็นห่วงกับอนาคตของชุมชนที่ยังไม่แน่นอนและขาดความพร้อม หากจำเป็นต้องย้ายอีกครั้ง เราจึงได้คุยต่อเพิ่มเติมถึงเรื่องดังกล่าวและได้ความคิดเห็น รวมถึงสิ่งที่ชาวบ้านคิด ที่ทั้งน่าคิดต่อและน่าเป็นห่วงในเวลาเดียวกัน

[การย้ายที่อยู่และข้อจำกัดของชาวบ้าน]

โดยจากที่พูดคุยกับผู้สูงอายุรวมถึงวัยทำงาน ก็มีความเป็นห่วงในเรื่องของการทำมาหากิน เนื่องจากอายุที่มากและการศึกษาที่ไม่ได้สูง ทำให้ยากต่อการไปเริ่มต้นใหม่ ณ ที่อื่น หากอ้างอิงจากที่ลุงอำนวยได้กล่าวไว้ว่า “อย่างดีที่สุดก็คงไปทำงานก่อสร้าง แต่ใครเขาจะรับนะ ผมจะไปได้สักกี่น้ำกันล่ะ”

หรือหากลองเปลี่ยนไปทำการค้าขาย ก็อาจจะยากที่จะเริ่ม เนื่องจากผู้ขายมากกว่าผู้ซื้อ แม้ทางเขตจะพยายามช่วยให้พ่อค้าแม่ค้าบางคนสามารถกู้ยืมเงินเพื่อไปพัฒนาร้าน แต่หลายคนก็มองออกตั้งแต่ต้นทางว่าคงไม่สามารถจ่ายคืนได้ จึงหยุดขายก่อนจะเริ่มเป็นหนี้ ชาวบ้านให้เหตุผลที่คนไม่ซื้อของกินเท่าเมื่อก่อน อันมาจากเรื่องเศรษฐกิจแย่ทำให้ต้นทุนสูง จนแม้แต่ชาวบ้านที่พยายามขายราคาช่วยเหลือกันเองก็ต้องยอมขึ้นราคา แต่เนื่องด้วยรายได้ที่ต่ำของชาวบ้านก็ไม่สัมพันธ์กับการใช้จ่ายชีวิตพอที่จะซื้อกินได้ทุกวัน

“แกงถุงขั้นต่ำ 40 บาท อย่างเราได้งานมาบ้าง ก็พอได้กินแกงสักถุงสองถุง แต่รู้ไหมทุกวันนี้ก็มีแต่แกงวัดข้าววัดนี่แหละ 9-10 โมงก็ไปมุงที่วัดเพื่อแบ่งกันแล้ว มันถึงขั้นนี้แล้วนะ” ลุงอำนวยกล่าวเสริม

โดยที่ผ่านมานั้นได้มีความพยายามให้การช่วยเหลือและมอบข้อเสนอให้สำหรับการย้ายออกของชาวบ้าน เช่น มอบเงินชดเชยรื้อถอน จัดสรรที่อยู่ใหม่หรือที่ดินให้ในพื้นที่อื่น แต่เนื่องด้วยหลายเหตุผลและปัจจัย จึงทำให้ไม่เป็นผลมากนักในการพยายามสร้างข้อเสนอดังกล่าว

อย่างการพยายามสร้างคอนโดเพื่อให้ชาวบ้านขึ้นไปอยู่ ณ ตอนนี้โครงการดังกล่าวก็ไม่มีความคืบหน้า โดยชาวบ้านให้ความเห็นในเรื่องคอนโดดังกล่าวว่าไม่เหมาะกับชาวบ้าน อันมาจากค่าใช้จ่ายที่มากขึ้นจากเหตุผลต่างๆ แม้แต่ต้นไม้หรือสัตว์เลี้ยงก็ไม่สามารถขึ้นไปอยู่บนโครงการดังกล่าวได้ จากการบอกเล่าของชาวบ้านที่ว่า “การให้ไปอยู่บนคอนโดก็เหมือนอยู่ในกรง ในกล่อง ซึ่งคนที่นี่เขาอยู่กันเป็นครอบครัวอย่างน้อยก็ 4 คน 1 ห้อง จะอยู่กันได้ยังไง”

หรือแม้แต่แฟลตที่เคยมีการสร้างในอดีตก่อนจะย้ายมาเป็นชุมชนหมู่บ้านพัฒนา 70 ไร่ อย่างในปัจจุบัน ก็ล้มเหลวไปเนื่องจากความไม่คุ้นชิน ทำให้ไม่มีใครอยากไป อาศัยอยู่ตึกแถวข้างในสองฝั่ง ส่วนมากจึงเป็นพนักงานท่าเรือที่อยู่ที่นี่

“แต่เดี๋ยวนี้ส่วนมากก็มาเซ้ง คนนอกก็เริ่มเข้ามาอยู่ (แฟลต) คนทำงานบริษัทมีเงินเดือนตายตัวเลยอยู่ได้ แต่อย่างเราเนี่ยเงินได้บ้างไม่ได้บ้างก็ต้องเซ้งดีกว่าโดนยึด จนเซ้งแล้วก็มาเกาะๆ กันอยู่เนี่ยเป็นกาฝาก แปลงนึงก็ตัดแบ่งกัน ไม่มีเลขที่บ้าน เยอะแยะแถวนี้ คนก็กลับมาหมด” ลุงอำนวยพูดทิ้งท้าย

[ความสัมพันธ์ระหว่างชาวบ้านและการท่าเรือกรุงเทพ]

จากที่ได้กล่าวไปในช่วงแรกถึงประวัติศาสตร์ของชุมชนคลองเตย คงเป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างชาวบ้านและการท่าเรือเองคงตัดขาดได้ยาก สังเกตได้จากเหตุการณ์ที่พยายามรื้อถอนชุมชนที่ผ่านมาที่ไม่สามารถทำได้อย่างเด็ดขาด หากแต่ใช้ความประนีประนอมจนเกิดเป็นชุมชนอย่างที่เราเห็นในปัจจุบัน

แม้หลายคนในชุมชนแห่งนี้ยังต้องทำงานเสริมเพื่อประคองค่าใช้จ่ายให้ยังพอชนเดือน แต่หลายคนก็ยังต้องรับงานจากท่าเรืออยู่เรื่อยๆ แม้จะต้องรออย่างไม่มีกำหนดการแน่ชัด อาจเพราะเป็นแหล่งรายได้สำคัญ อย่างไรก็ตาม ปัญหาของงานที่ลดลงก็ทำให้ชีวิตของชาวบ้านยังคงล้มลุกคลุกคลานและยากต่อการพัฒนาในเส้นทางอาชีพ จึงนำมาสู่ความสัมพันธ์ที่บังคับให้ต้อง ‘พึ่งพา’ กันและกัน ระหว่างชาวบ้านและการท่าเรือกรุงเทพอย่างที่เราได้กล่าวไปข้างต้น

ปัจจุบันชุมชนคลองเตยมีความเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นจากคำบอกเล่าของชาวบ้าน ถึงกระนั้นคนภายนอกก็ยังมีภาพจำว่าสถานที่แห่งนี้ยังคงเป็น ‘สลัม’ และเป็นที่ที่ไม่ควรเข้าไปข้องแวะเพราะอาจเกิดอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สิน  

อย่างไรก็ตาม ชุมชนคลองเตยเองก็อาจไม่ได้ต่างจากชุมชนอื่นๆ ที่มีผู้อยู่อาศัยกันอย่างหนาแน่น และความจริงก็คงไม่มีใครสามารถบอกได้ว่าชุมชนไหนจะปลอดภัย 100 เปอร์เซ็นต์ แต่อาจเป็นภาพจำของผู้คนที่มีต่อชุมชนคลองเตยมาอย่างยาวนานไปเสียแล้ว

อย่างไรก็ตาม สารคดีชิ้นนี้มิได้มีเจตนาอื่นใดนอกจากอยากชวนให้ทุกคนมาอัปเดตชุมชนคลองเตย ถึงสภาพความเป็นอยู่ในปัจจุบัน กับปัญหาการค้าขายสิ่งผิดกฎหมายที่เริ่มคลี่คลายอันเนื่องมาจากชุมชนมีรายได้ลดลง จนทำให้กำลังซื้อของชาวบ้านเปลี่ยนไป แต่ปัญหาใหม่ที่เพิ่มเข้ามาแทนที่กลับเป็นการที่ชาวบ้านต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนด้านที่อยู่อาศัย และกฎหมายที่พร้อมจะเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ในประเด็นปัญหาจากอดีตที่คาราคาซังมาช้านาน ที่ยังคงต้องรอเวลาให้พิสูจน์ถึงความเป็นไปของชุมชน ที่ยังไม่มีบทสรุป เสมือนการนั่งรองานของชาวบ้านที่ไม่มีความแน่นอนเช่นกันว่า วันนี้หรือพรุ่งนี้จะมีเงินสำหรับใช้จ่ายหรือไม่…

อ้างอิง:

  • กนกพร แสงแก้ว. (2542). การเปลี่ยนแปลงชุมชนหลังการรื้อย้าย : ชุมชนหมู่บ้านพัฒนา 70 ไร่ คลองเตย. กรุงเทพมหานคร. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. สืบค้นจาก https://www.car.chula.ac.th/display7.php?bib=b1564754