“แซน สุวัลญา ศักดิ์สมบัติ” ศิลปินผู้หลงใหลในธรรมชาติ กับการเดินทางตามเสียงหัวใจของตัวเอง

6 Min
1581 Views
22 May 2021

แซน สุวัลญา ศักดิ์สมบัติ  ศิลปินผู้หลงใหลในธรรมชาติ เธออาศัยอยู่บ้านเช่าหลังหนึ่ง ติดริมคลอง มีพื้นดินที่เป็นสวนเล็กๆ ไว้สำหรับปลูกต้นไม้ สร้างสรรค์สีจากธรรมชาติ และเปิดบ้านสอนเวิร์กชอปให้กับผู้คนที่สนใจ ฟังดู เธอเหมือนจะวุ่นวายไปกับชีวิตในโลกศิลปะ แต่ความเป็นจริงแล้ว งานหลักของเธอกลับกลายเป็นการทำงานบ้าน เลี้ยงแมว ดูแลต้นไม้ ซึ่งเธอพึงพอใจในวิถีชีวิตเช่นนี้ และนี่คือวิถีชีวิตที่เธออยากเป็น

ซึ่งกว่าที่แซนจะมีชีวิตอย่างที่อยากเป็น กลับมีเหรียญอีกด้านที่ทำให้เธอต้องเผชิญหน้ากับอุปสรรค และความสับสนในตัวเอง เธอเคยใช้ชีวิตกับงานประจำตั้งแต่การเป็นกราฟิกดีไซเนอร์ไปจนถึงอาจารย์ในมหาวิทยาลัย อีกทั้งการตัดสินใจครั้งใหญ่ในการไปเรียนต่อปริญญาโทที่ประเทศอินเดีย และการผจญภัยหวนคืนสู่ธรรมชาติก็ได้เริ่มขึ้น

“เพราะเราเติบโตมากับศิลปะการวาดรูป เลยอยากใช้เครื่องมือนี้พูดถึงเรื่องธรรมชาติ ไม่ใช่ใช้เครื่องมือนี้เพื่อเป็นอาชีพเพียงอย่างเดียว”

แซน สุวัลญา ศักดิ์สมบัติ  ศิลปินผู้หลงใหลในธรรมชาติ ด้วยความที่แซนเติบโตท่ามกลางธรรมชาติ บ้านอยู่ริมคลอง ในอำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม ใช้ชีวิตประจำวันด้วยการเล่นน้ำ ล้างจาน ซักผ้าในคลอง มองไปทางไหนก็จะเห็นวิวต้นไม้ และสวนมะพร้าว กลายเป็นภาพจำตั้งแต่วัยเด็กของแซน จนเธอมองว่า ธรรมชาติก็คือตัวเธอ  

ปัจจุบันเธออาศัยอยู่บ้านเช่าหลังหนึ่ง ติดริมคลอง มีพื้นดินที่เป็นสวนเล็กๆ ไว้สำหรับปลูกต้นไม้ สร้างสรรค์สีจากธรรมชาติ และเปิดบ้านสอนเวิร์กชอปให้กับผู้คนที่สนใจ ฟังดู เธอเเหมือนจะวุ่นวายไปกับชีวิตในโลกศิลปะ แต่ความเป็นจริงแล้ว งานหลักของเธอกลับกลายเป็นการทำงานบ้าน เลี้ยงแมว ดูแลต้นไม้ ซึ่งเธอพึงพอใจในวิถีชีวิตเช่นนี้ และนี่คือวิถีชีวิตที่เธออยากเป็น

แต่กว่าที่แซนจะมีชีวิตอย่างที่อยากเป็น กลับมีเหรียญอีกด้านที่ทำให้เธอต้องเผชิญหน้ากับอุปสรรค และความสับสนในตัวเอง เธอเคยใช้ชีวิตกับงานประจำตั้งแต่การเป็นกราฟิกดีไซเนอร์ไปจนถึงอาจารย์ในมหาวิทยาลัย อีกทั้งการตัดสินใจครั้งใหญ่ในการไปเรียนต่อปริญญาโทที่ประเทศอินเดีย และการผจญภัยหวนคืนสู่ธรรมชาติของเธอก็ได้เริ่มขึ้น

ก่อนการผจญภัยจะเริ่มขึ้น

“ฉันจะไปเป็นศิลปินที่มีผลงานอยู่ในแกลลอรี่นั้นได้อย่างไร ไม่ใช่ทุกคนที่จะทำได้” แซนจึงผันตัวเป็นกราฟิกดีไซเนอร์ เปลี่ยนงานถึง 6 งานภายในระยะเวลา 3 ปี

จากเด็กบ้านนอกคนหนึ่งที่เห็นต้นไม้และสายน้ำทุกวัน แต่วันหนึ่งต้องมาอยู่ในเมือง เห็นรถ แสงไฟ ตึก และผู้คนมากมาย กลับป่าคอนกรีตไม่ได้สร้างความสัมพันธ์อันลึกซึ้ง จนทำให้เธอรู้สึกเว้าแหว่ง เธอจึงกลับบ้านเกิดไปเป็นครูสอนศิลปะที่โรงเรียนมัธยม ทำงานอยู่ประมาณ 1 ปี ก็จะสอบบรรจุเป็นข้าราชการครู

วันหนึ่งเธอกลับมามองตัวเอง และนั่งคิดว่าจะไหวไหม?

เธอเล่าว่า “เหมือนเห็นตัวเองเป็นมนุษย์ป้าขึ้นเรื่อยๆ เริ่มเสียงดังขึ้นเวลาที่พูดคุยกับผู้คน เลยตั้งคำถามกับตัวเองว่ายังมีอะไรที่อยากทำบ้างในชีวิต? จะเป็นข้าราชการแล้ว ต้องใช้ชีวิตแบบนี้ไปอีก 60 ปี” เธอจึงแอบส่งใบสมัครไปเรียนต่อปริญญาโททางด้านศิลปะที่มหาวิทยาลัยวิศวภารตี เมืองศานตินิเกตัน ประเทศอินเดีย

วันหนึ่งข้อความจากอีเมลก็มาถึงว่าเธอสอบติด ด้วยความคาดหวังของพ่อแม่ได้เห็นลูกเป็นข้าราชการ มีฐานะการงานมั่นคง จึงทำให้พ่อคัดค้านถึงกับโทรเรียกครูและเพื่อนสนิทมาช่วยไกล่เกลี่ย ขณะที่เธอจมดิ่งอยู่กับปัญหาจนเหมือนคนอกหัก กินไม่ได้ นอนไม่หลับ แต่แล้วก็มีเด็กนักเรียนคนหนึ่งมาหาที่บ้าน  และพูดกับเธอว่า

“ตอนนี้อาจารย์เหมือนมีเมฆดำๆ อยู่ที่หัว แต่อาจารย์คนใหม่เหมือนมีรุ้งอยู่บนหัว อาจารย์จะเป็นอย่างนี้ต่อไปเหรอ?” เด็กนักเรียนคนหนึ่งกล่าว

ช่วงเวลาที่หลงทาง สู่อิสรภาพของชีวิต

“คุณกำลังนั่งอยู่ที่มุมมืดๆ ในโบสถ์นั้นอยู่ทำไม ทั้งๆ ที่คุณรู้ว่าพระเจ้าไม่ได้อยู่ที่นี่ มันมีแค่เราเท่านั้นที่จะต้องออกไปหาพระเจ้าด้วยตัวเอง”

ข้อคิดจากหนังสือ ‘คีตาญชลี’ และคำพูดของเด็กนักเรียนคนนั้น ทำให้เธอรู้สึกชัดเจนกับตัวเองมากขึ้น และตระหนักได้ว่า “มันไม่ใช่การไปเปลี่ยนความคิดของพ่อ หรือเปลี่ยนความคิดของคนอื่น แต่มันคือการที่เรามีจิตใจที่เข้มแข็งเท่านั้นถึงจะทำได้”  มีเอกสารใบหนึ่งที่ต้องให้ผู้ปกครองเซ็นยินยอม ซึ่งมีสองทางเลือก คือ ‘ปลอมลายเซ็นพ่อ’ หรือ ‘ให้พ่อเซ็นเอง’ แต่สุดท้ายเธอเลือกเผชิญหน้ากับพ่อ ยื่นเอกสารให้เซ็นแล้วขึ้นรถไปทำวีซ่าทันที

แซนเล่าว่า “เป็นครั้งแรกที่กล้าพูดกับพ่อโดยตรง รู้สึกว่าได้ข้ามกำแพงความสัมพันธ์ระหว่างเรากับพ่อ เป็นครั้งแรกที่เรากับพ่อร้องไห้ระหว่างที่กอดกัน ซึ่งจำไม่ได้แล้วว่าเราเคยกอดพ่อครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ เหมือนความสัมพันธ์ที่มันขาดไปได้ต่อเติมแล้ว”

จึงโพล่งถามเธอไปตรงๆ คิดว่าเลือกถูกทางไหม?

“ถูกอยู่แล้ว ถ้าเราเลือกไปตามเสียงของเรา ไม่ใช่เสียงของคนอื่น มันคือสิ่งที่ต้นไม้ต้นหนึ่งจะต้องเติบโตไปในสิ่งที่เขาได้เป็น ไม่ใช่มีใครมาคอยตัดแต่งอยู่เรื่อยไป คงจะรู้สึกไม่อิสระ เราว่ามันไม่ใช่เพราะฉันได้ไปเรียน ได้ทำสีหรืออะไรหรอก มันเป็นอิสรภาพในการที่เราได้เลือกแล้ว” แซนกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

การผจญภัยที่อินเดีย กับการหวนคืนธรรมชาติอีกครั้ง

จากจุดเริ่มต้นในการประสบปัญหาแพ้สารเคมีในสี ผนวกกับการตั้งคำถามว่า จะสามารถพึ่งพาตัวเองในวิถีชีวิตศิลปินได้อย่างไร จึงทำให้ “แซน สุวัลญา ศักดิ์สมบัติ” ตัดสินใจเริ่มทดลอง ‘สีจากธรรมชาติ’ ขณะที่เรียนปริญญาโท เธอเริ่มทดลองกับดอกไม้ ใบไม้ และดิน เหมือนกับการเล่นขายของ แต่แล้วก็ไม่ได้ผล สีจากดอกไม้ซีดจางเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล สีจากดินกลายเป็นฝุ่นผงไม่ติดกระดาษ

จนกระทั่งมีคนแนะนำให้เธอไปหาคุณลุงคนหนึ่ง ‘โมฮาน จิตรการ’ เป็นศิลปินพื้นบ้าน บ้านของเขามีผนังเป็นใบจาก เป็นพื้นดินที่อัดกัน ในบ้านมีเตาทำกับข้าวอยู่มุมหนึ่ง มีผนังดินกั้นเป็นห้องนอน คุณลุงจะปูเสื่อวาดรูปอยู่ที่ลานกว้างๆ หน้าบ้าน มีสีอยู่ 4 สี สีดำมาจากเขม่าก้นหม้อที่ใช้ทำกับข้าว สีเขียวเป็นใบพืชตระกูลถั่วที่เลื้อยอยู่ข้างบ้าน สีแดงกับสีเหลืองเป็นหิน

เธอพูดคุยกับคุณลุงจนกระทั่งได้เรียนรู้เทคนิคการทำสีธรรมชาติ แต่นอกเหนือจากนั้นแล้ว ยังได้เห็นความเรียบง่าย ความสมถะ ที่ดื่มด่ำไปกับธรรมชาติ และผลงานอย่างแท้จริง ซึ่งจะเป็นฉนวนที่ทำให้เธอเปลี่ยนความคิด วิถีชีวิต มุ่งสู่การเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติไปตลอดกาล

“ตอนก่อนจะไปเรารู้สึกว่าศิลปะเป็นเรื่องของชนชั้นสูง ของคนมีสตางค์เท่านั้น ถึงจะซื้องานศิลปะได้ คนจนเข้าถึงไม่ได้หรอก ที่นั่นทำให้เราเห็นว่า ศิลปะมันอยู่ในวิถีชีวิตเขา เขาซาบซึ้งกับมัน เพราะมันคือชีวิตของเขาที่เพลิดเพลินไปกับการสร้างผลงาน อันนี้รู้สึกประทับใจ แล้วรู้สึกว่าอยากจะยึดสิ่งนี้เอาไว้ในการทำงานของเราเหมือนกัน” แซนกล่าว

ชีวิตธรรมดา ธรรมชาติ

“มหาวิทยาลัยสร้างใกล้กับหมู่บ้านคน เราเลยได้เห็นวิถีชีวิตของคนที่นั่น เห็นคุณลุงนั่งปูเสื่อวาดรูป เห็นการทำน้ำตาลจากต้นอินทผาลัม ข้างๆบ้านที่เราเช่าอยู่เป็นลานนากว้างๆ ทุกๆ เย็นจะเห็นคุณลุงกจูงวัว ควายมากินหญ้า แล้วแกก็จะนอนดูพระอาทิตย์ตกดิน ท่ามกลางเสียงดนตรีไกลๆ ข้างหน้าบ้านมีคนขายมะพร้าว ส่วนมหาวิทยาลัยจะมีต้นไม้ต้นใหญ่ไว้สำหรับนั่งเล่น พูดคุย หรือทุกๆ วันพุธจะมีหนังสือศิลปะมาเปิด ชีวิตส่วนใหญ่ในมหาวิทยาเราจะอยู่ตรงนี้”

เธอเล่าถึงบรรยากาศในเมืองศานติเนกันให้ฟังด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

เธอเล่าต่อว่า “ถ้าถามว่าเรารักตอนไหนของชีวิตมากที่สุด เรารักตอนที่ไปอยู่ที่เมืองศานตินิเกตันมากที่สุด สำหรับเรามันสวยงามมาก อินเดียไม่ใช่อินเดียอย่างที่คิด พอสืบค้นลึกๆ แล้วที่เราชอบที่นั่น ชอบชีวิตช่วงนั้น เพราะเราได้สัมพันธ์กับผู้คน ผู้คนสัมพันธ์กับเรา โดยที่ไม่รู้ว่าเราเป็นใครมาก่อน เราต่างมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้ง มีต้นไม้ใหญ่เป็นบรรยากาศ เราได้เห็นชีวิตธรรมดา ธรรมชาติที่ไม่ได้ปรุงแต่งของหมู่บ้านนั้น ก่อนหน้านั้นเราไม่เคยเข้าใจเลยว่าชีวิตที่ไม่มีเงินจะอยู่อย่างไร แต่มันมีสังคมแบบนี้อยู่จริงๆ สังคมที่หาเงินเท่าที่พอใช้ จริงๆ แล้วชีวิตมันง่ายกว่านั้น เรามองว่าเมืองนี้เป็นตัวเรา”

ยอมรับที่จะตามเสียงหัวใจ และเคารพตัวเองอีกครั้ง

หลังกลับมาจากอินเดีย ด้วยความเคว้งคว้างไม่รู้ว่าจะทำอะไรต่อ เธอจึงไปเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย “สอนเสร็จกลับมาอยู่ที่ห้องสี่เหลี่ยมในอพาร์ตเมนต์ ร้องไห้ตลอดทุกวัน ชีวิตก่อนหน้านี้มันอิสระมาก แต่ตอนนี้ถูกครอบเอาไว้หมดเลย” จนในที่สุดเธอก็ยื่นใบลาออกอีกครั้ง และหาบ้านเช่าอยู่ด้วยโจทย์ “บ้านเล็กใหญ่ไม่สำคัญ ขอแค่มีดินปลูกอะไรได้นิดหน่อยก็พอ” จึงกลายเป็นทั้งบ้าน และสตูดิโอของเธอจนถึงทุกวันนี้

แซนเล่าปนขำว่า “ตอนนั้นกลัวมากเลยนะ พอตัดสินใจออกมาแล้วตอนนี้ก็ยังกลัวอยู่ ไม่รู้ว่าอนาคตเป็นอย่างไร แต่เราอยากจะเป็นคนที่เผชิญหน้ามากกว่าหนี เป็นช่วงเวลาที่เราครุ่นคิดถามตัวเองว่า จริงๆ แล้วเราต้องการอะไร? และเป้าหมายสูงสุดในชีวิตเราคืออะไร? สุดท้ายก็นึกถึงเมืองศานตินิเกตันทุกครั้ง แล้วก็นึกถึงคุณลุงที่เป็นคนวาดรูปด้วยความเพลิดเพลิน นั่นแหละเป็นสิ่งสูงสุดในชีวิตเรา”

หนึ่งเดียวกับธรรมชาติ

เมื่อเธอเริ่มเป็นที่รู้จักในฐานะ ‘คนทำสีธรรมชาติ’ มากขึ้น จึงเริ่มมีคนสนอยากให้ทำเป็นผลิตภัณฑ์ แต่สำหรับเธอแล้ว ‘สีธรรมชาติ’ เป็นเพียงเครื่องมือสื่อสารที่เธอใช้แบ่งปันเรื่องราวผ่านการสอนเวิร์กชอป สร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน และเรียนรู้กลมกลืนเป็นส่วนหนึ่งกับธรรมชาติอย่างแท้จริง มากกว่าการมองเห็นผลลัพธ์ของ ‘สี’ ที่อยู่บน ‘กระดาษ’

“เราอยากเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ มากกว่าที่จะมาเอาผลประโยชน์จากต้นไม้ต้นนี้ แล้วใครก็มารีบเอาไปปลูกๆ ให้มันเยอะ สุดท้ายแล้วมันก็กลายเป็นระบบอุตสาหกรรม ระบบทุนนิยมอยู่ดี”

เธอกล่าวเสริมว่า “พอได้ดื่มด่ำไปกับธรรมชาติอย่างลึกซึ้งขึ้น มันกลับเห็นการเติบโต มันกลับเห็นฤดูกาลของสิ่งนั้นๆ เห็นความเป็นไปของต้นไม้ต้นหนึ่งที่มันมีแค่ฤดูนี้ หรือเห็นต้นไม้เล็กๆ ที่ปีนี้มันต้นเล็กเท่านี้ อีกปีหนึ่งมันต้นเท่านี้ เมล็ดที่ร่วงหล่นเติบโตเป็นต้นใหม่ขึ้นมา เรารู้สึกว่าน่าจะชื่นชมกับสิ่งนั้นมากกว่าผลผลิตที่อยู่ในกระดาษของเรา”

“มีเพื่อนคนหนึ่งถามเราว่า ตอนนี้ฝันอะไรอยู่? อยากมีที่เป็นของตัวเอง มีที่ไว้ทำอะไร? สร้างบ้านไง มีบ้านไว้ทำอะไร? ก็ทำสีนี่แหละ ปลูกต้นไม้ ทำเตาเล็กๆ ไว้ทำกับข้าวข้างนอก เล่นกับแมว แล้วตอนนี้ไม่ได้ทำอยู่หรอ? เราก็อ้าว ตอนนี้เราก็ทำอยู่ เราก็ทำต่อไปสิ จริงๆ สุดท้ายแล้วมันไม่ใช่การมีที่ แต่มันต้องการมีวิถีชีวิตที่อยากจะเป็น” แซนกล่าวปิดท้าย