“ยิ่งเวลาผ่านไป เวลาที่เหลืออยู่ยิ่งมีค่ามากขึ้นเรื่อยๆ” คุยกับ SUNTUR ว่าด้วยเรื่องนิทรรศการใหม่ วัย และ เวลา
‘Take Yor Time’ คือนิทรรศการล่าสุดของ ‘SUNTUR’
(ยศนันท์ วุฒิกรสมบัติกุล) ศิลปินผู้มีผลงานสุดแสนจะเป็นเอกลักษณ์
โดยถ้านับกันที่จำนวน ครั้งนี้ถือเป็นนิทรรศการเดี่ยวครั้งที่ 3 ของเขาแล้ว และมันเกิดขึ้นในวัย 33 ปี พร้อมกับงานศิลปะทั้ง 33 ชิ้นของเจ้าตัว
ในแง่หนึ่ง นี่อาจเป็นคอนเซ็ปต์ที่ถูกวางมาเพื่อความสอดคล้อง แต่ถ้าดูจากชื่อนิทรรศการที่ว่า ‘Take Your Time’ ดูเหมือนภายใต้รายละเอียดทั้งหมด SUNTUR มีเรื่องราวและความตั้งใจที่ซ่อนอยู่มากกว่านั้น นั่นเองจึงเป็นเหตุผลที่พาเรามาสนทนากับเขาในบ่ายวันหนึ่ง
นิทรรศการเดี่ยวครั้งที่ 3 นี้เกิดขึ้นได้อย่างไร อะไรคือความคิดที่อยู่เบื้องหลัง และในวัย 33 ปี เขามองตัวเองอย่างไรบ้าง – นี่คือประเด็นคำถามที่เราหยิบยื่นให้ SUNTUR ตอบ ก่อนกลายมาเป็นบทสัมภาษณ์ที่เราอยากให้คุณไม่ต้องรีบร้อน
Take Your Time และสัมผัสไปพร้อมกัน

ความเป็นมาของนิทรรศการครั้งนี้เริ่มต้นตั้งแต่ตอนไหน
จริงๆ เรากับทาง Trendy Gallery คุยกันเรื่องการจัดนิทรรศการเดี่ยวมานานแล้วครับ น่าจะตั้งแต่ช่วงจบนิทรรศการเดี่ยวครั้งที่ 2 เมื่อปี 2563 แล้ว แต่ด้วยช่วงโควิดบวกกับการพักเบรก ทำให้กว่าจะได้เริ่มทำงานในนิทรรศการนี้ก็คือเมื่อปีที่แล้ว ใช้เวลาประมาณหนึ่งปีก็แล้วเสร็จ
ทำไมต้องเป็น Take Your Time
เพราะด้วยความที่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เป็นช่วงที่ผมรู้สึกโตขึ้น ไม่ว่าจะทั้งความคิดที่รู้สึกว่าตัวเองเปลี่ยนไปเยอะ ไปจนถึงสิ่งรอบตัวที่ช่วงโควิดก็หยิบยื่นหลายประสบการณ์ที่ผมไม่เคยเจอมาก่อน โดยเฉพาะความตายที่ผมเห็นใกล้ตัวมากจนรู้สึกว่านี่ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกแล้ว เราไม่มีทางรู้เลยว่าเราหรือคนที่เรารักจะจากไปเมื่อไหร่ จากทั้งหมดนี้ผมจึงสนใจในประเด็นของ ‘เวลา’ จนกลายเป็นความอยากสื่อสารผ่านผลงานทั้ง 33 ภาพ ที่สอดคล้องกับอายุของผมตอนนี้พอดี
แล้วจาก เวลา หรือ Time สู่ ‘Take Your Time’ ได้อย่างไร
เพราะด้วยความตั้งใจ ผมอยากให้ทุกคนได้มาลองใช้เวลาของตัวเองในนิทรรศการครั้งนี้ครับ โดยไม่ว่าคุณจะรู้สึกอย่างไรมา ผมก็อยากชวนให้มาลองดูภาพที่ผมตั้งใจอยากสื่อสาร โดยหลังจากนั้นทุกคนจะรู้สึกอย่างไร นั่นเป็นพื้นที่ของคุณเลย แต่อย่างน้อยก็อยากให้ทุกคนได้มาลอง Take Your Time ที่นี่กัน
และในอีกแง่ Take Your Time ในมุมผมก็มีอีกหนึ่งความหมาย คือ นอกจากจะหมายถึงการใช้เวลากับนิทรรศการนี้แล้ว ผมก็อยากบอกผู้ชมว่า ‘อย่าลืมใช้เวลาของตัวเอง’ ให้มีความสุขและคุ้มค่าด้วย



เท่าที่ฟังเหมือนคุณเริ่มรู้สึกว่าเวลาเป็นสิ่งสำคัญและมีจำกัด
ใช่ครับ ผมเริ่มรู้สึกว่าเวลามีค่ามากขึ้นเรื่อยๆ (นิ่งคิด) อย่างเวลาผมมองหน้าแม่ ด้วยความคุ้นชินทำให้ก่อนหน้านี้ผมไม่เคยตั้งใจมองเขามาก่อน แต่ปัจจุบันพอมองแม่ชัดๆ ผมเริ่มเห็นว่าเขาเปลี่ยนแปลงไปจากที่เคยจำได้มากขนาดไหน แม่แก่ไปเยอะมาก สำหรับผมนี่เป็นเหมือนหลักฐานว่า ‘เวลา’ สามารถเปลี่ยนสิ่งต่างๆ ได้จริงๆ และที่สำคัญคือสิ่งต่างๆ เหล่านั้นมีเวลาของตัวเองที่จำกัดด้วย
ในคำโปรยของนิทรรศการ คุณเล่าไว้ว่างานครั้งนี้ ‘หยิบออกจนเหลือแต่สิ่งสำคัญ’ อยากให้ช่วยขยายความตรงนี้หน่อย มันเกี่ยวกับเวลาไหม
ผมคิดว่ามันมาจากปัจจุบัน ที่พอผมทำงานไปเรื่อยๆ ผมเริ่มหยิบองค์ประกอบในผลงานตัวเองออกไปจนเหลือเพียงน้อยสิ่ง แต่น้อยสิ่งที่ว่าล้วนเป็นสิ่งจำเป็นในการเล่าเรื่องทั้งนั้น
จริงอยู่ที่ตั้งแต่แรก คนมักมองงานผมว่าเป็นแบบมินิมอล (minimal) แต่สำหรับผมเอง ผมไม่เคยมองว่างานตัวเองคือความมินิมอลเลย ทั้งหมดเกิดขึ้นเพราะผมอยากเล่าเรื่องมากกว่า ดังนั้นการหยิบออกที่ค่อยๆ เกิดขึ้นตลอดเวลาที่ผ่านมา ก็เพื่อเป้าหมายเดิมทั้งนั้น กับนิทรรศการครั้งนี้ก็เหมือนกัน ที่ผม ‘หยิบออกจนเหลือแต่สิ่งสำคัญ’ เพื่อเล่าสิ่งที่ตั้งใจให้ตรงที่สุด (นิ่งคิด) นั่นก็อาจตรงกับชีวิตผมด้วย ที่ยิ่งเวลาผ่านไป หลายๆ อย่างก็หายไปตาม เช่น เพื่อนก็อาจจะน้อยลง คนรอบตัวก็อาจจะน้อยลง แต่สุดท้ายพอหันมามองตอนนี้ ผมว่าสิ่งที่ยังเหลือล้วนมีความสำคัญสำหรับเรา สิ่งที่ทำให้ไม่สบายใจต่างหากที่หายไปหมดแล้ว
ไม่หนักเกิน อะไรที่ไม่จำเป็นก็ไม่ต้องแบก ผมคิดว่างั้นนะ

คุณเคยให้สัมภาษณ์ไว้เมื่อครั้งนิทรรศการแรก ว่างานของคุณจะโตตามอายุ ฟังจากสิ่งที่เล่ามานี้ดูเหมือนว่าปัจจุบันก็ยังเป็นแบบนั้นอยู่
(พยักหน้า) โดยมุมมองส่วนตัว ผมว่างานของศิลปินต้องเปลี่ยนตามศิลปินอยู่แล้ว แต่ผมไม่ได้มองแค่เรื่องการเติบโตของช่วงวัย เพราะปัจจัยในแง่ว่าเราอยู่กับงานที่ทำมานาน นั่นก็น่าจะมีผลต่องานเหมือนกัน ลองนึกภาพตามง่ายๆ ดูก็ได้ ว่างานชิ้นที่ 100 มันไม่มีทางเหมือนกับงานชิ้นที่ 1 ได้เลย เพราะระหว่างทางที่ทำงานมา 99 ชิ้นก่อนหน้า งานอาจจะมอบความเก่งหรือความกล้าให้เรา ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงของงานจึงสอดคล้องกับการเติบโตของช่วงวัยอยู่แล้ว เมื่อรวมกับเรื่องที่อยากเล่าซึ่งก็เปลี่ยนไปตามอายุ สำหรับผมงานจึงไม่มีทางเหมือนเดิมได้

แล้ว ‘ที่ว่าง’ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ในงานของคุณ มันยังคงมีความหมายเหมือนเดิมไหม
จำได้ว่าผมเคยให้สัมภาษณ์ไปว่าผมใส่ ‘ที่ว่าง’ ในงานเพื่อเป็นช่องว่างให้ทุกคนได้ใช้เวลาขบคิด บวกกับส่วนตัวผมเองชอบอะไรที่เรียบๆ พื้นที่กว้างๆ ซึ่งถ้าให้กลับมาทบทวนตอนนี้ นี่อาจเป็นหนึ่งอย่างที่ยังคงทำหน้าที่เดิมในงานของผมนะ คือช่วยให้งานสมบูรณ์ เป็นเหมือนแกนในตัวเราที่ไม่ได้เปลี่ยนไปเท่าไหร่นัก
บางอย่างเปลี่ยน บางอย่างยังคงเดิม?
(พยักหน้า) ก็เหมือนกับชีวิตมั้ง ผมว่า
แล้วชีวิตในวัย 33 ปีของ SUNTUR เป็นอย่างไรบ้าง
เอาเข้าจริงผมเองน่ะ ไม่ได้คิดว่าตัวเองแก่ เพราะข้างในเรายังอยากเป็นเด็กอยู่ตลอด แต่ถ้าถามว่าเลข 33 มีผลกับผมไหม ผมคิดว่ามันมีในแง่ของการกดดันตัวเองมากกว่า ‘สามสิบกว่าแล้วนะ ยังไม่สำเร็จในสิ่งที่ตั้งใจอีกเหรอ?’ หรือ ‘ยังทำไม่ได้อีกเหรอ’ อะไรเหล่านี้เป็นคำที่ผมเริ่มพูดกับตัวเองมากขึ้นทุกที ซึ่งมันก็มาจากกรอบที่ผมสร้างขึ้นเองทั้งนั้น ว่าในช่วงอายุ 20-30 ปี ผมควรทำได้เท่านี้ หนึ่งสองสามสี่ แต่พอผ่านพ้นวัยนั้นมาแล้วมีบางอย่างที่ทำไม่ได้ มันเลยกลายเป็นการกดดันตัวเองเรื่อยมาจนถึงตอนนี้
(นิ่งคิดนาน) และผมก็ยังคลายความกดดันที่ว่าไม่ได้ด้วย (หัวเราะ) รู้หมดแหละว่าต้องยอมรับ ต้องใจดีกับตัวเอง ก็มีบ้างที่พยายามอยู่ แต่ด้วยความเป็นตัวเรา ใจความหลักก็ยังคงเป็นความอยากประสบความสำเร็จนั่นแหละ ดังนั้นตอนนี้มันเลยเป็นแบบนี้
ซึ่งไม่ได้บอกว่าถูกหรือผิดนะ ผมคิดว่าเรื่องนี้คือเรื่องเฉพาะบุคคล วัย 33 ปีของบางคนอาจมีความสุขกับหมาหรือแมวก็ได้ แต่พอเป็นเรา ความสำเร็จมันทับซ้อนกับความสุขจนแทบแยกไม่ออกน่ะ ดังนั้นในอีกมุมไอ้ความกดดันที่ว่ามันก็อาจมาจากความอยากมีความสุขของเรานั่นแหละ ก็แค่รู้เท่าทันตัวเองไปแบบนี้มั้ง ยอมรับมัน ว่าวัย 33 ปีของเราเป็นแบบนี้ ยังคงมองหาความสำเร็จ พุ่งไปข้างหน้า โดยอาจแตกต่างกับแต่ก่อนอยู่บ้างที่คงไม่บ้าวิ่งไปด้วยความเร็วเท่าเดิม ประสบการณ์สอนให้เรารู้ทางลัดมากขึ้น แต่ทั้งหมดนั้นก็เพื่อไปสู่เป้าหมายเดิมนั่นเอง
ตอนอายุยี่สิบกว่า คุณมองคนอายุ 33 ปี ว่าต้องเป็นอย่างไร แล้วตอนนี้เป็นแบบที่ตัวเองเคยคิดไหม
สารภาพว่าตอนนั้นผมมองคนอายุ 33 ว่าแก่ (หัวเราะดัง) ก็ถือเป็นบทเรียนนะ ว่าถ้าถามตอนนี้ด้วยคำถาม ‘คุณมองคนอายุ 35 ปีว่าแก่ไหม?’ ผมจะตอบเลยว่าไม่แก่ครับ! แต่ถ้าถามว่าปัจจุบันผมเหมือนกับคนอายุ 33 อย่างที่เคยคิดหรือเปล่า ผมตอบไม่ได้เหมือนกัน เพราะผมไม่เคยจินตนาการเลยว่าตัวเองตอนอายุ 33 ปี ต้องเป็นคนยังไง มันมีแค่เป้าหมายส่วนตัวที่กดดันตัวเองอยู่ก็แค่นั้น แต่ถ้าถามว่าเป็นวัย 33 ปี ที่มีความสุขไหม ก็พอพูดได้ครับว่ามีความสุข พอใจกับสิ่งที่ตัวเองกำลังทำอยู่
ถ้าให้สรุปสุดท้าย หลังจาก Take Your Time มาตลอด 33 ปี หลักการสำคัญในชีวิตที่คุณยึดถือคืออะไร
(นิ่งคิดนาน) ผมว่าผมไม่มีแกนหลักนะ ผมไหลไปเรื่อยๆ เหมือนน้ำ
ถ้าชีวิตช่วงนั้นมีอะไรพัดพาเข้ามาแรงๆ ผมก็ไหลไปแรง ถ้าช้า ผมก็ค่อยๆ ไป มันเลยส่งผลให้ผมไม่ได้เป็นคนวางแผนชีวิตเป๊ะขนาดนั้น ผมแค่ทำในสิ่งที่ไม่ทุกข์ใจ ทำเรื่องที่สบายใจแล้วได้ผลดีผ่านกรอบกว้างๆ ที่ตั้งไว้ให้ตัวเอง ผมคิดแค่นั้นเลย เออ หรืออาจจะเป็นอันนี้ก็ได้นะ แกนหลักที่ว่า เพราะในเมื่อเวลาคือสิ่งไม่แน่นอน ก็ไหลไปแบบนี้แหละ ไม่ต้องคิดไกลมาก

นิทรรศการ ‘Take Your Time’ โดย SUNTUR จัดร่วมกับ Trendy Gallery ตั้งแต่วันที่ 4 กุมภาพันธ์ – 23 เมษายน 2566 ณ RCB Galleria 2 ชั้น 2 ริเวอร์ ซิตี้ แบงค็อก