เรื่องของ ‘เซลล์อมตะ’ และข้อเท็จจริงที่ว่าคุณอาจไม่ใช่เจ้าของเซลล์ของคุณ
ตัวเราเป็นของเราแค่ไหน?
นี่อาจเป็นคำถามทางปรัชญาสารพัดแขนงไปจนถึงในทางกฎหมาย ซึ่งการจะตอบคำถามนี้ อาจต้องลากกลับไปประเด็นว่า อะไรคือ “ตัวเรา” ที่ว่านี้
ถ้าพูดถึงตัวเรา แน่นอนคงไม่ต้องเถียงว่าเราเป็นเจ้าของร่างกายของเราทั้งหมด แต่ถ้าลงไปหน่วยของร่างกายในระดับเล็กที่สุดอย่าง ‘เซลล์’ ล่ะ
หลายๆ คนก็คงจะบอกว่า เราเป็น “เจ้าของเซลล์ของเราสิ ใครจะเป็นเจ้าของ?”
แต่คำถามคือ ถ้าเซลล์ของเราออกไปจากร่างกายของเราล่ะ เรายังจะเป็นเจ้าของมันอีกหรือไม่ เราไม่ได้กำลังพูดถึงสถานการณ์แบบหนังไซไฟที่มีนักวิทยาศาสตร์สติเฟื่องเอาเซลล์เราไปทำโคลนนิ่งแล้วสร้างตัวเราอีกตัวขึ้นมา
และเราก็ไม่ได้พูดถึงสถานการณ์ในอนาคตอันใกล้ที่น่าจะมีการเอาเซลล์มนุษย์ไปทำอวัยวะเทียมโดยอาจไม่ได้รับการอนุญาตเช่นกัน แต่เรากำลังจะพูดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นมาหลายสิบปีแล้ว ตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 20
1.
ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 1951 มีหญิงคนดำยากจนในอเมริกาป่วยเป็นมะเร็งรังไข่ เซลล์เธอถูกนำไปตรวจตามประสาคนเป็นมะเร็ง ซึ่งทางห้องแล็บก็ได้ค้นพบโดยบังเอิญว่าเซลล์มะเร็งของเธอนั้น “ไม่มีวันตาย” ถ้าอยู่ในถาดเพาะเชื้อ กล่าวคือมันเป็นเซลล์กลายพันธุ์ที่แบ่งตัวไปเรื่อยๆ ไม่หยุด
ผู้หญิงคนนั้นมีนามว่า Henrietta Lacks และในวันที่เธอตายด้วยมะเร็งในปีเดียวกันนั้น เธอก็ไม่รู้หรอกว่าเซลล์มะเร็งของเธอเป็น “อมตะ” และเธอก็ไม่รู้เช่นกันว่าพวกนักวิทยาศาสตร์เก็บเซลล์ของเธอเอาไว้ทดลองต่อ ซึ่งเซลล์ที่ว่านี้ก็ถูกเพาะจนขยายตัวมหาศาล และถูกเอาไปทดลองสารพัดอีกหลายสิบปี โดยในทางวิทยาศาสตร์จะเรียกเซลล์สายพันธุ์นี้ว่า HeLa ซึ่งก็ไม่ต้องเดาเลยว่า ตั้งมาจากชื่อย่อของเจ้าของเซลล์

Henrietta Lacks | Wikipedia
2.
ตรงนี้ต้องเข้าใจก่อนว่าปกติเซลล์มนุษย์ออกมานอกตัวมนุษย์ยังไงก็ตาย แต่มันก็มีเซลล์บางเซลล์ที่พิเศษจริงๆ ที่ไม่ตาย ซึ่งการค้นพบว่าการกลายพันธุ์แบบนี้เป็นไปได้ ค้นพบครั้งแรกๆ ในเซลล์ HeLa และหลังจากนั้นก็มีการค้นพบอีกมากมาย เรียกได้ว่ามีเซลล์อมตะอีกหลายสายพันธุ์
แล้วนักวิทยาศาสตร์เอาเซลล์พวกนี้ไปทำอะไร?
คำตอบคือเอาไปสร้างความก้าวหน้าทางการแพทย์มหาศาล เอาแค่เซลล์ HeLa อย่างเดียวก็ถูกเอาไปใช้ตั้งแต่สร้างวัคซีนโปลิโอ ศึกษาไวรัส หรือแม้กระทั่งลองส่งออกไปนอกอวกาศเพื่อดูการแบ่งเซลล์ในภาวะไร้น้ำหนัก และเท่าที่บันทึกกันมา เซลล์ HeLa ถูกเพาะมาแล้วรวมๆ กว่า 50 ล้านตัน และถูกใช้ในงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์กว่า 60,000 ชิ้น

เซลล์ HeLa | Wikipedia
3.
แต่แล้วก็เกิดปัญหา ในห้องแล็บ เซลล์ HeLa แข็งแกร่งมาก แข็งแกร่งจนมันไปแพร่กระจายและปนเปื้อนเซลล์อื่นๆ ไปทั่ว เรียกได้ว่าเป็นปัญหาของแวดวงวิทยาศาสตร์ทั้งฝั่งอเมริกาและรัสเซียเลย เพราะไม่ว่าจะที่ไหนก็ใช้เซลล์นี้ทดลองทั้งนั้น
เพื่อจะแก้ปัญหาการปนเปื้อนนี้ ถ้าจะอธิบายง่ายๆ ก็คือ เราต้องหา “พิมพ์เขียว” ของรหัสพันธุกรรมของเซลล์ HeLa เพื่อจะเอามาเทียบดู จะได้รู้ว่าเซลล์ไหนคือเซลล์ HeLa เซลล์ไหนคือเซลล์ที่ถูกปนเปื้อน
และการจะพบ “พิมพ์เขียว” ทางพันธุกรรมดังกล่าวก็คือ ก็ต้องไปหาเจ้าของเซลล์ ซึ่งในกรณีนี้ เจ้าของเซลล์อย่าง Henrietta Lacks ตายไปแล้ว ก็ต้องไปหาที่ทายาทแทน ซึ่งจริงๆ ตอนเธอตาย เธอก็มีลูกถึง 5 คน
ที่สนุกคือ ตอนที่เรื่องนี้เป็นเรื่องเป็นราวตอน 1970’s พวกนักวิจัยไม่รู้ชื่อจริงของเจ้าของเซลล์ HeLa คือทดลองกันมา โดยไม่รู้หรอกว่าเซลล์นี้จริงๆ เป็นของใคร และกว่าจะพบครอบครัวของเธอก็เล่นเอาเหนื่อย เพราะคือการตามหาเจ้าของเซลล์จากเมื่อกว่า 20 ปีก่อน
และพอไปเจอครอบครัว Lacks ครอบครัวก็ช็อก ไม่ว่าจะเป็นสามีของ Lacks หรือลูกๆ ที่พบว่าเซลล์ของแม่ถูกเก็บเอาไว้ในห้องแล็บและทดลองสารพัด โดยทั้งหมดไม่ได้ผ่านการยินยอมโดยตัว Henrietta หรือทางครอบครัวอะไรทั้งนั้น
พอเคสนี้เรื่องแดงสู่สาธารณะ คงไม่น่าแปลกใจนักว่าคนก็ไม่พอใจ เพราะมันคือเรื่องของนักวิทยาศาสตร์คนขาวแอบเอาเซลล์คนดำจนๆ ไปทดลองเป็นสิบๆ ปีจนเจ้าตัวตายไปแล้ว ครอบครัวก็ไม่รู้ ก็ต้องอยู่จนๆ ต่อไป ทั้งๆ ที่เซลล์ถูกนำไปสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล
ซึ่งเคสนี้ สุดท้ายเคลียร์กันได้ แฮปปี้กันไป ครอบครัวได้รับการตอบแทนและเชิดชูอย่างสมศักดิ์ศรี และเคสนี้เลยทำให้ต่อมาเกิดการเปลี่ยนจริยธรรมวิชาชีพทางการแพทย์ใหม่ว่า การจะเอาตัวอย่างของคนไข้ไปทำอะไร ต้องให้คนไข้เซ็นยินยอมก่อน เป็นมารยาท
4.
แต่คำถามที่ยังไม่เคลียร์ก็คือ แล้วถ้าเซลล์ของคุณพิเศษจริงๆ แต่คุณไม่อยากให้มันถูกเอาไปทดลองล่ะ คุณมีสิทธิ์ไม่ยินยอมไหม? ถ้าคุณไม่ยินยอมแล้วเขาเอาไปทดลองล่ะ จะเกิดอะไรขึ้น?
เคสของ Henrietta Lacks เอาจริงๆ คำตอบแม้จะยังไม่ชัด แต่ในอเมริกาเคยมีคดีขึ้นไปให้ศาลสูงตัดสินในปี 1990 ซึ่งเคสก็คล้ายๆ ของ Lack คือนักวิทยาศาสตร์พบว่าคนไข้มีเซลล์พิเศษตอนคนไข้ไปตรวจมะเร็ง แต่คราวนี้คนไข้รู้ตัวและไม่ยินยอม แต่ทางหมอก็ยังดึงดันจะเอาเซลล์ไปทดลองอยู่ดี และก็เอาไปทดลองได้สารพัด ซึ่งพอคนไข้รู้ภายหลังก็ฟ้องเพื่อเคลมผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจต่างๆ ที่เซลล์ถูกนำไปสร้างมากมาย
แต่สุดท้ายศาลสูงตัดสินว่า เซลล์ที่คนเรา “ทิ้งไปแล้ว” เราไม่ถือว่าเป็นเจ้าของอีก ดังนั้นคนอื่นจะเอาไปทำอะไรก็ได้ เราไม่มีสิทธิ์อ้างกรรมสิทธิ์เหนือมันอีก พูดง่ายๆ คือคนไข้แพ้คดี
ดังนั้นในแง่นี้ นี่ก็หมายความว่าถ้าเซลล์ของคุณมีความพิเศษจริงๆ คนอื่นก็อาจจะหาวิธี “ขโมย” เซลล์ของคุณไปในทางใดทางหนึ่งก็ได้ และกฎหมายก็ไม่มีมาตรการการปกป้องอะไรทั้งนั้น
และนี่แหละคือคำตอบว่าเราเป็นเจ้าของ “เซลล์” เราหรือไม่?
คำตอบง่ายๆ คือ ถ้าเซลล์ออกนอกตัวเราไปแล้ว เราก็ไม่ใช่เจ้าของมันอีก และคนอื่นก็อาจเอาไปทำอะไรก็ได้
อ้างอิง
- Wikipedia. Immortalised cell line. http://bit.ly/2LjHdla
- IFLScience. The Strange Story Of Henrietta Lacks And Her “Immortal” Cells. http://bit.ly/3byLZ8V
- Smithsonianmag. Henrietta Lacks’ ‘Immortal’ Cells. http://bit.ly/3sj040f