จากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ภาคใต้ จากฝนตกหนักในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ที่วัดปริมาณน้ำฝนเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 ได้ 335 มม. ซึ่งถูกระบุว่าเป็นปริมาณฝนตกหนักในรอบ 300 ปี และในขณะนี้ปริมาณฝนสะสม 5 วัน (21-25 พ.ย.) พุ่งสูงแตะระดับ 881 มม. และในบางจุดของ จังหวัดสงขลา วัดปริมาณฝน 24 ชั่วโมง ล่าสุดได้ถึง 538 มม. ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงเป็นประวัติการณ์
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้ชวนให้ตั้งคำถามว่า ‘ฝน 300 ปี’ แท้จริงแล้วคืออะไร? เรามีข้อมูลย้อนหลังไปไกลขนาดนั้นเชียวหรือ? BrandThink ขอพาทุกคนไปทำความเข้าใจปรากฏการณ์นี้พร้อมกัน
‘ฝน 300 ปี’ เป็นคำเรียกตามหลักสถิติอุทกวิทยา หมายถึงปริมาณฝนที่มีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก (ประมาณ 1 ครั้งในรอบ 300 ปี) ไม่ได้หมายถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อ 300 ปีก่อน แต่สะท้อนว่าปริมาณฝนที่ตกในพื้นที่ครั้งนี้อยู่ในระดับรุนแรงและผิดปกติมากกว่าค่าเฉลี่ยหลายเท่าตัว
ฝน 300 ปี จึงไม่ได้หมายความตายตัวว่า ทุก 300 ปี จะต้องเกิดฝนตกหนักเช่นนี้แน่นอน ถ้าเปรียบเทียบให้เห็นภาพ ก็เหมือนกับเกมจับลูกเต๋า 1 ใน 300 ลูก เราจะมีโอกาสจับโดนลูกเต๋าสีแดงที่มีอยู่แค่ลูกเดียว คิดเป็น 1/300 หรือร้อยละ 0.33 นั่นเอง
อย่างไรก็ตาม ในทางทฤษฎี แม้จะเจอเหตุการณ์ฝนตกหนักสุดในรอบ 300 ปีไปแล้ว ก็อาจพบซ้ำได้อีกในปีถัดไป แม้โอกาสจะน้อยมากก็ตาม
ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate change) ก็เป็นปัจจัยทำให้ปรากฏการณ์ธรรมชาติผันผวนมากขึ้น วัฏจักรน้ำก็รุนแรงขึ้นด้วยเช่นกัน จนความน่าจะเป็นที่จะเกิดฝนตกหนักเป็นประวัติการณ์เช่นที่หาดใหญ่ อาจไม่ใช่ 1/300 อีกต่อไป
สำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา กรมชลประทาน อธิบายว่า ระบบระบายน้ำในเขตเมืองส่วนใหญ่ถูกออกแบบมาเพื่อรับมือกับฝนในรอบ 2-5 ปี หรือคลองระบายน้ำหลักอาจรับได้ที่รอบ 20-50 ปี แต่เมื่อต้องเผชิญกับฝน 300 ปี ที่มีความรุนแรงเกินขีดความสามารถในการระบาย มวลน้ำจึงเอ่อล้นเข้าท่วมพื้นที่เมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
บวกกับปัจจัยทางภูมิศาสตร์ของหาดใหญ่ยังเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำลาดลงสู่ทะเลสาบสงขลา ทำให้น้ำไหลลงมารวมกันได้ง่าย หากเป็นช่วงน้ำทะเลหนุนน้ำจะระบายลงได้ยาก
ไม่ว่าจะเป็นมวลน้ำจากอู่ตะเภาซึ่งเป็นคลองสายหลักยาว 116 กม. ไหลมาจาก อ.สะเดา ผ่าน อ.หาดใหญ่ และยังมีคลอง ร.1 หรือคลองภูมินาถดำริ ซึ่งเป็นคลองโครงการบรรเทาอุทกภัย สร้างขึ้นจากพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นโครงการผันน้ำจากคลองอู่ตะเภาและน้ำที่ไหลมาท่วมตัวอำเภอหาดใหญ่ เพื่อให้ระบายลงสู่ทะเลสาบสงขลาโดยเร็ว
ขณะที่น้ำที่ไหลลงมาจากเขาคอหงส์ อ.นาหม่อม และ อ.จะนะ จะไหลลงสู่คลองหวะ ด้านทิศตะวันออก ซึ่งไหลต่อลงสู่คลองอู่ตะเภา นอกจากนี้ยังมีน้ำที่ไหลมาจากเทือกเขานครศรีธรรมราชไหลลงสู่คลองต่ำและไหลไปลงคลองอู่ตะเภาเช่นกัน
มวลน้ำมหาศาลทั้งหมดนี้ ล้วนไหลมารวมกันที่ ‘คลองอู่ตะเภา’ เส้นเลือดใหญ่ที่ผ่ากลางเมืองหาดใหญ่ การระบายน้ำออกจึงทำได้ยากลำบาก โดยเฉพาะในช่วงที่น้ำทะเลในทะเลสาบสงขลาหนุนสูง ทำให้อำเภอหาดใหญ่ต้องรับศึกหนักจากทุกด้านดังที่เห็น
ประกอบกับเป็นช่วงสภาวะลานีญา ที่เพิ่มความชื้นในอากาศมากกว่าปกติ จึงทำให้เกิดฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง และทำให้ปริมาณน้ำยังคงเพิ่มสูงขึ้นในหลายพื้นที่ของภาคใต้
กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า วันนี้และพรุ่งนี้ (25 และ 26 พ.ย.) จะยังคงมีฝนต่อเนื่อง แต่ปริมาณฝนไม่มากเท่าสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังวันที่ 26 พฤศจิกายน ฝนจะลดลง หากไม่มีฝนตกหนักในลุ่มน้ำอู่ตะเภา ระดับน้ำในเทศบาลนครหาดใหญ่จะเข้าสู่ระดับตลิ่งในวันที่ 27 พ.ย. นี้ เมื่อระดับน้ำเข้าสู่ลำน้ำ จะสามารถนำเครื่องสูบน้ำติดตั้งริมลำน้ำและคลองระบายน้ำต่างๆ ได้ ซึ่งเตรียมไว้แล้ว พร้อมติดตั้งทันทีที่น้ำลดลงเท่าระดับตลิ่ง เพื่อใช้สูบน้ำที่ท่วมขังออก โดยคาดว่าสถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติภายใน 1 สัปดาห์
อย่างไรก็ตาม BrandThink ขอเป็นกำลังใจให้ผู้ประสบภัยทุกคน และหวังว่าสถานการณ์จะคลี่คลายโดยเร็ว
อ้างอิง:
- กรมชลประทาน https://web.facebook.com/share/p/1A4owhDJXy/
- SWOC RID https://web.facebook.com/SWOCRID?_rdc=1&_rdr#
- ฝนตกหาดใหญ่ “หนักสุดในรอบ 300 ปี” https://www.thaipbs.or.th/now/content/3403