2 Min

‘ลูกงอแง’ ไม่ใช่เพราะ ‘ดื้อ’ เสมอไป ผู้เชี่ยวชาญแนะวิธีรับมืออารมณ์เด็กให้ได้ผล ที่เหมาะกับแต่ละช่วงวัย

2 Min
17 Views
23 Sep 2025

สำหรับพ่อแม่มือใหม่ทั้งหลาย การเลี้ยงลูกคือความท้าทายในหลายระดับ เพราะแน่นอนว่าหลายคนมีแผนการบางอย่างให้ลูก แต่อุปสรรคคลาสสิกก็คือลูกไม่ยอมทำตาม และงอแง โดยพ่อแม่มือใหม่ที่เป็นผู้ใหญ่มานานจนลืมวัยเด็ก ก็มักจะไปไม่ถูกเวลาเด็กๆ งอแง หรือบางทีก็จะพยายาม ‘ปลอบ’ แบบผู้ใหญ่ ซึ่งมักจะไม่เวิร์กแน่ๆ

จากประเด็นนี้ ทาง CNBC ได้ไปสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญที่เคยศึกษาพฤติกรรมเด็กมานับ พันคน และเขาก็มีคำแนะนำที่น่าสนใจว่าจริงๆ แล้วการปลอบใจเด็กควรจะทำบนฐานความเข้าใจพัฒนาการของเด็กในแต่ละวัย และทุก 2-3 ปีก็ควรจะเปลี่ยนท่าที โดยสุดท้ายมันจะไปจบที่คุยกันเหมือนผู้ใหญ่ได้ เมื่อเด็กเข้าสู่วัยรุ่น

ตอนเด็กแรกเกิดถึง 3 ขวบ และยังไม่รู้ภาษา สิ่งเดียวที่พ่อแม่ทำให้เด็กได้เวลาพวกเขางอแง คือการทำให้เด็กรู้ว่า ‘ฉันอยู่ตรงนี้’ แม้สื่อสารด้วยภาษาไม่ได้ แต่ต้องสื่อสารด้วยการเคียงข้างอย่างสงบ ให้เขาอุ่นใจ

ช่วง 3-6 ขวบ เป็นช่วงที่เขาเรียนรู้ภาษา สิ่งที่ควรจะทำให้เด็กคือทำให้เด็กรู้จักชื่อของอารมณ์และความรู้สึก ผ่านการบอกว่า “ความรู้สึกนี้เรียกว่า…” ในแบบต่างๆ และนี่คือสิ่งที่ผู้ใหญ่ไม่รู้สึกว่าสำคัญ แต่สำหรับเด็กที่เพิ่งใช้ภาษาเป็น การบรรยายความรู้สึกเป็นภาษาคือสิ่งที่จะช่วยเขาไปตลอดชีวิต เช่น เวลาลูกงอแงไม่อยากออกจากสนามเด็กเล่น เราก็จะต้องสอนว่า “ความรู้สึกนี้เรียกว่าความไม่พอใจ” หรือเวลาของเล่นชิ้นโปรดพังก็ต้องสอนว่า “ความรู้สึกนี้เรียกว่าความเศร้า” เป็นต้น

ช่วง 6-10 ปี คือช่วงที่เด็กเริ่มเข้าใจการใช้เหตุผล หลักๆ คือเวลาลูกไม่พอใจอะไรก็ตาม ให้เราอธิบายให้เขาเข้าใจว่า “มันไม่แปลกเลยที่ลูกเจอสิ่งเหล่านี้แล้วลูกจะรู้สึกแบบนี้” ใครก็เป็นแบบนี้กันทั้งนั้น คำพูดเหล่านี้จะทำให้เขาเข้าใจและยอมรับความรู้สึกของตัวเอง และส่งผลบวกต่อสุขภาพจิตในระยะยาวแน่นอน

ช่วง 10-13 ปี นี่คือช่วงก่อนวัยรุ่น ถ้าลูกสามารถเข้าใจและยอมรับอารมณ์ของตัวเองได้แล้ว เราก็จะเริ่มให้โจทย์ว่า “แล้วเราจะทำยังไงต่อดี?” คือฝึกให้เขา ‘จัดการ’ เมื่อเกิดความไม่พอใจต่างๆ ซึ่งการ ‘จัดการ’ ที่ว่านี้ไม่จำเป็นต้องจัดการความรู้สึกตัวเองเสมอไป หลายๆ อย่างถ้ามันแก้ไขได้ ก็ต้องสอนให้เขาแก้ เช่น ถ้าของเล่นโปรดพัง เราก็อาจสอนให้เขาลองซ่อมแซมเอง และนี่รวมถึงประเด็นว่า ถ้าลูกโดนใครก็ไม่รู้ในอินเทอร์เน็ตต่อว่ามา เราก็ต้องสอนให้เขา ‘รับมือ’ กับภาวะนี้ในทุกมิติด้วย

ช่วง 13 ปีขึ้นไป ลูกเข้าสู่วัยรุ่นเต็มที่ ตรงนี้อยากให้เราคิดว่าเขายังคุยกับเราก็ดีแล้ว ดังนั้นเวลาเขามาเล่าความอึดอัดไม่พอใจให้ฟัง หากไม่จำเป็น ‘อย่าสอน’ พวกเขา เพราะวัยนี้จะไม่ชอบให้สั่งสอน แต่ต้องการความเข้าใจ ในวัยนี้ให้พ่อแม่แสดงออกประมาณว่า “มันแย่จัง ขอบใจนะที่เล่าให้ฟัง” ซึ่งท่าทีนี้สำคัญมาก เพราะถ้าเขารู้สึกสบายใจเขาจะมาถามและปรึกษาเราเอง แต่ถ้าเขาเล่าแล้วเราพยายามสอนให้เขาทำโน่นนี่ สุดท้ายมันอาจไปจบที่เขาจะไม่เล่าอะไรให้เราฟังอีกเลย เพราะรู้ว่าเล่าอะไรไปก็จะได้แต่คำสั่งสอนที่ไร้ ‘ความเข้าใจ’

จะเห็นว่าทั้งหมดไม่ใช่เรื่องซับซ้อนเลย มันเป็นหลักพัฒนาการเป็นขั้นตอน ตอนที่ลูกยังใช้ภาษาไม่ได้ ก็สื่อสารด้วยการสัมผัสและอยู่เคียงข้าง พอเริ่มรู้ภาษาก็สอนว่าอารมณ์ต่างๆ เรียกว่าอะไร พอเริ่มใช้เหตุผลเป็น ก็เริ่มสอนถึงความสมเหตุสมผลของอารมณ์ พอเริ่มคิดซับซ้อนได้ ก็เริ่มสอนวิธีการจัดการกับอารมณ์ และเมื่อพวกเขาเป็นผู้ใหญ่ เราก็แค่คอยเป็นผู้ฟังที่ดี ที่จะไม่แนะนำอะไรถ้าเขาไม่ถาม

กระบวนการทั้งหมดนี้ แน่นอนว่ามันอาจต่างกันไปตามพัฒนาการของเด็กแต่ละคน แต่โดยรวมแล้วมันเป็นกระบวนการที่จะทำให้เด็กมีความเข้าใจในอารมณ์ของตัวเอง และรู้จักวิธีจัดการอารมณ์ระดับพื้นฐาน ไปพร้อมๆ กับการที่พ่อแม่ผู้ปกครองยังรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกในช่วงวัยรุ่นได้ด้วย

อ้างอิง:

  • CNBC. I’ve worked with over 1,000 kids. The most ‘powerful’ phrases to use when your child is upset—at every age. https://shorter.me/t1aZi