3 Min

ลาก็เป็นยามได้นะ ฟาร์มหลายแห่งใช้ลาเป็นยามเฝ้าแพะและแกะ แต่มันมีประสิทธิภาพจริงไหม

3 Min
58 Views
03 Dec 2025

‘ลา’ เป็นสัตว์อีกชนิดที่มนุษย์เลี้ยงเพื่อการใช้งานกันมานมนานนับแต่โบราณกาล เป็นทั้งผู้ช่วยขนสัมภาระในถิ่นกันดารก่อนมีถนนหนทาง บางพื้นที่เลี้ยงไว้ทำงานในไร่เพื่อช่วยไถดิน หรือในปัจจุบันการท่องเที่ยวหลายแห่งก็ใช้ลาเป็นพาหนะในการเดินทาง และยังมีประโยชน์อื่นๆ เช่นน้ำนม หรือมูลสำหรับทำปุ๋ย

เหล่านั้นที่ว่ามาคงเป็นเรื่องที่เราคุ้นชิน เคยได้ยินได้ฟังมานักต่อนัก แต่อีกมุมลายังเป็นสัตว์ที่ถูกเลี้ยงไว้เพื่อ ‘เฝ้ายาม’ ด้วยอีกตำแหน่ง

โดยการมอบหน้าที่ ‘ยาม’ ให้กับลา เริ่มปรากฏหลักฐานชัดในช่วงทศวรรษ 1980 ในอเมริกาก่อนคนทำฟาร์มภูมิภาคอื่นๆ ทั้งในยุโรปและออสเตรเลียได้ศึกษาและนำลามาใช้กันแพร่หลาย (แต่คาดกันว่าคงมีคนทำหรือคนใช้งานมาก่อนหน้า ตามพื้นที่ชนบทต่างๆ เพียงแต่ไม่ปรากฏหลักฐานอะไรให้สืบสาว) ซึ่งหลักๆ มีไว้เป็นยามป้องกันแพะและแกะจากเหล่าสุนัขป่าผู้หิวโหย

ในช่วงทศวรรษ 1980 จะปรากฏข่าวเรื่องนี้ออกมาผ่านสื่อหนังสือพิมพ์ ที่อาจออกแนวเป็นข่าวแปลกเสียด้วยซ้ำ เพราะเนื้อความนอกจากจะสัมภาษณ์คนใช้ลาเป็นยามแล้วก็ยังนำเสนออีกแง่มุมของเจ้าของฟาร์มอีกฝั่ง ที่มองคนใช้ลาเฝ้ายามว่าบ้าและไม่เชื่อในประสิทธิภาพของสัตว์ชนิดนี้ 

ส่วนเหตุผลที่นำลามาใช้ อ้างกันว่าเพราะเจ้าของฟาร์มต้องการทางเลือกอื่นๆ ในการป้องกันแพะและแกะนอกเหนือจากการใช้ความรุนแรง อย่างการไล่ยิงสุนัขป่า หรือการใช้เหยื่อผสมยาเบื่อล่อนักล่า

และเหตุที่มาลงเอยกับลา มีการอ้างถึงสองเรื่องด้วยกัน คือเจ้าของฟาร์มบางส่วนเลี้ยงลาเพื่อใช้ขนสัมภาระอยู่แล้วก็แค่เพิ่มบทบาทให้มันเข้าไป ไม่ต้องลงทุนอะไรเพิ่ม กับอีกส่วนมาจากเหตุผลทางธรรมชาติที่ว่าลาเป็นไม้เบื่อไม้เมากับพวกสุนัขป่าอยู่แล้ว และเรามักได้เห็นฝ่ายลาถีบหมาป่าจนร้องเอ๋งอยู่เป็นประจำ 

โดยสัญชาตญาณ ลาเป็นสัตว์ที่ไม่ถูกกับเหล่าสุนัขป่าอยู่แล้ว และเป็นสัตว์ที่หวงอาณาเขต เมื่อมีภัยอย่างสุนัขป่าเข้ามา พวกมันก็พร้อมส่งเสียงร้อง (ทำให้เจ้าของฟาร์มรู้) แล้วด้วยร่างกายมีขนาดใหญ่กว่า สามารถยืนสู้ปกป้องฝูงกับสุนัขป่ากลุ่มที่มีขนาดเล็กได้โดยการกัดและการแตะ  

ที่สำคัญอีกอย่าง เจ้าของฟาร์มมองว่า การใช้ลายังช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายลง แทนที่จะต้องหาเนื้อมาป้อนสุนัขซื้อกระสุนป้อนลูกปืน ก็แค่ปล่อยลากินหญ้าเหมือนๆ แพะและแกะที่เลี้ยงไว้ ไม่ต้องลงทุนอะไรเพิ่ม (เว้นแต่ตอนที่ต้องไปซื้อลามานั่นล่ะ) 

แต่ก็ใช่ว่าซื้อลามาแล้วมันจะปกป้องฝูงได้เลย เรื่องนี้ก็ต้องอาศัยการฝึกเช่นกัน และในบางด้านอาจฟังแล้วชวนขบขัน เพราะการเลี้ยงลาเป็นสัตว์เฝ้าฝูงแกะหรือแพะ เจ้าของต้องเลี้ยงลากับสัตว์เหล่านั้น เพื่อให้ลาเข้าใจว่าพวกมันเป็นส่วนหนึ่งของฝูง หรือเป็นเพื่อน (บางบทความเขียนไว้ว่า เพื่อให้เข้าใจว่าเป็นสัตว์ชนิดเดียวกัน) พอมีความผูกพันกันมากเข้า ลาก็พร้อมจะทำหน้าที่ระวังภัยให้กับเพื่อนร่วมคอกของพวกมันนั่นเอง 

หรืออีกเรื่องหนึ่งมีการกล่าวอ้างว่า หากนำลาเด็กไปเลี้ยงรวมในฝูงด้วย ความกระตือรือร้นของลาหนุ่มก็จะยิ่งทำให้การเฝ้ายามมีประสิทธิภาพและเข้มแข็งมากขึ้นด้วย 

หลังการเลี้ยงเริ่มแพร่หลายในเท็กซัส ช่วงทศวรรษที่ 1980 ก็เริ่มมีการศึกษาเรื่องนี้กันจริงจัง มีการทำวิจัยภาคสนามเพื่อหาคำตอบว่าลาสามารถเป็นยามได้จริงโดยที่คนไม่ได้มโนไปเอง จนแน่ชัดว่ามันใช้งานได้จริงๆ ผู้คนจึงเริ่มหันมาใช้ลาเฝ้ายามกันอย่างแพร่หลายมากขึ้น แถมทำให้ราคาซื้อขายลาแพงขึ้นอย่างต่ำสองเท่าอีกด้วย

แต่กระนั้น ก็ต้องละไว้ในฐานที่เข้าใจด้วยว่า ลาไม่ได้เหมาะกับการเป็นสัตว์เฝ้ายามในทุกที่ มันใช้ได้เฉพาะในพื้นที่ที่มีผู้ล่าขนาดเล็กเท่านั้น ถ้าเจอสุนัขป่าขนาดใหญ่ หรือสัตว์ใหญ่อื่นๆ ลาก็อาจล่าถอยได้เหมือนกัน รวมถึงเรื่องที่ว่าจะสามารถฝึกลาได้แค่ไหน และลาบางตัวก็อาจไม่มีบุคลิกที่พร้อมประจัญหน้าเมื่อภัยมาถึง 

ขณะเดียวกัน ในมุมขององค์กรที่ช่วยเหลือสัตว์ ก็มองว่าวิธีการนี้ไม่ค่อยเหมาะ ลาไม่ใช่ยามที่มีประสิทธิภาพสักเท่าไหร่ ควรใช้ทางเลือกอื่นๆ มากกว่า โดยยกเหตุผลที่ว่า คนทำฟาร์มไม่ค่อยให้ความสำคัญกับลาสักเท่าไหร่ ถ้าเห็นลาเฝ้ายามไม่ดีก็มักปล่อยปละไม่ดูแลสัตว์ หรือความเชื่อที่ว่าก็ปล่อยให้ลากินหญ้าไปกับสัตว์ในฟาร์มก็ดูจะละเลยลาเกินไป ในฐานะสัตว์เลี้ยงแล้วพวกมันต้องการการดูแลเอาใจใส่มากกว่านั้น

หรือถ้าจะใช้งานลาจริงๆ ก็ต้องดูแลพวกมันดีๆ และมีคำแนะนำให้เจ้าของต้องรู้จักประเมินสถานการณ์ เข้าใจสภาพแวดล้อม เพราะลาไม่ใช่สัตว์สารพัดประโยชน์ในการเฝ้ายาม และพวกมันก็อาจรู้สึกกดดันและเครียดจากการที่ต้องเผชิญผู้ล่าเป็นประจำได้เหมือนกัน

อ้างอิง: