“เกรตแบร์ริเออร์รีฟ” คือชื่อของแนวประการังขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ ตั้งอยู่แนวชายฝั่งของประเทศออสเตรเลีย
ณ ที่แห่งนี้ มันถูกขนานนามว่าเป็นแนวปะการังที่ใหญ่ที่สุดของโลก ด้วยขนาดความยาวประมาณ 2,300 กิโลเมตร คลุมพื้นที่ 345,000 ตารางกิโลเมตร
ความยิ่งใหญ่ของที่นี่ไม่ได้มีดีแค่ขนาด แต่เพราะมันอุดมไปด้วยสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลนับร้อยล้านตัว ทั้งปะการังที่หาไม่ได้จากที่ไหน มีปลากว่า 1,500 สายพันธุ์ ทั้งขนาดเล็กไปจนถึงกลุ่มสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่อย่างวาฬ ไม่นับว่ามีพวกกุ้ง หอย ปู งู เต่า เม่น ยิบย่อบนับพันชนิด
ด้วยความใหญ่และความอุดมสมบูรณ์ทั้งมวล ทำให้องค์การยูเนสโกประกาศให้ “เกรตแบร์ริเออร์รีฟ” เป็น “มรดกโลกทางธรรมชาติ” ที่สำคัญและควรค่าแก่การอนุรักษ์
และกลายเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่อของประเทศออสเตรเลีย เป็นหมุดหมายที่นักดำน้ำต้องเช็กอินเพื่อลงไปดื่มด่ำธรรมชาติแห่งนี้ให้ได้สักครั้งในชีวิต
Great Barrier Reef | wwf.org.au
แต่ก็คงไม่มีอาณาจักรจะอยู่ยั้งยืนยงคงได้นาน ภายใต้ความเปลี่ยนแปลงอย่างแปรปรวนของสภาพอากาสโลก อันเป็นผลพวงจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมานานหลายทศวรรษ
หัวใจของเกรตแบร์ริเออร์รีฟกำลังเต้นอ่อนลง
ความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทำให้โลกร้อนขึ้น ทำให้อุณหภูมิน้ำทะเลร้อนขึ้นตาม ส่งผลต่อสิ่งมีชีวิตที่อาศัยเกาะอยู่ตามปะการัง (เช่น สาหร่าย) ได้ตายลง จนเหลือเพียงแท่นหินปูน (โครงสร้างร่างกาย) เปล่าๆ ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ ถูกเรียกว่า “ปะการังฟอกขาว” นั่นเอง
ตามปกติ ปะการังจะมีหนวดโบกสะบัดเพื่อดักจับแพลงก์ตอนเป็นอาหาร แต่เพื่อความอยู่รอดแล้วยังต้องได้รับสารอาหารส่วนหนึ่งจากสาหร่ายขนาดเล็กจำนวนมากที่อาศัยอยู่ภายในเนื้อเยื่อของปะการัง
สาหร่ายจำพวกเซลล์เดียวที่เกาะอาศัย จะสร้างอาหารจากการสังเคราะห์แสง และอยู่ร่วมในลักษณะ “พึ่งพาอาศัยกัน”
เมื่อสิ่งหนึ่งหายไป อีกสิ่งก็อยู่ไม่ได้
แนวปะการัง | ngthai.com
เราเริ่มสังเกตเห็นการฟอกขาวที่เกรตแบร์ริเออร์รีฟครั้งแรกในปี 1998 ซึ่งเป็นปีที่ได้รับการบันทึกว่าร้อนที่สุด (ณ ขณะที่บันทึก)
การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิอย่างที่ไม่เคยประสบมาก่อน ทำให้ปะการังไม่มีเวลาให้ฟื้นตัว กลายเป็น Talk of The Town ที่ทำให้รัฐบาลออสเตรเลียและทั้งโลกต้องหันมาพูดเรื่องโลกร้อนกันอย่างจริงจัง
แต่ถึงจะบอกว่าสนใจอย่างจริงจัง แต่จนแล้วจนรอดตลอดหลายปีที่ผ่านมา เหตุการณ์ปะการังฟอกขาวยังคงเดินหน้ากัดกินแนวปะการังต่อไป ทั้งยิ่งหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ
จนถึงปี 2019 ซึ่งถือว่าครั้งที่เลวร้ายที่สุด
นักวิทยาศาสตร์พบว่า เกินกว่าครึ่งหนึ่งของเกรตแบร์ริเออร์รีฟอยู่ในสภาวะฟอกขาว ขณะที่ปะการังเกิดใหม่กลับลดน้อยถอยลง มีไม่ถึง 10%
องค์การยูเนสโกต้องขึ้นบัญชีให้เกรตแบร์ริเออร์รีฟเสียใหม่ “เป็นมรดกโลกที่อยู่ในภาวะอันตราย” (World Heritage in Danger) หรือจัดว่าเป็น “มรดกโลกที่กำลังถูกคุกคามและจำเป็นต้องแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน”
ล่าสุด เพิ่งถูกปรับถานภาพจากพื้นที่ย่ำแย่ (Poor) เป็นย่ำแย่หนักมาก (Very Poor)
ที่ว่านี้เป็นผลกระทบทางตรงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่ส่งผลต่อน้ำทะเล ในเรื่องทางอ้อม ความถี่ของพายุเพราะความแปรปรวนของอากาศ ก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้แนวปะการังใหญ่พังพินาศ
ขณะเดียวกัน เกรตแบร์ริเออร์รีฟยังต้องเผชิญกับปัญหาน้ำเสีย ที่เกิดจากสารเคมีในภาคการเกษตรไหลลงมาปนเปื้อนชายฝั่งเพิ่มมากขึ้น
จากปัญหานานาที่ถั่งโถม หากเกรตแบร์ริเออร์รีฟถึงคราวกาลอวสาน สิ่งที่หายไป ไม่ใช่แค่จุดเช็กอินของนักดำน้ำหายไป แต่ยังหมายรวมไปถึงการล่มสลายของสิ่งมีชีวิตนับร้อยที่ต้องพึ่งพิงแนวปะการังเพื่อมีชีวิตรอด
ในแง่ของภาพทางสังคมและเศรษฐกิจ หากแนวปะการังย่อยยับลง หมายถึงการทำลายขุมทรัพย์มูลค่า 56,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลียที่ได้จากการท่องเที่ยว และทำให้ประชาชนกว่า 64,000 คน ตกงาน
และย่อมหมายถึง การสูญเสียแหล่งมรดกโลกทางธรรมชาติที่สำคัญไปอีกแห่งในยุคเรา
ในวันที่แนวปะการังยักษ์ยังไม่ล่มสลายจนหลายเป็นศูนย์ หากจะฟื้นฟูให้เกรตแบร์ริเออร์รีฟกลับมาอุดมสมบูรณ์ได้อีกครั้ง งานนี้ออสเตรเลียต้องเล่นใหญ่
และต้องทำทันที อย่างไม่อาจผลัดวันประกันพรุ่งได้อีกแล้ว
เรื่องหนึ่ง ต้องเอาจริงเรื่องการจัดการน้ำเสียภาคการเกษตร อีกเรื่องก็ต้องลงมือลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นไปตามเป้าหมายของข้อตกลงปารีส และจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากประเทศอื่นๆ
องค์การสหประชาชาติเตือนว่าหากอุณหภูมิโลกโดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นมากกว่า 1.5 องศาเซลเซียส จะส่งผลกระทบอย่างเลวร้ายต่อเกรตแบร์ริเออร์รีฟและแนวปะการังทั่วโลก โดยคาดว่าแนวปะการัง (ทั้งโลก) จะหายไปมากถึง 90%
นับตั้งแต่ที่นักวิทยาศาสตร์เริ่มรู้จักการเกิดปะการังฟอกขาว และทำการศึกษาเรื่องนี้มาโดยตลอด พวกเขาคาดการณ์ว่าปะการังสามารถฟื้นฟูตัวเองได้ตามธรรมชาติ อย่างต่ำๆ ต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 20 – 30 ปี
แต่ในสถานการณ์ปัจจุบัน ทั้งสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป ภาวะโลกร้อน และปัญหามลพิษต่างๆ อาจส่งผลให้ปะการังไม่มีเวลาเพียงพอในการฟื้นฟูตัวเอง
เมื่อเร็วๆ นี้ มีงานวิจัยชี้ว่า เกรตแบร์ริเออร์รีฟอาจอยู่มาตั้งแต่ 160 ล้านปีก่อน เป็นหนึ่งในระบบนิเวศที่รอดพ้นการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ในยุคไดโนเสาร์ เหลือต่างหน้ามาถึงปัจจุบัน
ต่อความหวังที่ยังมี แม้จะน้อยนิดเราก็ยังหวังว่าแนวปะการังที่ (เคย) ดีที่สุดของโลก จะได้รับการฟื้นฟูที่รุ่นเรา
ไม่ใช่อวสานที่รุ่นเรา
อ้างอิง:
- World Heritage Sites, Great Barrier Reef World Heritage Area (includes Great Barrier Reef Marine Park) https://bit.ly/2J0V66c
- The Conversation, The Great Barrier Reef outlook is ‘very poor’. We have one last chance to save it https://bit.ly/333RyXS
- National Geographic, Window to Save World’s Coral Reefs Closing Rapidly https://on.natgeo.com/35WIk1i