2 Min

ทำไมการ ‘เงียบหายไป’ (Ghosting) ถึงเลวร้ายยิ่งกว่าการ ‘ปฏิเสธ’

2 Min
64 Views
17 Sep 2025

ทุกวันนี้ศัพท์แสงในการเดตของคนรุ่นใหม่มีมากมาย และศัพท์หนึ่งที่คนรุ่นใหม่รู้จักกันดีก็คือ ‘Ghosting’ ความหมายก็คือภาวะที่คนที่คุยกันอยู่ดีๆ ก็หายไป ตัดขาดการติดต่อ เหมือนที่ผ่านมาคุยกับ ‘ผี’ ที่หันมาอีกทีกลับอันตรธานไป และนี่คือที่มาของคำว่า Ghosting 

แน่นอนแม้ว่าศัพท์จะใหม่ แต่กลับเป็นสิ่งที่คนรุ่นก่อนๆ เคยเจอเป็นปกติ มันแค่ไม่มีคำเรียก สมัยยุคของโทรศัพท์ การที่คนโทรคุยกันทุกวัน แล้วอยู่ดีๆ ก็โทรกลับไปไม่ติดไม่ใช่เรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้น เพียงแต่ทุกวันนี้ช่องทางสื่อสารมีมากมาย การแชตกันอยู่ดีๆ แล้วอีกฝ่ายไม่ตอบไปตลอดกาลเกิดบ่อยขึ้น ก็ไม่แปลกที่จะทำให้มีการบัญญัติศัพท์ขึ้นมา เพราะเป็นสิ่งที่หลายคนเจอเหมือนๆ กัน

ตัดมาฝั่งที่ ‘เงียบหายไป’ เหตุผลหลักๆ ที่เงียบหายไป แทบจะร้อยทั้งร้อยไม่น่าจะเป็นเหตุฉุกเฉินหรืออุบัติเหตุที่ทำให้ ‘หายไปแบบไม่ตั้งใจและติดต่อกลับไม่ได้’ แต่มันเป็นการจงใจ การเจตนาหายไปเงียบๆ ด้วยเหตุผลว่า ‘ไม่อยากปฏิเสธ’ อีกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นการควรจะปฏิเสธแล้วไม่ปฏิเสธ หรือจะอะไรก็ตามแต่ เพราะคิดว่าเป็นสิ่งที่ดีกับตนเอง หรือกระทั่งดีกับอีกฝ่ายมากกว่า เพราะบางเรื่อง ปฏิเสธไปตรงๆ อีกฝ่ายอาจเข้าสู่ภาวะ ‘ใจสลาย’ ได้

คำถามคือ มันดีกว่าจริงหรือ?

งานศึกษาใหม่ในวารสาร Computers in Human Behavior ได้ทดลองเพื่อเปรียบเทียบเลยว่าการถูกอีกฝ่ายหายเงียบไปดื้อๆ หรือการโดนปฏิเสธตรงๆ อะไรมัน ‘แย่’ กว่ากัน โดยเขาทำการทดลองกับอาสาสมัครเกือบ 50 คน ให้คุยกับ ‘คนคุย’ ที่จริงๆ เป็นผู้ช่วยวิจัย วันละ 15 นาที โดยสิ่งที่จะเกิดตามมากับแต่ละคนคือจะไม่รู้มาก่อน บางคนก็คุยต่อไปเรื่อยๆ บางคนจะถูกปฏิเสธชัดๆ ว่าไม่อยากคุยต่อ ส่วนบางคนก็จะโดนเงียบหายโดยไม่บอกอะไรก่อน

ผลโดยรวมถ้าจะให้สรุปคือ แน่นอนว่าคนที่ได้คุยต่อไปเรื่อยๆ จะรู้สึกดีที่สุด ส่วนคนที่ถูกปฏิเสธ และถูกเงียบหายย่อมรู้สึกไม่ดี แต่ประเด็นคือมันมีมิติที่ต่างกัน คนที่ถูกปฏิเสธและเงียบหายต่างมี ‘ความสับสน’ และความ ‘เจ็บปวด’ ทั้งคู่ และที่น่าสนใจคือคนที่ถูกปฏิเสธจะมี ‘ความรู้สึกผิด’ หรือตั้งคำถามกับตัวเองว่า “ฉันทำอะไรผิด?” ด้วยในขณะที่คนที่ถูกอีกฝ่ายเงียบหายไปดื้อๆ กลับไม่มีทั้งความรู้สึกผิดและการตั้งคำถามว่าตนทำอะไรผิดไปหรือไม่

แต่ใดๆ ก็ตาม ทุกความรู้สึกของคนที่ถูกปฏิเสธมันจะหายไปอย่างรวดเร็วเมื่อเวลาผ่านไป ส่วนคนที่โดนเงียบหายไป ความรู้สึกต่างๆ จะค้างคาอยู่เป็นเวลานาน

ถ้าจะพูดเป็นคอนเซ็ปต์ ความต่างกันของการถูกกระทำของทั้งสองกรณีนี้คือ การโดนปฏิเสธไม่ทำให้เกิดภาวะ ‘ค้างคาใจ’ ทำให้สามารถมูฟออนไปทำอย่างอื่นได้ง่าย แต่ถ้าโดนเงียบหายไปเฉยๆ คำถามลึกๆ มันจะวนเวียนไปตลอดว่าสรุปแล้วมันเกิดอะไรขึ้น? เราเป็นอะไรกัน? 

ดังนั้น ในแง่นี้ คราวหน้าก่อนจะเงียบหายไปจากชีวิตใคร หรือหายไปจากบทสนทนาใดๆ การบอกอีกฝ่ายให้ชัดเจนว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมจึงจะไม่มีบทสนทนาอีกต่อไปแล้ว มันก็คือความเมตตาปรานีต่อความรู้สึกของอีกฝ่าย เพราะสุดท้าย ไม่ว่าเรื่องที่เราบอกไปจะจริงหรือไม่ก็ตาม ก็ทำให้อีกฝ่ายรู้ว่าบทสนทนานี้จบลงแล้ว จะไม่มีอีกต่อไป และจะได้ไปหาอย่างอื่นทำในชีวิต

อ้างอิง: