รู้ไหมสิ่งที่คน Ghosting ทิ้งไว้ ไม่ใช่ความเศร้าเพียงชั่วคราว แต่คือความทุกข์ใจที่อาจเปลี่ยนชีวิตคนได้
อยู่ๆ ก็โดน Ghosted คำถามคือ…. ฉันทำอะไรผิด?
MOODY เชื่อว่าหลายคนคงเคยมีประสบการณ์ถูก Ghosted คุยกันอยู่ดีๆ ก็หาย ไลน์ไม่ตอบ ติดต่อไม่ได้ ราวกับความสัมพันธ์นี้ไม่เคยเกิดขึ้น
และแน่นอนคนที่เป็น Ghosting หรือฝ่ายหายหน้าไปคงไม่รู้สึกอะไร แต่สำหรับคนที่ถูกเทดื้อๆ โดยไม่มีแม้แต่คำบอกลานั้น อาจกลายเป็นแผลใจฝังลึกที่เต็มไปด้วยความฟุ้งซ่าน ความสับสน และความไม่มั่นใจในตัวเอง
งานวิจัยตลอดห้าปีที่ผ่านมาเผยให้เห็นว่า Ghosting เชื่อมโยงกับความคิดฟุ้งซ่าน ความวิตกกังวล ความรู้สึกไร้คุณค่า ความซึมเศร้า และความเหงา ทั้งหมดนี้รวมกันแล้วคือความทุกข์ที่ไม่เพียงทำให้เราจมอยู่กับคำถามที่ไม่มีคำตอบ แต่ยังบ่อนทำลายความสามารถในการควบคุมใจตัวเอง
เราจึงหาทางหนีจากความเจ็บปวดเหล่านี้ผ่านพฤติกรรมหุนหันพลันแล่นบนโลกออนไลน์ เช่น เลื่อนฟีดทั้งคืน เข้าออกแอปไม่หยุด หรือบางครั้งก็พาตัวเองไปอยู่ในความสัมพันธ์ที่ยิ่งทำให้บอบช้ำมากกว่าเดิม อย่างเช่นเคสตัวอย่างต่อไปนี้
หนุ่มวัย 18 ปี ที่ถูกแฟนสาวทิ้งไปโดยไร้เหตุผล เขาจึงหนีไปซ่อนในโลกมืดของอินเทอร์เน็ต หรือพ่อวัย 40 ที่ถูกปฏิเสธงานจนไประบายโกรธผ่านคอมเมนต์เกรี้ยวกราดบน TikTok หรือผู้หญิงวัย 60 ที่สูญเสียเพื่อนสนิทกะทันหันจนหันไปหาความสัมพันธ์ใหม่บนแอปเดตและพบแต่ความผิดหวัง เรื่องเหล่านี้ต่างสะท้อนว่าความทุกข์จากการถูก Ghosted สามารถผลักเราเข้าสู่วงจรพฤติกรรมที่หุนหันพลันแล่นและควบคุมไม่ได้
งานวิจัยยังบอกเราด้วยว่า Ghosting เชื่อมโยงกับภาวะ Maladaptive Daydreaming หรือ ฝันกลางวัน คือภาวะที่คนเราใช้จินตนาการอย่างหนักจนรบกวนชีวิตจริง บางคนใช้มันเป็นที่พักพิงชั่วคราว แต่หลายครั้งมันกลับทำให้เราหลุดจากโลกจริงนานเกินไป และยังสัมพันธ์กับแนวโน้มการหลงตัวเองในแบบที่บอบบางและขาดการสะท้อนตนเองอย่างรอบด้าน สิ่งเหล่านี้ทำให้เราเห็นว่า Ghosting ไม่ได้เป็นเพียงเหตุการณ์หนึ่งในความสัมพันธ์ แต่มันคือจุดเริ่มต้นของวงจรความทุกข์ทางใจที่ลึกและซับซ้อน
อย่างไรก็ตาม ยังมีทางออกสำหรับผู้ประสบภัยจาก Ghosting เพราะงานวิจัยเดียวกันนี้ยังชี้ให้เห็นว่า การฝึกสติสามารถบรรเทาผลกระทบของความคิดฟุ้งซ่านและความทุกข์จาก Ghosting ได้ โดยเฉพาะการหันกลับมามีสติอยู่กับปัจจุบันคือกุญแจสำคัญในการทำลายเสียงในหัวที่ไม่หยุดพูดกับเรา
จิตแพทย์ แจ็กเกอลีน โอลด์ส (Jacqueline Olds) จากฮาร์วาร์ด แนะนำว่าเมื่อใจเราติดอยู่กับการคิดซ้ำๆ ให้ลองหากิจกรรมบางอย่างมาดึงความสนใจ เช่น ออกกำลังกายหรือโทรหาเพื่อน เปลี่ยนบรรยากาศด้วยการเดินเล่นในสวน ใช้เทคนิคผ่อนคลายหรือการทำสมาธิสั้นๆ ลงมือทำสิ่งเล็กๆ ที่ผลักเราออกจากความคิดวกวน หรืออย่างน้อยก็ยอมรับอย่างอดทนว่าความคิดเหล่านั้นยังคงอยู่
และบางครั้งสิ่งที่ช่วยเราได้อาจไม่ใช่การต่อสู้อย่างหนักหน่วงเพื่อออกจากภาวะที่เกิดขึ้น แต่คือการมอบพื้นที่ให้ความรู้สึกทึ่งและความอัศจรรย์ใจได้เกิดขึ้นสักครู่หนึ่ง อย่างการเหม่อมองความงามของท้องฟ้ายามเย็น ฟังเพลงชวนกระตุกต่อม หรือปล่อยให้ตัวเองสัมผัสกับความงดงามเล็กๆ ที่ไม่คาดคิด ความรู้สึกเหล่านี้เพียงเสี้ยววินาทีอาจพาเราหลุดออกจากวังวนของความคิดที่ทำร้ายตัวเองได้
เพราะแม้การถูก Ghosted จะทำให้เราเจ็บปวดราวกับถูกทิ้งให้อยู่ท่ามกลางความว่างเปล่า แต่ก็ยังมีสิ่งเล็กๆ รอบตัวที่สามารถเยียวยาเราได้เสมอ
บางครั้งมันอาจไม่ใช่คำตอบที่เราตามหา แต่คือการได้พักใจจากเสียงที่ดังอยู่ข้างใน และได้กลับมาสัมผัสความสงบของใจที่เปิดกว้าง ฟ้าที่เปิดโล่ง และความเมตตาต่อตัวเองอย่างแท้จริง
อ้างอิง:
- Does the Hurt of Being Ghosted Make Us Impulsive? https://shorturl.asia/Mt1ui