Gen Z ไม่ได้ ‘ขี้เกียจ’ พวกเขาแค่มองว่าอาชีพหลักคือ ‘การใช้ชีวิต’ และการทำงานเป็นเพียง ‘อาชีพเสริม’
สำหรับ ‘มนุษย์เงินเดือน’ จำนวนมาก เราน่าจะได้ยินกิตติศัพท์ความ ‘หนักไม่เอา เบาไม่สู้’ ของคน Gen Z มาไม่น้อย
ในขณะที่ย้อนไปสัก 5 ปีก่อน ตลาดแรงงานกำลังตื่นเต้นกับการที่คน Gen Z รุ่นแรกๆ กำลังเข้าสู่ตลาดแรงงาน และคาดเดากันไปต่างๆ นานา ว่าคนรุ่นนี้จะเป็นยังไง? จะต่างจากคน Gen Y อย่างไร? แต่ผ่านมา 5 ปี เอาจริงๆ แม้แต่คน Gen Y ที่เคยโดนคนรุ่นก่อนๆ มองว่า ‘ขี้เกียจ’ ‘ชอบเปลี่ยนงานใหม่’ และ ‘หนักไม่เอา เบาไม่สู้’ ก็เริ่มรู้สึกแบบเดียวกันกับ Gen Z เพราะจากการสำรวจของโพลหลายเจ้าที่ไปถามความเห็นคนทำงานหลายๆ รุ่น ก็ค่อนข้างจะชี้ตรงกันว่า คน Gen Z ส่วนใหญ่ไม่ได้มีลักษณะ ‘สู้งาน’ แบบ Gen X เหมือนที่ตอนแรกๆ คาดกันไว้ (ซึ่งคาดกันดังนี้เพราะคน Gen Z โตมาในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจโลกปี 2008 หรือเห็นความลำบากมาแต่เด็ก จึงน่าจะขยันมากๆ) และความเป็นจริงกลับถูกมองว่า ‘ไม่เอาการเอางาน’ ยิ่งกว่า Gen Y เสียอีก
แน่นอน นี่คือมุมมองจากคนรุ่นอื่นๆ ที่มีต่อคน Gen Z แต่ถ้าไปคุยกับคน Gen Z จะเข้าใจว่าพวกเขาแค่มีวิธีคิดและการมองอาชีพการงานอีกแบบหนึ่ง ซึ่งทาง Business Insider ก็ได้สรุปเอาไว้กระชับและดีมากๆ คือ คน Gen Z นั้นคิดว่าตัวเองมีอาชีพหลักคือการ ‘ใช้ชีวิต’ และการทำงานเป็นเพียง ‘อาชีพเสริม’
ซึ่งก็ต้องเน้นว่า นี่เป็นลักษณะที่แตกต่างแบบสุดขั้วจากวิธีคิดแบบ ‘คนบ้างาน’ สไตล์ Gen X (ถ้านึกไม่ออกให้นึกถึง อีลอน มัสก์ แห่ง Tesla และ เจฟฟ์ เบโซส แห่ง Amazon) และลักษณะแบบนี้ทำให้คน Gen Y ที่แค่เรียกร้อง ‘สมดุลระหว่างงานกับชีวิต’ (Work-Life Balance) ดูน่ารักไปเลย
เพราะคน Gen Z ส่วนใหญ่ไม่ได้คิดว่า ‘งาน’ คือ ‘งาน’ อีกแล้ว แต่คิดว่ามันคืออาชีพเสริม ในขณะที่อาชีพหลักของพวกเขาคือ ‘การใช้ชีวิต’ ซึ่งถ้าเข้าใจตรงนี้ เราจะรู้สึกว่าหลายๆ พฤติกรรม รวมถึงข้อเรียกร้องของคน Gen Z มีความสมเหตุสมผลขึ้นมาเลย
เราจะเข้าใจปรากฏการณ์ ‘การลาออกครั้งใหญ่’ (Great Resignation) ซึ่งนำโดย Gen Z ช่วงโควิด-19 ระบาด พูดง่ายๆ คือคนรุ่นนี้ ‘จะไม่ทน’ กับการทำงานหนักๆ ที่กินเวลาในชีวิต แถมยังจะไม่ยอมเข้าออฟฟิศ 5 วันต่อสัปดาห์ด้วยถ้าไม่มีความจำเป็นชัดๆ และถ้าทำไม่ได้ตามนั้น ก็ไม่แปลกที่พวกเขาจะ ‘ลาออก’ ทำให้คนรุ่นก่อนๆ ทั้งงงและช็อกว่าเหตุผลแค่นี้เพียงพอให้ลาออกแล้วหรือ?
แต่สำหรับคน Gen Z เหตุผลเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว เพราะ ‘งาน’ มันไปกระทบ ‘การใช้ชีวิต’ ซึ่งถือว่าเป็น ‘อาชีพหลัก’ ของพวกเขา
อย่างไรก็ดี ในทางกลับกัน คนรุ่นนี้ไม่ได้ ‘ขี้เกียจ’ เพราะพวกเขายินดีจะทำงานในเงื่อนไขที่พวกเขาคิดว่ามันแฟร์ ซึ่งตรงนี้หลายๆ บริษัทก็เริ่ม ‘ปรับตัว’ กับพนักงานกลุ่มนี้ โดยการเพิ่มสวัสดิการที่พวกเขาต้องการ ไม่ว่าจะเป็นบริการรับปรึกษาปัญหาสุขภาพจิต ค่ายิม หรือกระทั่งค่ารายเดือน Spotify
แน่นอน ทั้งหมดนี้อาจฟังดูตลกและบ้าบอมากๆ ในสายตาของคนรุ่นก่อนหน้า ที่บริษัทจะต้องอนุญาตให้พนักงานทำงานในเวลาที่ยืดหยุ่น รวมไปจนถึงจ่ายค่าสตรีมมิ่งดนตรีรายเดือนให้
แต่ทำไมจะไม่เป็นแบบนั้นล่ะ? เพราะปกติ ‘สวัสดิการ’ ดั้งเดิมของบริษัทมักจะโยงกับ ‘การรักษาพยาบาล’ และ ‘ครอบครัว’ ซะเยอะ ซึ่งว่ากันตรงๆ คน Gen Z ที่อายุน้อยๆ ไม่ค่อย ‘เจ็บป่วย’ (ทางร่างกาย) ก็แทบไม่ได้ใช้สวัสดิการด้านนี้เลย และคนรุ่นใหม่เหล่านี้ไม่ใช่แค่ ‘ยังไม่มี’ ครอบครัว แต่พวกเขา ‘ไม่ได้วางแผนที่จะมี’ เลยด้วยซ้ำ ดังนั้นแนวทางสวัสดิการแบบเดิมๆ ที่อิงกับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นเก่าๆ ที่มองว่าถึงจุดหนึ่งก็จะต้องแต่งงานและมีลูกก็เลยไม่สมเหตุสมผลกับคน Gen Z ที่ไม่ได้คิดจะ ‘มีชีวิต’ ในแบบคนรุ่นเก่าๆ (อย่างน้อย พวกเขาส่วนใหญ่ก็ไม่ได้คิดแบบนั้นในวัย 20 กลางๆ)
ในขณะเดียวกัน การที่คน Gen Z เป็นแบบนี้เกือบทั้งรุ่น ไม่ใช่แค่คนสองคน มันก็เลยทำให้แนวคิดเรื่อง ‘การทำงาน’ แบบเดิมๆ ถูกท้าทายยิ่งกว่าสมัย Gen Y ซะอีก เพราะสิ่งที่พวก Gen Z ต้องการ ไม่ใช่แค่ ‘สมดุล’ ของชีวิตในงานและนอกงานแบบ Gen Y
แต่ Gen Z มองอาชีพการงานเป็น ‘งานอดิเรก’ ที่เปลี่ยนไปมาได้เรื่อยๆ และนี่ทำให้พวกเขา ‘ไม่ง้อ’ เหล่านายจ้าง จนนายจ้างต้องเริ่มยอมปรับตัว
แต่แทนที่เราจะไป ‘ไม่พอใจ’ คน Gen Z เราอาจมองว่าคนรุ่นนี้ทั้งรุ่นจะทำให้เราต้องกลับมาตั้งคำถามเรื่องการ ‘ทำงาน’ และการ ‘มีชีวิต’ ใหม่ทั้งหมด และสิ่งที่เกิดขึ้นแบบเห็นๆ แล้วก็คือ บริษัททั่วโลกเริ่มเสนอให้มีการทำงานแบบยืดหยุ่นมากขึ้น แทนที่จะเข้าออฟฟิศประจำตามเวลา ก็เปลี่ยนเป็นไม่มีธุระอะไรก็ไม่ต้องเข้าออฟฟิศ หรือบางประเทศแนวคิดเรื่องการ ‘ลดเวลาทำงานรายสัปดาห์’ ก็เริ่มถูกเอามาทดลองจริงจังมากขึ้น
ซึ่งความเปลี่ยนแปลงทั้งหมดที่เกิดขึ้น จะบอกว่าเป็นฝีมือของ Gen Z ที่ ‘ไม่ยอมทำงาน’ ถ้ามันขัดกับ ‘การใช้ชีวิต’ ก็คงจะใจร้ายไปหน่อย
อ้างอิง
- Insider. Gen Z treats life as a full-time job and work as a side gig. Other generations are jealous. https://bit.ly/3Ke7tao