3 Min

Gen Z ไม่ได้ ‘ขี้เกียจ’ พวกเขาแค่มองว่าอาชีพหลักคือ ‘การใช้ชีวิต’ และการทำงานเป็นเพียง ‘อาชีพเสริม’

3 Min
945 Views
25 Aug 2022

สำหรับมนุษย์เงินเดือนจำนวนมาก เราน่าจะได้ยินกิตติศัพท์ความหนักไม่เอา เบาไม่สู้ของคน Gen Z มาไม่น้อย

ในขณะที่ย้อนไปสัก 5 ปีก่อน ตลาดแรงงานกำลังตื่นเต้นกับการที่คน Gen Z รุ่นแรกๆ กำลังเข้าสู่ตลาดแรงงาน และคาดเดากันไปต่างๆ นานา ว่าคนรุ่นนี้จะเป็นยังไง? จะต่างจากคน Gen Y อย่างไร? แต่ผ่านมา 5 ปี เอาจริงๆ แม้แต่คน Gen Y ที่เคยโดนคนรุ่นก่อนๆ มองว่าขี้เกียจ’ ‘ชอบเปลี่ยนงานใหม่และหนักไม่เอา เบาไม่สู้ก็เริ่มรู้สึกแบบเดียวกันกับ Gen Z เพราะจากการสำรวจของโพลหลายเจ้าที่ไปถามความเห็นคนทำงานหลายๆ รุ่น ก็ค่อนข้างจะชี้ตรงกันว่า คน Gen Z ส่วนใหญ่ไม่ได้มีลักษณะสู้งานแบบ Gen X เหมือนที่ตอนแรกๆ คาดกันไว้ (ซึ่งคาดกันดังนี้เพราะคน Gen Z โตมาในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจโลกปี 2008 หรือเห็นความลำบากมาแต่เด็ก จึงน่าจะขยันมากๆ) และความเป็นจริงกลับถูกมองว่าไม่เอาการเอางานยิ่งกว่า Gen Y เสียอีก

แน่นอน นี่คือมุมมองจากคนรุ่นอื่นๆ ที่มีต่อคน Gen Z แต่ถ้าไปคุยกับคน Gen Z จะเข้าใจว่าพวกเขาแค่มีวิธีคิดและการมองอาชีพการงานอีกแบบหนึ่ง ซึ่งทาง Business Insider ก็ได้สรุปเอาไว้กระชับและดีมากๆ คือ คน Gen Z นั้นคิดว่าตัวเองมีอาชีพหลักคือการใช้ชีวิตและการทำงานเป็นเพียงอาชีพเสริม

ซึ่งก็ต้องเน้นว่า นี่เป็นลักษณะที่แตกต่างแบบสุดขั้วจากวิธีคิดแบบคนบ้างานสไตล์ Gen X (ถ้านึกไม่ออกให้นึกถึง อีลอน มัสก์ แห่ง Tesla และ เจฟฟ์ เบโซส แห่ง Amazon) และลักษณะแบบนี้ทำให้คน Gen Y ที่แค่เรียกร้องสมดุลระหว่างงานกับชีวิต’ (Work-Life Balance) ดูน่ารักไปเลย

เพราะคน Gen Z ส่วนใหญ่ไม่ได้คิดว่างานคืองานอีกแล้ว แต่คิดว่ามันคืออาชีพเสริม ในขณะที่อาชีพหลักของพวกเขาคือการใช้ชีวิตซึ่งถ้าเข้าใจตรงนี้ เราจะรู้สึกว่าหลายๆ พฤติกรรม รวมถึงข้อเรียกร้องของคน Gen Z มีความสมเหตุสมผลขึ้นมาเลย

เราจะเข้าใจปรากฏการณ์การลาออกครั้งใหญ่’ (Great Resignation) ซึ่งนำโดย Gen Z ช่วงโควิด-19 ระบาด พูดง่ายๆ คือคนรุ่นนี้จะไม่ทนกับการทำงานหนักๆ ที่กินเวลาในชีวิต แถมยังจะไม่ยอมเข้าออฟฟิศ 5 วันต่อสัปดาห์ด้วยถ้าไม่มีความจำเป็นชัดๆ และถ้าทำไม่ได้ตามนั้น ก็ไม่แปลกที่พวกเขาจะลาออกทำให้คนรุ่นก่อนๆ ทั้งงงและช็อกว่าเหตุผลแค่นี้เพียงพอให้ลาออกแล้วหรือ?

แต่สำหรับคน Gen Z เหตุผลเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว เพราะงานมันไปกระทบการใช้ชีวิตซึ่งถือว่าเป็นอาชีพหลักของพวกเขา

อย่างไรก็ดี ในทางกลับกัน คนรุ่นนี้ไม่ได้ขี้เกียจเพราะพวกเขายินดีจะทำงานในเงื่อนไขที่พวกเขาคิดว่ามันแฟร์ ซึ่งตรงนี้หลายๆ บริษัทก็เริ่มปรับตัวกับพนักงานกลุ่มนี้ โดยการเพิ่มสวัสดิการที่พวกเขาต้องการ ไม่ว่าจะเป็นบริการรับปรึกษาปัญหาสุขภาพจิต ค่ายิม หรือกระทั่งค่ารายเดือน Spotify

แน่นอน ทั้งหมดนี้อาจฟังดูตลกและบ้าบอมากๆ ในสายตาของคนรุ่นก่อนหน้า ที่บริษัทจะต้องอนุญาตให้พนักงานทำงานในเวลาที่ยืดหยุ่น รวมไปจนถึงจ่ายค่าสตรีมมิ่งดนตรีรายเดือนให้

แต่ทำไมจะไม่เป็นแบบนั้นล่ะ? เพราะปกติสวัสดิการดั้งเดิมของบริษัทมักจะโยงกับการรักษาพยาบาลและครอบครัวซะเยอะ ซึ่งว่ากันตรงๆ คน Gen Z ที่อายุน้อยๆ ไม่ค่อยเจ็บป่วย’ (ทางร่างกาย) ก็แทบไม่ได้ใช้สวัสดิการด้านนี้เลย และคนรุ่นใหม่เหล่านี้ไม่ใช่แค่ยังไม่มีครอบครัว แต่พวกเขาไม่ได้วางแผนที่จะมีเลยด้วยซ้ำ ดังนั้นแนวทางสวัสดิการแบบเดิมๆ ที่อิงกับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นเก่าๆ ที่มองว่าถึงจุดหนึ่งก็จะต้องแต่งงานและมีลูกก็เลยไม่สมเหตุสมผลกับคน Gen Z ที่ไม่ได้คิดจะมีชีวิตในแบบคนรุ่นเก่าๆ (อย่างน้อย พวกเขาส่วนใหญ่ก็ไม่ได้คิดแบบนั้นในวัย 20 กลางๆ)

ในขณะเดียวกัน การที่คน Gen Z เป็นแบบนี้เกือบทั้งรุ่น ไม่ใช่แค่คนสองคน มันก็เลยทำให้แนวคิดเรื่องการทำงานแบบเดิมๆ ถูกท้าทายยิ่งกว่าสมัย Gen Y ซะอีก เพราะสิ่งที่พวก Gen Z ต้องการ ไม่ใช่แค่สมดุลของชีวิตในงานและนอกงานแบบ Gen Y

แต่ Gen Z มองอาชีพการงานเป็นงานอดิเรกที่เปลี่ยนไปมาได้เรื่อยๆ และนี่ทำให้พวกเขาไม่ง้อเหล่านายจ้าง จนนายจ้างต้องเริ่มยอมปรับตัว

แต่แทนที่เราจะไปไม่พอใจคน Gen Z เราอาจมองว่าคนรุ่นนี้ทั้งรุ่นจะทำให้เราต้องกลับมาตั้งคำถามเรื่องการทำงานและการมีชีวิตใหม่ทั้งหมด และสิ่งที่เกิดขึ้นแบบเห็นๆ แล้วก็คือ บริษัททั่วโลกเริ่มเสนอให้มีการทำงานแบบยืดหยุ่นมากขึ้น แทนที่จะเข้าออฟฟิศประจำตามเวลา ก็เปลี่ยนเป็นไม่มีธุระอะไรก็ไม่ต้องเข้าออฟฟิศ หรือบางประเทศแนวคิดเรื่องการลดเวลาทำงานรายสัปดาห์ก็เริ่มถูกเอามาทดลองจริงจังมากขึ้น

ซึ่งความเปลี่ยนแปลงทั้งหมดที่เกิดขึ้น จะบอกว่าเป็นฝีมือของ Gen Z ที่ไม่ยอมทำงานถ้ามันขัดกับการใช้ชีวิตก็คงจะใจร้ายไปหน่อย

อ้างอิง

  • Insider. Gen Z treats life as a full-time job and work as a side gig. Other generations are jealous. https://bit.ly/3Ke7tao