สำรวจจักรวาลความฮาที่กาลเวลาฆ่าไม่ตาย กับ ‘เติ้ล-กิตติภัค ทองอ่วม’ ผู้อยู่เบื้องหลังผลงานที่กลายเป็น ‘ตำนาน’ และการสร้างตำนานบทใหม่ใน ‘ดีว่า…ราวี’

9 Min
150 Views
06 Dec 2025

ไม่ว่าจะเจนไหน ชื่อของ ‘เติ้ล-กิตติภัค ทองอ่วม’ คือเครื่องหมายการันตีเสียงหัวเราะและฉากมีมระดับตำนานที่ถูกหยิบมาเล่นซ้ำได้ไม่รู้จบ และวันนี้ เขากลับมาพร้อมกับผลงานภาพยนตร์เรื่องล่าสุด ‘ดีว่า…ราวี’ ที่แค่ฟังพล็อตก็รู้เลยว่า ‘สรวล’ แน่นอน!

หลายผลงานของเติ้ล กิตติภัค มักจะประสบความสำเร็จและมีเอกลักษณ์บางอย่างที่แค่ฟังพล็อตเราก็พอจะเดาได้ว่าใครเป็นคนเขียนบท เติ้ลมักจะชอบหยิบความสัมพันธ์ของกลุ่มเพื่อนมาเล่าได้อย่างเรียลและฮา แต่ก็ยังแสดงให้เห็นถึงความอบอุ่นของมิตรภาพความเป็นเพื่อนเสมอ

วันนี้ BrandThink ขอพาทุกคนมาคุยเบื้องหลังความสรวลของหนังเรื่องนี้ รวมถึงเบื้องหลังการทำงานของผู้กำกับคนนี้ด้วย เพราะแน่นอนว่านอกจากเสียงฮาแล้ว เขาคงต้องมีแง่มุมอะไรบางอย่างที่ทำให้ผลงานของเขาหลายเรื่องยังคงตราตรึงใจใครหลายคน

[6 ปี กว่าจะมาเป็น ‘ดีว่า…ราวี’]

หากนับจากวันที่ ‘ตุ๊ดซี่ส์&เดอะเฟค’ ผลงานกำกับภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของเขาออกฉาย ก็เป็นเวลา 6 ปีแล้ว กว่าที่ผลงานแห่งความสรวลเรื่องใหม่นี้จะถูกก่อร่างสร้างตัวจนสมบูรณ์และเตรียมเข้าจอเงินในวันที่ 10 ธันวาคม ที่จะถึงนี้ ที่เติ้ลตั้งใจมอบเสียงหัวเราะเป็นของขวัญส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ให้คนไทยทุกคน

หากถามว่าจุดเริ่มต้นของ ‘ดีว่า…ราวี’ คืออะไร ก็ต้องย้อนกลับไปที่ ‘ตุ๊ดซี่ส์&เดอะเฟค’ อีกรอบ 

“มันเริ่มจากมื้ออาหารมื้อหนึ่งที่พี่, พี่แจน และพี่มะนาว (คนเขียนบท ‘ตุ๊ดซี่ส์&เดอะเฟค) ไปเลี้ยงขอบคุณพี่เก้ง (จิระ มะลิกุล) กับพี่วัน (วรรณฤดี พงษ์สิทธิศักดิ์) ซึ่งเป็นโปรดิวเซอร์ของ ‘ตุ๊ดซี่ส์&เดอะเฟค’ เมื่อนานมากตั้งแต่เรื่องเข้าฉาย ลองไปนับเอาว่ากี่ปี (หัวเราะ) พอกินกันเสร็จ พี่เก้งก็บอกว่า “ผมมีเรื่องหนึ่งที่คิดว่าเหมาะกับเติ้ล” ”

ถือเป็นประโยคปิดจบมื้ออาหารที่ดูไม่ค่อยจบเท่าไหร่ ดูเหมือนว่าเติ้ลกำลังจะได้เตรียมเขียนบทเรื่องใหม่ทันที ขณะนี้ที่เรื่องเก่ายังไม่ทันได้ออกจากโรง

“พี่เก้งเขาไปได้ยินบทสนทนาของช่างแต่งหน้าที่ไปแต่งหน้าให้ศิลปินในคอนเสิร์ตหนึ่งที่เมาท์มอยกันว่ากว่าจะเป็นคอนเสิร์ตนี้ได้ ศิลปินแต่ละคนมันมีความเป็นองค์แม่ มีความเป็นดีว่าขนาดไหน 

“พี่เก้งฟังแล้วรู้สึกว่ามันสนุกและน่าสนใจดี เขาเลยคิดว่าเรื่องนี้น่าจะเหมาะกับพี่ ซึ่งนั่นคือจุดเริ่มต้นแรกเลย เพราะหลังจากตุ๊ดซี่ส์&เดอะเฟคจบ พี่เก้ง พี่วรรณเขาก็อยากให้ทำหนังต่อ นี่ก็เป็น Big Idea ที่พี่รับเป็นการบ้านไว้ แล้วก็ค่อยๆ พัฒนามาเรื่อยๆ”

จากไอเดียบนโต๊ะอาหารวันนั้น ผ่านมา 6 ปี ในที่สุดก็ได้กลายมาเป็น ‘ดีว่า…ราวี’ ว่าด้วยเรื่องราวของ ‘ปลายฝัน มาร์กาเรต เฮง’ อดีตดีว่าสองล้านตลับที่หวังจะคัมแบ็กอย่างยิ่งใหญ่ แต่โลกดันเปลี่ยนไป แถมยังต้องมาฟาดฟันกับ ‘แก๊งตาคลี’ กลุ่มเน็ตไอดอล Gen Z ที่ก็มีความเป็นดีว่าในแบบของตัวเอง นำแสดงโดย แจ็คกี้-ชาเคอลีน มึ้นช์, นุนิว-ชวรินทร์ เพริศพิริยะวงศ์, ปิงปอง-ธงชัย ทองกันทม และ นินิว-เพชรด่านแก้ว

เห็นไหม แค่เรื่องย่อ 3 บรรทัดกับรายชื่อนักแสดง ก็คาดเดาไม่ได้เลยว่าความ ‘สรวล’ ของเรื่องนี้มันจะไปสุดตรงไหน แต่นอกจากความฮา ความสรวลที่บางคนอาจจะคิดว่าเป็นหนังคอเมดีตื้นเขิน แต่เปล่าเลย หนังยังมีอะไรที่น่าสนใจกว่านั้น

[ความสรวลของ ‘ดีว่า…ราวี’]

ภาษาไทยคือ ‘ดีว่า ราวี’ ใช่ไหม แปลตรงตัวก็คือ ดีว่าตบกัน แต่ชื่อฝรั่งเศสที่ห้อยท้ายเป็นภาษาฝรั่งเศสที่ผิดแกรมม่า ซึ่งเราจงใจให้ผิด (หัวเราะ) มันจะพ้องเสียงกับคำว่า ‘Diva, La Vie’ ที่แปลว่า ‘ชีวิตของดีว่า’ 

“หนังเรื่องนี้จะพาไปเห็น ‘ชีวิต’ ของดีว่าคนหนึ่งที่เขาพยายามจะกลับมามีที่ทางของเขา ซึ่งเขาเป็นนักร้องที่โด่งดังมากๆ ในอดีต แล้วมีเหตุให้เขาต้องหายไปจากวงการ ปีนี้เขาอยากจะกลับมา โดยที่เขาไม่รู้เลยว่า สิ่งแวดล้อมที่เขาเคยเจอมันเปลี่ยนไปหมดแล้ว 

“เมื่อเขาอยากจะจัดคอนเสิร์ตคัมแบ็ก ก็มีเหตุให้ต้องเชิญแขกรับเชิญซึ่งชื่อว่า ‘แก๊งตาคลี’ กลุ่มเน็ตไอดอล Gen Z ที่รักในการร้องเพลงซึ่งก็มีความเป็นดีว่าในแบบของเจนนี้ พอสองฝั่งต้องมาขึ้นเวทีร่วมกัน นั่นแหละค่ะ ความสรวลก็เลยบังเกิดขึ้น”

ทุกคนคิดว่านักเขียนบทแบบเติ้ล กิตติภัค จะจบแค่นั้นหรือไม่? 

ใช่แล้ว ความวายป่วงยังไม่จบแค่นั้น เมื่อ ‘อเล็กซ์ คิม’ (รับบทโดย เก่ง-หฤษฎ์ บัวย้อย) ซูเปอร์สตาร์เกาหลีเข้ามาเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา ที่ตอนแรกนึกว่าเขาจะมาทำให้ทุกอย่างดีขึ้น แต่กลายเป็นว่ายิ่งมา ยิ่งสรวลหนักกว่าเดิม 

“สิ่งที่คนดูจะได้เจอคือความบันเทิง ความหรรษา คาแรกเตอร์ทั้งสองฝั่งน่าสนใจมาก เป็นคาแรกเตอร์ที่จะถูกรักโดยคนดู เราจะเอาใจช่วยเขา ทั้งที่ความเป็นดีว่าอะนะ มันก็ไม่ใช่คนดีสักเท่าไหร่ แต่หนังจะพาเราไปเข้าใจว่าทำไมเขาถึงเป็นแบบนี้ และจะได้เห็น Coming of Age ของพวกเขา โดยเฉพาะตัวปลายฝัน มันจะเป็นความบันเทิงเถิดเทิงส่งท้ายปีไปเลย”

[ความท้าทายในการทำ ‘ดีว่า…ราวี’]

ทุกคนลองนึกภาพตามว่า นี่คือหนังที่รวมเอาตัวแม่ ตัวลูก หลายชีวิตมาอยู่ด้วยกัน และแม้จะยังไม่เข้าฉาก ทุกคนก็ดูจะมีความเป็น ‘ดีว่า’ ในแบบของแต่ละคนอยู่แล้ว แถมยังเป็นหนังที่เล่าความเป็นกลุ่มเพื่อนอีก เป็นหนังคอนเสิร์ตที่ต้องทำเพลงอีก นึกไม่ออกเลยว่าส่วนไหนคือส่วนที่ยากที่สุด 

“ทุกที่ ทุกภาคส่วนใช้คำนี้ (หัวเราะ) พี่ทำเรื่องนี้มาตั้งแต่จบตุ๊ดซี่ส์ฯ แต่ระหว่างทางพอเขียนไปได้สักพักก็เจอ COVID-19 แล้วตัวหนังมันเกี่ยวกับ ‘คอนเสิร์ต’ นึกออกใช่ไหมทุกอย่างล็อกดาวน์ คอนเสิร์ตจัดไม่ได้ พวกพี่ก็คิดว่า “เอ๊ะ กูทำหนังคอนเสิร์ต แล้วถ้าคอนเสิร์ตจะไม่มีอีกแล้วบนโลกนี้ล่ะ” มันเลยถูกพักไป

“พอหมดโควิด โปรดิวเซอร์ชุดเดิมคือพี่เก้ง พี่วัน เขาก็บอกว่าพอแล้วเพราะมันผ่านมานานมาก เขาต้องไปทำอย่างอื่นแล้ว เดี๋ยวให้พี่เดียวกับพี่สุย เข้ามาทำ เป็นการส่งไม้ต่อ”

“กว่าจะมาเป็น ‘ปลายฝันปะทะแก๊งเน็ตไอดอล’ บทมันถูกเปลี่ยนมาหลายเวอร์ชันมาก กว่าจะมาลงตัว อันนี้คือความยากในการทำบท”

ยังไม่ได้เปิดกล้องก็ดูจะเต็มไปด้วยความสรวลแล้ว เมื่อเขียนบทเสร็จ จนมาถึงขั้นตอนแคสติงที่จัดว่าแต่ละตัวละครมีคาแรกเตอร์จัดจ้านจี๊ดจ๊าดไม่เบา การเลือกนักแสดงก็น่าจะเป็นอีกอย่างที่น่าจะท้าทาย 

“คนเดียวที่ชัดเจนในหัวพี่ตอนเขียนบทคือปิงปอง เพราะว่าร่วมหัวจมท้ายกันมา ก็ขอหนีบมาด้วยสักหนึ่งจากตุ๊ดซี่ส์&เดอะเฟค เพราะว่าในเรื่องมันจะเป็นแรปเปอร์ ปากไวปากจัด ในหัวพี่คือปองเท่านั้น กับอีกคนที่เห็นภาพคือ ‘นุนิว’ รู้สึกว่าน่าจะเป็นน้องก็คุยกับทางค่าย โชคดีน้องก็ตอบรับ”

อย่างที่เราจะเห็นบ่อยๆ ในหลายผลงานของเติ้ล นั่นก็คือการนำเสนอเรื่องราวของแก๊งเพื่อน และหลายครั้งพวกเราก็เชื่อจริงๆ ว่าพวกเขาเป็นเพื่อนกัน พูดคุยกันแบบนั้นในชีวิตจริง ซึ่งในฐานะคนดู สิ่งนี้คือสิ่งที่ทำให้ประทับใจเสมอในงานของเติ้ล กิตติภัค

“พอเราเล่าเรื่องกลุ่มเพื่อน แคสติงสำคัญมาก พี่จะเลือกคนที่เราเห็นแล้ว ‘อยากดู’ โดยเฉพาะหนังคอเมดี เราต้องรู้สึกรักพวกเขาตั้งแต่แรกเห็น 

“จากนั้นคือเวิร์กช็อปอย่าง ‘แก๊งตาคลี’ ปิงปองกับนินิวเขาจะสนิทกันอยู่แล้ว เป็นสายเละๆ เทะๆ แต่ ‘นุนิว’ มันคืออีกโลกหนึ่งเลย from another world แต่พอสามคนนี้อยู่ด้วยกันพี่ว่ามันน่ารัก พี่ก็ต้องค่อยๆ ทลายกำแพงเขา”

แน่นอน การแคสติงอาจยังไม่ยากเท่าการทำให้นักแสดงเป็นคาแรกเตอร์นั้นให้ได้ โดยเฉพาะ ‘ปลายฝัน’ ที่รับบทโดย แจ็คกี้ ชาเคอลีน ซึ่งหลายคนน่าจะคุ้นภาพแจ็คกี้จากการเป็น ‘น้องบอง’ นักแสดงสายเอนเตอร์เทน ตลกๆ เสียงสูงๆ แล้วจะต้องกลายมาเป็นดีว่าหญิงเสียงทรงพลัง น่าจะเป็นเรื่องท้าทายสำหรับเธอไม่น้อย

“ก่อนที่จะแคสพี่คิดในใจ “จะได้ไหมวะ” เพราะภาพเขาชัดมาก จะทำยังไงให้คนเชื่อว่าเขาคือดีว่าได้ 

“แต่สิ่งที่เซอร์ไพรส์มากคือ แจ็คกี้ร้องเพลงเพราะมาก พี่ว่าน้อยคนจะรู้ว่าแจ็คกี้ร้องเพลงเพราะ ขนาดพี่โหน่ง (หัวลำโพงริดดึม) ที่มาทำเพลงประกอบให้ไม่ได้รู้จักแจ็คกี้มาก่อน ยังชมว่าเด็กคนนี้ร้องเพลงดีมาก”

อย่างไรก็ตาม โจทย์ที่โหดที่สุดสำหรับนักแสดงนำคนนี้คือ การเพิ่มน้ำหนัก ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่และเห็นไม่ค่อยบ่อยนักกับนักแสดงหญิงในประเทศเรา 

“พี่บอกโจทย์ก่อนแคสต์ไว้เลยว่าคุณต้องรับให้ได้ ถ้าได้บทนี้ พี่ตั้งใจไว้ 20 กิโลกรัม แต่ด้วยเวลาจำกัด เขาทำได้ประมาณ 10 กว่ากิโลกรัม ซึ่งก็คือที่สุดแล้ว เขาทุ่มเทมาก

“ความน่าสนใจอีกอย่างคือตอนที่แจ็คกี้มาลงเทปแคสต์ เขาทำให้ปลายฝันที่พี่เคยเขียนไว้มันเปลี่ยนไปด้วยนะ มันมีบางอย่างที่ดีมาก จนพี่ต้องเอาอันนั้นที่ดีมากในตัวเขามาปรับแก้บทปลายฝัน ซึ่งอันนี้คืออะไรต้องไปรอดูเองนะคะ (หัวเราะ)

[ซีนฮาท่าไม้ตายสไตล์ เติ้ล]

ทุกคนคงจำซีนฮาคลาสสิกที่เป็นภาพจำอย่าง ‘ซีนอุจจาระบนรถของอีแหนด’ หรือ ‘ปูหนีบอีปิ๊ของชมพู่’ หรืออีกหลายฉากเรียกเสียงฮาจนน้ำตาเล็ดของคุณชาวีกันได้  ถือเป็นวัตถุดิบที่ขาดไม่ได้ในอาหารของเติ้ล กิตติภัค

“ไม่ต้องห่วงมีแน่นอนค่ะ มีกระทืบเท้าแน่นอน อันนี้ตั้งใจของพี่เลยตั้งแต่เขียนบทเลย เหมือนล้างตาจากตุ๊ดซี่ส์&เดอะเฟค ว่ามันต้องได้กว่านี้ ต้องมีซีนหนึ่งที่ทำคน (ขำ) ตายให้ได้”

[ลายเซ็นที่ชัดเจน กับมุมมองที่เปลี่ยนไป]

เติ้ล กิตติภัคเป็นหนึ่งในนักเขียนบทและผู้กำกับที่โลดแล่นทำงานอยู่ในวงการมาหลายสิบปี อย่างหนึ่งที่เราอยากรู้เกี่ยวกับเขา แน่นอนว่าคงไม่พ้นแนวคิดในการทำงาน

ความอัปเดตและความร่วมสมัย คือสิ่งที่เจ้าตัวมองว่าเป็นลายเซ็นที่ชัดเจนที่สุดของตัวเองในตลอดหลายปีที่ผ่านมา 

“พี่รู้สึกว่าพี่ค่อนข้างเก่งในการจับเทรนด์ หรือ forecast (คาดการณ์) ได้ว่าอะไรที่มันจะยังอยู่ ยังตลก หรือคนยังสนใจ แต่มันก็มีระยะเวลาของมันนะ ถ้ามันช้ากว่านี้อาจจะไม่ได้แล้ว” 

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ ‘แก๊งตาคลี’ ที่ตอนแรกในบทเป็นนักร้อง ล้วนๆ แต่เติ้ลก็มองเห็นเทรนด์ของอินฟลูเอนเซอร์ เน็ตไอดอล ที่มักจะออกเพลงกัน จนบางทีคนตั้งคำถามว่า ตกลงเขาเป็นนักร้องหรือเป็นอะไร ซึ่งเขามองต่างออกไปและจับประเด็นนี้มาเพื่อให้เข้ากับกระแสสังคมมากขึ้น

“อินฟลูเอนเซอร์ เน็ตไอดอลที่เขาออกเพลงกันสำหรับพี่เขาก็แค่ชอบร้อง เขามีความสุขที่ได้นำเสนอผลงานของเขาในอีกรูปแบบหนึ่ง และเขาก็มีความสามารถมากด้วยนะ 

“กระแสมันเป็นแบบนี้แล้ว ถ้าเล่าลองเล่าเรื่องของพวกเขา พี่ว่าสิ่งเหล่านี้มันเป็นที่สนใจกว่า การเอาดาราดังๆ ค่าตัวแพงๆ มันไม่ได้การันตีแล้ว”

เติ้ล ถือเป็นอีกหนึ่งบุคลากรที่อยู่ในวงการบันเทิงมานาน เห็นการเปลี่ยนแปลงของทัศนคติและพฤติกรรมการเสพสื่อของคนดูมากมาย ในแง่การทำงาน เติ้ลเล่าว่าก็ต้องปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย

“มุมมองการทำงานพี่ก็เปลี่ยนนะ ถ้าเนื้อคู่ น้ำตากามเทพ หรือไอดารี่ตุ๊ดซี่ส์ถูกทำแล้วฉายยุคนี้ พี่ว่าพับไปตั้งแต่ซีซันแรก (หัวเราะ) ไม่ใช่ว่าตอนนั้นเราตั้งใจไม่ดีนะ แต่มันเป็นความคุ้นชินที่ยุคนี้มันยอมรับไม่ได้แล้ว

“การพูดจาที่เราไว้พูดกับเพื่อน ล้อเล่นกับเพื่อน การบูลลี่ ปัจจุบันนี้มันไม่ได้แล้ว ไม่ได้แบบจริงจังเลย เพราะพอมันมาทำให้คนอื่นที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มมาเห็นมาฟัง มันไม่ควร

“อย่าง ‘ดีว่า…ราวี’ ตอนตัดดราฟต์แรกเสร็จ มีพี่สุ่ย (โปรดิวเซอร์ อ้ายคยหล่อ)ลวง ดูจบแล้วพูดว่า “เติ้ลโตแล้ว”  ซึ่งพี่ก็ว่าจริง หนังเรื่องนี้มันไม่ทำลายใคร แทบจะไม่มีอะไรที่คนดูแล้วจะตั้งคำถามเลย เป็นเอเนอร์จีบวก”

ถ้าจะบอกว่านี่คือตัวอย่างของหนังคอมเมดี้ที่สร้างสรรค์ ก็อาจจะไม่ได้ผิดนัก เพราะมันผ่านการกลั่นกรองมาอย่างดีแล้ว

“แต่ก็อาจไม่ได้เคลียร์ 100 เปอร์เซ็นต์นะคะ (หัวเราะ) มันก็ยังมีสีสัน มีคำหยาบ มีอะไรของมันอยู่ แต่ว่าความตั้งใจของคนทำมันคิดมากขึ้น รอบคอบขึ้น เรารู้ว่าเราทำด้วยความตั้งใจดี มันยังมีความสนุกอย่างอื่นที่เอาทดแทน”

[‘เนื้อคู่’ ตำนานซิตคอมแห่งยุคที่ทุกคนเรียกร้องให้กลับมาทำมากที่สุด]

เมื่อไม่นานมานี้ ‘โอปอล์-ปาณิสรา อารยะสกุล’ ได้ออกมาอัปเดตกับรายการ ‘ทำส่งส่ง’ ของป๊อบ ปองกูล ว่ามีโครงการที่จะหยิบเอาซิตคอมในตำนานกลับมาทำ นักแสดงพร้อม ทุกคนพร้อม แต่…ติดที่ทีมเขียนบทที่ยังไม่พร้อม

ไหนๆ ก็มีโอกาสได้คุยกันแล้ว ผู้เขียนเลยถือวิสาสะถามคำถามแทนทุกคนเลยแล้วกัน

“มันโทษพี่ อย่าไปเชื่อค่ะ (หัวเราะ) นักแสดงพร้อม แต่คนทำล่ะ 

“พี่มุกที่เป็นผู้กำกับ เขายืนยันว่าถ้าจะทำเขาจะไม่ให้ใครเขียนบทนอกจากเซ็ตเดิม ซึ่งก็คือพี่ พี่มุก พี่ปุ๊กกี้ ทุกคนยุ่งกันมาก เอาเวลาที่ไหนมาทำ 

“ถามว่าอยากทำไหม ก็อยากนะ มันก็เห็นความต้องการ (demand) ก็งงว่าทำไมมันวนฉายอยู่อย่างนั้น หรืออยู่ดีๆ มันจะกลายเป็นกระแสมันก็ตู้มขึ้นมา แล้วก็หายไป แล้วก็จะขึ้นมาอีก พี่ก็งงว่า แล้วใครเป็นคนจุดวะ (หัวเราะ) 

“เราก็คิดถึงนะ คิดถึงตัวละครต่างๆ ยิ่งคนเรียกร้องเยอะ เราก็อยากทำออกมาดีๆ  ทำมาผีๆ ก็โดนด่า พวกพี่เลยคิดว่าถ้าจะทำ ก็ต้องทำให้มันดี ซึ่งมันต้องใช้เวลา ก็อาจจะได้เห็นในสักวัน รักกันแล้วรอหน่อยนะคะ (หัวเราะ)”

เอาเป็นว่าสำหรับใครที่คิดถึงชาวคอนโดสวัสดีทวีสุข ก็อย่าเพิ่งหมดหวังกันไป ในอนาคตอีกไกลๆ เราอาจจะได้ชม ‘เนื้อคู่’ ในเวอร์ชันที่ดีที่สุดกว่าที่ผ่านมาก็เป็นได้ “หากยังไม่มีใครตายไปก่อน” (ประโยคท้ายนี้ ผู้เขียนไม่ได้เขียนเองแต่อย่างใด)

[ความสำเร็จในแบบของ ‘เติ้ล’]

ดังที่เห็นว่าแม้แต่ผลงานที่ผ่านเป็น 10 ปีความสำเร็จของมันก็ยังคงอบอวลและถูกพูดถึงอยู่เสมอ และผลงานอื่นๆ ก็เช่นเดียวกัน แทบจะนึกไม่ออกเลยว่าเรื่องไหนที่ไม่ประสบความสำเร็จ 

“มันก็มีแป้กนะคะ แต่หนูแค่ไม่เห็นเท่านั้นแหละค่ะ (หัวเราะ)

“ความสำเร็จของพี่ คือ พี่มีความภูมิใจกับมันหรือเปล่า การที่เราทำงานชิ้นนั้นเสร็จ แล้วเรามองย้อนกลับไป เรามีความสุขกับมันภูมิใจที่จะบอกว่านี่คืองานของเรา เราไม่ได้ทำมันแบบสุกเอาเผากิน แม้ว่าผลตอบรับมันจะแป้กหรือคนด่า แต่ถ้าเราภูมิใจกับมัน นั่นคือสำเร็จแล้ว

“หรืองานที่มันทำให้คนดูเกิดความรู้สึกได้ ถ้าซีนนี้พี่ต้องการให้ตลก แล้วเขาตลก หรือซีนนี้ต้องเศร้า แล้วเขาร้องไห้ แค่นั้นพี่ก็ว่ามันสำเร็จแล้ว”

[สุดท้ายนี้อยากฝากอะไรถึงคนดู ‘ดีว่า…ราวี’]

สิ่งที่พี่มั่นใจที่สุดว่าคนดูจะได้กลับไปคือ ‘ความสนุก’ และ ‘ความบันเทิง’ ต่อให้คุณเป็นคนที่หัวเราะยากแค่ไหน พี่ว่ามันต้องมีสักดอกที่โดนคุณ พี่อยากให้คนดูปล่อยจอยไปกับมัน เพราะคุณจะเดาไม่ถูกเลยว่าหนังจะพาไปเจออะไร

“ขอขายอีกอย่าง ‘เพลง’ เพลงประกอบ 8 เพลง ออกอัลบั้มได้เลย (หัวเราะ) ทำกับ Warner Music Thailand พี่ไปขอปรมาจารย์ทางด้านเพลงมาทั้งหมด พี่แอ้ม, พี่เอฟู, คุณเฉลิมศรี มาทำเพลงให้ นี่คือโคตรจะมาสเตอร์พีซที่จะเพิ่มอรรถรสให้คนดูสุดๆ

“พี่มั่นใจว่าพลังงานและความตั้งใจของทุกอย่างในหนังเรื่องนี้ มันจะส่งไปถึงคนดูเป็นของขวัญส่งท้ายปลายปีที่เราเครียดกันมาทั้งปีได้แน่นอน”