1980s
ในปี 1979 เกิดสงครามน้ำมันระหว่างอิรักและอิหร่านจึงทำให้ ญี่ปุ่นปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง จึงเป็นสาเหตุที่เกิด เงินเฟ้อทำให้เกิดภาวะฟองสบู่
ต้นศตวรรษที่ 80 ประเทศญี่ปุ่นมีการรับเงินลงทุนจากต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมีดอกเบี้ยที่ต่ำจึงทำให้เกิดการพัฒนาด้านนวัตกรรมและการวิจัย และญี่ปุ่นยังมีนโยบายที่เกี่ยวกับการลงทุนในเรื่องอุตสาหกรรมเหล็ก ซึ่งใช้ในการพัฒนาอุตสาหกรรมรถยนต์และอุตสาหกรรมต่อเรือ ทำให้อุตสาหกรรมของญี่ปุ่นมีการเติบโตอย่างมากจนทำให้ประเทศสหรัฐอเมริกา เริ่มมีความกลัว ว่าญี่ปุ่นจะขึ้นมาเป็นประเทศมหาอำนาจอันดับ 1 ของโลก จึงทำให้อเมริกาเริ่มใช้นโยบายการค้าแบบขาดดุล คือกำหนดโควต้านำเข้ารถ ในปี 1981 เพิ่มภาษีรถจักรยานยนต์ญี่ปุ่นถึง 45% ในปี1983
ต่อมาในปี 1985 ในมีข้อตกลงชื่อว่า Plaza ในใจความสำคัญว่าต้องการให้เงิน ดอลล่าร์อ่อนค่าลง โดยรัฐบาลประเทศญี่ปุ่นจะเอาเงินทุนสำรองระหว่างประเทศดอลลาร์ ออกมาขาย จึงทำให้ค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้น ธนาคารแห่งประเทศญี่ปุ่นจึงได้ลดอัตราดอกเบี้ย จึงเกิดวิกฤตการณ์ฟองสบู่ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศ ในปี 1989 ธนาคารแห่งประเทศญี่ปุ่นขึ้นอัตราดอกเบี้ยจึงทำให้ฟองสบู่แตกในที่สุด จึงเกิดเป็นภาวะเงินฝืด
1990s
ช่วงต้นทศวรรษที่ 90 หลังจากฟองสบู่แตกส่งผลให้ เกิดหนี้เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ทำให้ความต้องการสินค้าโดยรวมลดลง แต่การผลิตสินค้ายังคงเท่าเดิมอยู่จึงทำให้เกิดอุปทานส่วนเกิน จะทำให้ราคาสินค้าและบริการลดลงในที่สุดคือภาวะเงินฝืด พอราคาสินค้าลดลงแล้วทำให้รายได้ลดลงการชำระหนี้เป็นไปได้ยากขึ้น จึงทำให้ความต้องการซื้อสินค้าลดลงไปอีกเกิดเป็นวงจรอย่างไม่สิ้นสุด ธนาคารแห่งประเทศญี่ปุ่นจึงหาวิธีแก้โดยการ ลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกครั้งในปี 1991 แต่ไม่ได้เกิดประโยชน์อะไร ธนาคารแห่งประเทศญี่ปุ่นจึงเพิ่มทุนและโควต้าให้ธนาคารอื่นๆกู้ยืมอีกครั้ง เหตุนี้ทำให้ประชาชนเกิดความไม่พอใจและเกิดกระแสต่อต้านอย่างรุนแรง จึงทำให้แนวทางการแก้ไข้ปัญหานี้ใช้ไม่ได้และต้องอยู่กับวงจรเงินฝืดไปจนถึงปี 1997 เกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินที่ส่งผลกระทบไปทั่วเอเชีย แต่ประเทศญี่ปุ่นสามารถผ่านมันไปได้ด้วย เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ที่เกิดจากการค้าขาดดุลอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้ปัญหาหนี้สินช่วงฟองสบู่แตกหมดไป
2000s
หลังจากปัญหาด้านหนี้สินทางเอกชนของญี่ปุ่นได้หมดลง ประเทศญี่ปุ่นกลับพบว่ากำลังเจอสภาวะเงินฝืดอ่อนๆ ธนาคารกลางของญี่ปุ่นจึงหาวิธีแก้ไขเพื่อให้ประเทศญี่ปุ่นมีเงินกลับมาเฟ้ออ่อนๆ เพื่อให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยที่มากขึ้นและส่งผลให้เศรษฐกิจโตในที่สุด แต่แล้วก็เกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา ทำให้เศรษฐกิจของญี่ปุ่นหดตัวลง เพราะญี่ปุ่นพึ่งพาการส่งออกรถยนต์เป็นอย่างมาก เมื่อเกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินของประเทศสหรัฐอเมริกาแล้วจึงทำให้ความต้องการซื้อรถยนต์ของประเทศญี่ปุ่นลดลง
2010s
หลังจากที่มีการเลือกตั้งใหม่ ประธานาธิบดีชินโสะอาเบะ ก็ได้ นำเสนอนโยบายการเงิน ชื่อว่า “Abenomics”
Abenomics ประกอบไปด้วย
1. นโยบายการเงิน คือ อัตราดอกเบี้ยแบบติดลบ ซื้อหนี้รับบาลทั้งระยะสั้นและระยะยาว
2. นโยบายการคลัง คือ เพิ่มค่าใช้จ่ายของรัฐบาล ขึ้นภาษีสินค้าสำหรับอุปโภคและบริโภค จาก5% ไป 10%
3. การปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจ คือ อนุญาตให้มีการเคลื่อนไหวของผู้ถือหุ้นมากขึ้นเพื่อเพิ่มการแข่งขันระหว่างบริษัท ลดอัตราภาษีสำหรับบริษัท และมีการเพิ่มข้อตกลงทางการค้ากับองค์กรต่างๆ
งานเขียนนี้ เป็นส่วนหนึ่งของวิชา
751309 Macro Economic 2
ซึ่งสอนโดย ผศ.ดร. ณพล หงสกุลวสุ
คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
งานชิ้นนี้ เขียนโดย
นายกิตติพิชญ์ สีตลพฤกษ์ 651610033