3 Min

เคยกิน ‘น้ำผลไม้’ หรือ ‘น้ำผึ้ง’ แล้วท้องเสียไหม? คุณอาจ “แพ้น้ำตาลผลไม้” ก็ได้นะ

3 Min
1279 Views
01 Sep 2021

Select Paragraph To Read

  • ทำไมคนเราถึงแพ้น้ำตาลฟรุกโตส?
  • “แพ้นม” ภาพสะท้อนอาการแพ้ฟรุกโตส
  • แพ้ก็คือแพ้ เพราะแพ้น้ำตาลผลไม้ ไม่ต้องจัดการอะไร

ในโลกนี้มีสารพัดสิ่งที่ทำให้เราท้องเสียได้ ซึ่งโดยทั่วไป คนไทยก็มักจะเรียกสิ่งนั้นว่า “ของแสลง”

แต่รู้ไหมว่า ในทางสถิติแล้วคน 1 ใน 3 บนโลกนี้ มีภาวะแสลงกับ “น้ำตาลผลไม้” หรือที่เราเรียกชื่อวิทยาศาสตร์ว่า “ฟรุคโตส” ที่ให้รสหวานในผลไม้ต่างๆ รวมถึงน้ำผึ้ง

ซึ่งภาวะแสลงดังกล่าวมีชื่อทางการแพทย์ว่า Fructose Malabsorption หรือเราจะเรียกว่าภาวะ “แพ้น้ำตาลผลไม้” ก็พอได้

ทำไมคนเราถึงแพ้น้ำตาลฟรุกโตส?

ภาวะนี้โดยทั่วไป ไม่มีอะไรมาก คือการที่เรากินอาหารอะไรที่มีน้ำตาลฟรุคโตสเยอะเกินไป แล้วร่างกายไม่สามารถดูดซึมเข้าไปได้

พอน้ำตาลพวกนี้ที่ค้างอยู่ในระบบทางเดินอาหารก็เริ่มแปรรูป แล้วเริ่มกลายเป็นอาหารของพวกจุลินทรีย์ในระบบทางเดินอาหาร ทำให้จุลินทรีย์ขยายตัว ส่งผลให้ภาวะทางเคมีในระบบทางเดินอาหารของเรารวน จนร่างกายต้องกำจัดมันออกมา ซึ่งในทางปฏิบัติก็คืออาการ “ท้องเสีย” นั่นเอง

ซึ่งภาวะแบบนี้เป็นมากเป็นน้อยต่างกันไป โดยทั่วๆ ไป ถึงแม้คนเราจะดูดซึมฟรุตโตสไม่ได้ดี แต่ถ้ากินไปไม่เยอะ ร่างกายก็จะขับออกมาทางระบบขับถ่ายปกติอยู่แล้ว ไม่ได้ทำให้ท้องเสียอะไร ไม่ได้ต่างจากสิ่งอื่นๆ ที่ร่างกายย่อยไม่ได้ แต่ถ้ากินไปเยอะเมื่อไร ก็ได้เรื่อง

ซึ่งประเด็นคือ ในโลกนี้ คนประมาณ 1 ใน 3 มีภาวะแบบนี้

แต่ถามว่าแปลกไหม?

“แพ้นม” ภาพสะท้อนอาการแพ้ฟรุกโตส

ตรงนี้อยากให้เรามองเทียบกับภาวะหนึ่งที่เราน่าจะคุ้นกว่าคือภาวะ “แพ้นม” หรือ “แพ้น้ำตาลแลคโตส” ซึ่งจริงๆ มันคือภาวะ “ไม่สามารถย่อยน้ำตาลในนม” ได้ ซึ่งเรียกว่า Lactose Intolerance และภาวะนี้ จริงๆ มีคนถึง 2 ใน 3 ในโลกเป็น

แต่ก็อย่างที่บอก คนแต่ละคนจะเป็นมากน้อยต่างกันไป และบางคนก็ไม่รู้ เพราะมันไม่ออกอาการ ซึ่งยังไม่ต้องนับว่า หลายๆ วัฒนธรรมในโลกมีเทคนิคการแปรรูปนมให้น้ำตาลส่วนนี้หายไป โดยที่เรารู้จักกันดีคือการใช้จุลินทรีย์มากินน้ำตาลและปล่อยกรดแลกติกมาให้นมมีรสเปรี้ยว ซึ่งผลผลิตก็คือ “โยเกิร์ต” นี่เอง

และนี่เป็นเหตุผลที่ทำให้คนที่ “แพ้นม” สามารถกิน “ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม” ได้ เช่น พวกคนมองโกลที่จริงๆ เป็นชาติพันธุ์ที่ “แพ้นม” แต่พวกเขาก็มีเทคนิคการแปรรูปนมให้กินได้

ทีนี้ตัดมาภาวะที่ย่อยน้ำตาลในผลไม้ไม่ได้ หรือเราจะเรียก “แพ้น้ำตาลผลไม้” ก็พอได้ คำถามคือ แล้วคนเราจัดการมันอย่างไร?

แพ้ก็คือแพ้ เพราะแพ้น้ำตาลผลไม้ ไม่ต้องจัดการอะไร

ทางออกของอาการแพ้น้ำตาลผลไม้คือ “ไม่ต้องจัดการอะไร” เพราะในประวัติศาสตร์วัฒนธรรมมนุษย์ มนุษย์โดยทั่วไปบริโภคน้ำตาลผลไม้ไม่เยอะถึงขั้นที่จะก่อให้เกิดปัญหาอยู่แล้ว ไม่ว่าคุณจะ “แพ้น้ำตาลผลไม้” หรือไม่ก็ตาม

กล่าวอีกแบบ คือถ้าคุณกินไปตามปกติ ถึงคุณ “แพ้น้ำตาลผลไม้” มันก็จะออกมาจากระบบทางเดินอาหารก่อนที่มันจะทำให้คุณท้องเสีย

ทีนี้ต้องเข้าใจก่อนว่า ก็มีบางจังหวะในชีวิต ที่อาจมีเหตุผลให้เรากินผลไม้หวานๆ ไปเยอะๆ กินน้ำผลไม้ไปเยอะๆ กินน้ำผึ้งไปเยอะๆ แล้วท้องไส้ปั่นป่วนจนท้องเสียในเวลาต่อมา

ซึ่งเราก็อาจจะงงว่าเกิดอะไรขึ้น กินไปน้อยๆ ไม่เห็นเป็นอะไร แต่กินไปเยอะๆ ดันท้องเสีย

คำตอบก็คือที่เล่ามา นั่นคือคุณมีภาวะ “แพ้น้ำตาลผลไม้” และคนที่เป็นอย่างคุณก็มีเยอะ

ตรงนี้หลายคนอาจนึกย้อนไปว่าในชีวิตเคยมีจังหวะแบบนี้ไหม?

ถ้าใครนึกแล้ว ก็ยินดีด้วย หวังว่าเราจะให้คำตอบกับภาวะท้องไส้ปั่นป่วนอย่างไม่มีคำอธิบายของคุณได้บ้าง

ส่วนถ้าใครนึกไม่ออก แล้วอยากรู้ว่าตัวเองมีภาวะนี้ไหม จริงๆ เขามีวิธีทดสอบมาตรฐาน คือให้คุณอดอาหาร แล้วกินน้ำเชื่อมน้ำตาลฟรุกโตส จากนั้นเช็กลมหายใจคุณในช่วง 2-3 ชั่วโมงต่อมา ถ้ามีไฮโดรเจนเยอะ ก็นั่นแหละครับ คุณมีอาการ “แพ้น้ำตาลผลไม้” แต่เรื่องนี้ก็ไม่ได้คอขาดบาดตายอะไร

ทั้งนี้ สิ่งที่ไม่ควรทำเลยคือการยัดน้ำตาลผลไม้เข้าไปเยอะๆ เพื่อเช็กว่าตัวเองจะท้องเสียหรือไม่ เพราะถ้าไม่ท้องเสีย ร่างกายดูดซึมน้ำตาลเข้าไปหมด น้ำตาลในเลือดพุ่งกระฉูดแน่ๆ ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่พึงหลีกเลี่ยงอยู่แล้วถ้าไม่ต้องการให้ร่างกายรวน

แต่สำหรับคนที่ไม่ได้มีภาวะ “แพ้น้ำตาลผลไม้” ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะกินน้ำตาลพวกนี้ได้ตามใจชอบครับ เพราะถ้าคุณจะกินไปถึงระดับนั้น ก็แน่นอนว่าภาวะเบาหวานประเภทที่ 2 รอคุณอยู่

ซึ่งนั่นน่ากลัวกว่าการแพ้น้ำตาลผลไม้เยอะ

อ้างอิง