3 Min

นักวิจัยค้นพบวิธีจับผิดรูป Deepfake แล้ว เผยความลับอยู่ในดวงตา

3 Min
3955 Views
25 Mar 2021

โลกทุกวันนี้มีเทคโนโลยีใหม่ๆ โผล่มาให้ทึ่งตลอดเวลา และเทคโนโลยีหนึ่งที่ทำให้คนอึ้งกันมากๆ ก็คือ Deepfake หรือเทคโนโลยีการใช้ AI ทำ “ภาพปลอม” ที่เหมือนคนจริงระดับแยกไม่ออก

ล่าสุด เรื่องที่เป็นข่าวก็ได้แก่บัญชี TikTok ที่ชื่อว่า DeepTomCruise (https://www.tiktok.com/@deeptomcruise?lang=en) ซึ่งใครดูก็คงจะรู้สึกว่ามัน “เนียน” มากๆ

 DeepTomCruise

นักแสดงของ DeepTomCruise ก่อนและหลังการใช้ Deepfake | The Verge

ซึ่งนี่ก็คงจะเป็นก้าวใหม่ของเทคโนโลยีที่ใช้ “นักแสดงเลียนแบบ” มาผสมกับเทคโนโลยีสร้างคลิปที่เนียนสมจริงเสมือนเจ้าตัวมาเอง

อย่างไรก็ดี ในกรณีของคลิปที่เป็นหนังหรือยืนพูดเฉยๆ เราอาจเห็นกันไปพอสมควรแล้วว่าไม่ว่าจะมาร์ค ซักเกอร์เบิร์ก บารัก โอบามา หรือกระทั่งพระราชินีอลิซาเบธที่ 2 ก็ถูกเอาไปทำ Deepfake ได้ทั้งสิ้น

ใครถูกทำ Deepfake ได้บ้าง?

Deepfake ยุคนี้ถูกสร้างโดย AI หรือ “ระบบการเรียนรู้ของเครื่องจักร” ที่ประมวลผลภาพจำนวนมากเพื่อหาแพตเทิร์นมาสร้างแพตเทิร์นใหม่ แม้ว่าเทคโนโยลีจะพัฒนาไปเรื่อยๆ (ทุกวันนี้ใช้เทคนิคล่าสุดที่ใช้เรียกกันว่า Generative Adversary Network อธิบายง่ายๆ คือสร้าง AI สองตัวมาทำงานร่วมกัน ตัวหนึ่งผลิตงาน อีกตัวควบคุมคุณภาพการผลิต) แต่สิ่งที่ยังคงเดิมก็คือ “วัตถุดิบ” ที่ต้องใช้ประมวลผล

Deepfake คือการเอาใบหน้าของคนที่เคลื่อนไหวได้ไปใส่ในภาพเคลื่อนไหว ดังนั้นวัตถุดิบในการทำ Deepfake ก็คือภาพใบหน้าของคนคนนั้น ซึ่งจะเป็นภาพนิ่งก็ได้ ภาพเคลื่อนไหวก็ยิ่งดี

หลักการพื้นฐานที่รู้กันก็คือยิ่งมีภาพต้นแบบไปประมวลผลเยอะ Deepfake ก็จะยิ่งออกมาเนียน

ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจว่าพวก “คนดัง” ทั้งหลาย โดยเฉพาะผู้นำประเทศหรือดาราภาพยนตร์นั้นจะมีคลิป Deepfake เนียนๆ เยอะมาก เพราะคนพวกนี้มีทั้งภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวคุณภาพสูงเผยแพร่แบบสาธารณะอยู่เต็มไปหมด และพวกนี้คือวัตถุดิบ Deepfake ชั้นดี

ในทางกลับกัน คนที่ไม่มีคลิปวิดีโอเลย มีแต่รูปถ่ายไม่ชัดสองสามรูป โอกาสจะถูกเอาไปทำ Deepfake ก็มี แต่สิ่งที่ได้ออกมาย่อม “ไม่เนียน” เท่าไร แบบดูออกได้ไม่ยากว่านี่มัน “ปลอม”

ดังนั้นคนทั่วๆ ไปที่ไม่ชอบถ่ายรูป ก็ไม่ต้องกลัวโดน Deepfake มากนัก เพราะไม่มีวัตถุดิบไปประมวลผล ยังไงก็ออกมาไม่เนียน

แต่ปัญหาไม่ได้หมดแค่นั้น เพราะเทคโนโลยีนี้หากถูกเอาไปใช้ในทางการเมือง มันจะส่งผลหายนะได้มาก เพราะหลายฝ่ายก็แสดงให้เห็นแล้วว่า เราสามารถจะทำคลิปพวกผู้นำประเทศ หรือนักการเมืองออกมาพูดในสิ่งที่จริงๆ เขาไม่ได้พูด และคนดูก็แยกไม่ออกได้

หนทางจับผิด Deepfake

เราจะจับผิด Deepfake ได้อย่างไร?

หลายฝ่ายต่างก้มหน้าก้มตาหาวิธี “จับผิด” Deepfake จนกระทั่งล่าสุดในปี 2021 มีทีมวิจัยเสนอวิธีที่น่าสนใจมาก และจับผิด Deepfake ได้ถึง 94%

วิธีดังกล่าว แม้จะเป็นเรื่องเชิงเทคนิคมากๆ แต่ก็คอมมอนเซนส์สุดๆ เพราะนักวิจัยเสนอว่าสิ่งที่จะทำให้ภาพที่เกิดจาก Deepfake ไม่เหมือนภาพคนจริงๆ เลยคือ “เงาสะท้อนในแก้วตา”

หรือพูดอีกแบบ มันเป็นธรรมชาติของ Deepfake ที่จะจำลองภาพดวงตาสองข้างแยกกัน และผลก็คือ ถ้าสังเกตดีๆ เงาแสงสะท้อนในดวงตา สองข้างจะไม่เหมือนกัน

ซึ่งจริงๆ เทคนิคนี้ไม่จำเป็นต้องใช้กับภาพเคลื่อนไหว ใช้กับภาพนิ่งก็ได้ เพราะทีมวิจัยนั้นได้ตัวอย่างภาพ Deepfake จากเว็บ www.thispersondoesnotexist.com

ซึ่งเป็นเว็บที่จะสร้างหน้าคนสุ่มๆ ขึ้นมาจากการประมวลผล ซึ่งคนในภาพทุกคน แม้จะเหมือนคนจริงๆ แต่ไม่มีใครเป็นคนที่มีตัวตนจริงๆ เลย

การวิเคราะห์เงาสะท้อนในแก้วตาของภาพคน

การวิเคราะห์เงาสะท้อนในแก้วตาของภาพคนจาก www.thispersondoesnotexist.com | IFLScience

เทคนิคใหม่นี้น่าจะมีประโยชน์ขึ้นมากๆ ในยุคที่เราเริ่ม “ไม่รู้ว่าอะไรจริงไม่จริงมากขึ้น” แต่ถึงแม้มีเทคนิคนี้ เราก็ต้องไม่ลืมว่า Deepfake ไม่ใช่สิ่งผิดกฎหมาย และก็คงยากจะทำให้มันผิดกฎหมายจริงๆ ด้วย เพราะเทคโนโลยีมันแพร่หลายสุดๆ ระดับหยุดไม่ได้แล้ว

และสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันแม้ว่าจะมีเทคนิคช่วยจับผิดก็คือ ทุกวันนี้เราก็คงไม่ดูภาพคนแล้วเช็คเงาสะท้อนในดวงตาก่อนจะเชื่อว่าคนคนนั้นเป็นเขาจริงๆ อยู่ดี และคนส่วนใหญ่ก็คงจะ “เชื่อในสิ่งที่เห็น”

พร้อมกับอาจตกเป็นเหยื่อในการใช้ Deepfake เพื่อเจตนาร้ายได้ตลอดเวลา

อ้างอิง: