ทำไมแค่ ‘แข่งทำอาหาร’ จากศึกช้อนดำ-ช้อนขาว ‘Culinary Class Wars’ ถึงเขย่าวงการอาหารเกาหลีอย่างคาดไม่ถึง

3 Min
97 Views
14 Jan 2026

ใครที่เป็นแฟนคลับรายการแข่งขันทำอาหาร คงจะคุ้นเคยกับรายการ ‘Culinary Class Wars’ จาก Netflix กันเป็นอย่างดี เพราะนี่คือรายการที่สร้างปรากฏการณ์สะเทือนวงการอาหาร มาตั้งแต่ซีซันแรกในปี 2024

และในวันนี้ หลายคนคงได้ทราบบทสรุปของซีซัน 2 ที่เพิ่งผ่านพ้นไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และจากทั้ง 13 ตอนที่ผ่านมา ตัวรายการก็ยังคงรักษาแก่นแท้ความเข้มข้นของการทำอาหาร เพื่อเชื่อมโยง ‘ชนชั้น’ และ ‘ตัวตน’ เข้ากับ ‘รสชาติ’ ได้ไม่ต่างจากเดิม

แต่สำหรับใครที่ยังไม่เคยรับชมรายการนี้ ขอเล่าคร่าวๆ ก่อนว่า สิ่งที่ทำให้ Culinary Class Wars น่าสนใจ คือการหยิบเอา ‘วัฒนธรรมอาหาร’ เกาหลีมาเป็นหัวใจหลัก ผ่านสัญลักษณ์ ‘ช้อน’ ที่แบ่งแยกระดับชนชั้น คือ ‘ช้อนขาว’ (White Spoon) กลุ่มเชฟชนชั้นนำผู้มีชื่อเสียง กับ ‘ช้อนดำ’ (Black Spoon) เชฟมวยรองที่มีแพสชันแรงกล้า

รายการเล่นกับประเด็น ‘อำนาจและตัวตน’ ออกมาได้อย่างน่าสนใจ เพราะในขณะที่เชฟช้อนขาวเรียกกันด้วยชื่อจริง แต่เชฟช้อนดำกลับจะเรียกด้วยฉายา สิ่งนี้คือการสร้างภาพตัวแทนของมวยรองที่ต้องต่อสู้ภายใต้ลำดับชั้นที่สังคมกำหนด 

การแบ่งชนชั้นแบบนี้ จะทำให้ผู้ชมอย่างเราๆ ได้เห็นการจับคู่แข่งขันที่ผู้ชมไม่คิดว่าจะได้เห็นมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นศึกระหว่างเชฟมิชลินกับเชฟสตรีทฟู้ด อาจารย์กับลูกศิษย์ หรือการแข่งขันกับเชฟไอดอลของเชฟเอง

นอกจากนี้ก็ยังมี ‘Blind Taste Test’ รอบการแข่งขันที่ใช้ทำลายสิทธิพิเศษ โดยการปิดตากรรมการตัดสิน โดยไม่มีหัวโขนหรือมิชลินสตาร์มาเป็นตัวชี้นำ ทำให้ผู้ชมได้เห็นภาพปรมาจารย์อาหารพ่ายแพ้ให้เชฟมวยรองอย่างไม่คาดคิด (และยังมีการแข่งขันรอบอื่นๆ ที่ ‘ปั่น’ ให้ผู้ชมและผู้เข้าแข่งขันลุ้นได้)

และอีกหนึ่งสิ่งที่มักได้รับการพูดถึงก็คือ ‘ความจริงจังในการชิม’ ของกรรมการทั้งสองท่าน ภาพของแบค จงวอน และอัน ซองแจ ที่บรรจงตักอาหารเข้าปากคำโตและเคี้ยวอย่างตั้งใจ ไม่ใช่เพียงแค่ ‘ชิม’ ผ่านๆ ตามสคริปต์ สิ่งนี้สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ชม ว่าทุกคำตัดสินนั้นมาจากรสชาติที่พิจารณาอย่างถี่ถ้วน กลายเป็นอีกหนึ่งภาพจำที่สร้างความประทับใจให้กับผู้ชม

แต่นอกจากความสนุก รายการนี้ยังพิสูจน์ให้เห็นถึงการผลักดันวัฒนธรรมออกสู่วงกว้าง โดยรายการได้ทำหน้าที่ช่วย ‘ขยับเพดาน’ ความเข้าใจอาหารผ่าน 3 ด้าน คือ

1 – เปลี่ยนแนวคิด Fine Dining ให้เข้าถึงง่ายผ่านหน้าจอ ทำให้คนเข้าใจว่า ‘คุณค่า’ ของอาหารแลกมาด้วยการฝึกฝนที่เข้มงวด

2 – ลบเส้นแบ่งระหว่างสตรีทฟู้ดกับอาหารระดับโรงแรม ให้ความสำคัญกับจิตวิญญาณของการทำอาหารและเทคนิค

3 – นำเสนออาหารหลากหลาย ตั้งแต่อาหารวัดไปจนถึงเทคนิคตะวันตกชั้นสูง ทำให้เห็นว่าอาหารคือการถ่ายทอดปรัชญา ซึ่งกลายมาเป็นบรรทัดฐานใหม่ในการสร้างแบรนด์ยุคปัจจุบัน

โดยจากการสำรวจพบว่า ผู้บริโภคชาวเกาหลีถึง 62 เปอร์เซ็นต์ รู้สึกว่ารายการนี้ส่งผลต่อชีวิตประจำวันของพวกเขา และกว่า 73 เปอร์เซ็นต์ ของผู้ชม ระบุว่าพวกเขามีความตั้งใจที่จะไปร้านอาหารของเชฟในรายการ หรือเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่เชฟเหล่านี้พัฒนาร่วมกับแบรนด์ต่างๆ 

และยังมีข้อมูลจากแพลตฟอร์มจองร้านอาหารอย่าง CatchTable พบว่า ยอดการจองร้านอาหารของเหล่าเชฟพุ่งสูงขึ้นถึง 148 เปอร์เซ็นต์ และมีการค้นหาร้านอาหารเพิ่มขึ้นถึง 74 เท่า ภายในเวลาอันรวดเร็ว ช่วยชุบชีวิตย่านธุรกิจท้องถิ่นที่เคยเงียบเหงาให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง

นอกจากนี้ยังมีการร่วมออกผลิตภัณฑ์กับร้านสะดวกซื้อ ทำให้เมนูบนหน้าจอส่งถึงมือผู้บริโภคในราคาเข้าถึงได้ จนสินค้าขายหมดเกลี้ยงอย่างรวดเร็ว มียอดขายสะสมรวมกว่า 7 ล้านชิ้น และเมนูยอดฮิตบางรายการมียอดขายเฉพาะตัวสูงถึง 2.5 ล้านชิ้น จนกลายเป็นสินค้าขาดตลาดในพริบตา

ในวันนี้ แม้เราอาจจะทราบผลผู้คว้าชัยชนะไปแล้ว แต่ความสำเร็จที่แท้จริงของ Culinary Class Wars อาจไม่ใช่แค่ถ้วยรางวัลหรือเงินรางวัลสามร้อยล้านวอน แต่มันคือการแสดงให้เห็นว่ารายการยุคใหม่ ความสำเร็จไม่ได้อยู่เพียงเรตติ้งที่พุ่ง หากยังอยู่ที่สามารถสร้างแรงกระเพื่อมทางสังคมและวัฒนธรรม ผ่านกลยุทธ์ ‘การเล่าเรื่อง’ ที่น่าติดตามด้วย

อ้างอิง: