ก็ไม่ใช่ความลับอะไรเรื่องอดีตมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลกอย่าง บิล เกตส์ คือคนที่เตือนว่าโลกนี้กำลังจะมีโรคระบาดร้ายแรงที่ยังไม่พร้อมจะรับมือ ก่อนโควิด-19 จะระบาด
และก็ไม่แปลกที่เขาได้เครดิตเรื่องการมองการณ์ไกลนี้ไปเยอะมาก และไม่แปลกอีกที่เขาจะ ‘ฟาด’ ต่อด้วยการออกหนังสือชื่อ ‘How to Prevent the Next Pandemic’ ออกมาในปี 2022 (เพราะไม่พูดตอนนี้แล้วจะพูดตอนไหน)
หนังสือเล่มนี้ได้รับเสียงชื่นชมว่ามองโรคระบาดได้อย่างทะลุปรุโปร่ง แต่ในส่วนของการ ‘แก้ปัญหา’ นั้นก็ถือเป็นส่วนที่มีคนวิจารณ์มากเช่นกัน เพราะหนังสือยาว 300 กว่าหน้านี้มีข้อสรุปว่า คนรวยทั้งหลายต้องบริจาคเงินเพื่อให้โลกเตรียมพร้อมในการต่อสู้โรคระบาดมากขึ้น
โดยคนก็วิจารณ์ว่าปัญหาไม่ใช่เรื่องคนรวยบริจาคน้อย แต่มันคือเรื่องความเหลื่อมล้ำที่แพร่กระจายไปทั่วโลกมากกว่า และจริงๆ มันก็เป็นแบบนั้น เพราะถ้าไปดูสถิติก็จะเห็นเลยว่า ‘ประเทศรวย’ ได้วัคซีนก่อนประเทศจนทั้งนั้น และตอนนี้ในขณะที่คนในยุโรปและอเมริกากลับมาใช้ชีวิตปกติกันแล้ว ฉีดบูสเตอร์กันไปเข็ม 3 เข็ม 4 แล้ว แต่หันไปดูที่แอฟริกา คนที่ได้วัคซีนเข็มแรกยังไม่ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ของประชากรเลย
คนอเมริกันตายไปเป็นล้านก็จริง แต่การตายนั้นก็ไม่ได้ทั่วถึง เพราะคนขาว คนมีการศึกษา มีหน้าที่การงานดี ก็แทบไม่ตายกันเลย คนส่วนใหญ่ที่ตายจากโควิดล้วนเป็นคนชนชั้นแรงงานเชื้อสายละตินและแอฟริกันทั้งนั้น ซึ่งคนพวกนี้ในอเมริกาก็คือ ‘คนจน’ นั่นเอง
ดังนั้นโควิดมันไม่เลือกคนตามสีผิวหรือชนชั้นหรอก แต่ระบบในการป้องกันโรคระบาดและระบบในการรักษานั้นมันเลือกที่จะปล่อยให้คนจนตาย แต่กลับให้คนรวยมีชีวิตอยู่ จะบอกว่าทั้งหมดนี้เป็นผลจาก ‘ทุนนิยม’ ก็ได้ และในยุโรปเอง ที่ ‘ความเหลื่อมล้ำ’ นั้นต่ำกว่าอเมริกา ก็จะเห็นว่ามิติการตายมันไม่ได้แยกคนรวยคนจนในระดับอเมริกา
และประเด็นหนึ่งก็คือ บิล เกตส์ ที่แม้เป็นคนอเมริกันแท้ๆ กลับทำราวกับว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ปัญหา แต่เป็น ‘สิ่งที่มันต้องเป็น’ นี่ก็ยังไม่ต้องพูดถึงว่า บิล เกตส์ มาถึงระดับนี้ได้ก็เพราะทุนนิยมแท้ๆ โดย บิล เกตส์ ก็ไม่ได้ต่างจากมหาเศรษฐีคนอื่นที่มั่งคั่งสุดๆ ในช่วงโควิด เพราะหุ้นสายเทคโนโลยีทำ ‘นิวไฮ’ กันรัวๆ
แน่นอนว่าประสบการณ์ของเศรษฐีอเมริกันอย่าง บิล เกตส์ ก็คล้ายๆ อีลอน มัสก์ คนพวกนี้เชื่อว่าภาคเอกชนจะสามารถแก้ปัญหาสังคมได้ดีกว่าภาครัฐ และหน้าที่ของรัฐคือต้องไม่ไปขัดขวางการสร้างนวัตกรรมของเอกชน ในแง่นี้เราก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า วัคซีนโควิดระดับท็อปๆ เทคโนโลยี mRNA ทั้งหลายก็เกิดจากบริษัทเอกชนทั้งสิ้น
อีกด้านหนึ่งเราก็ต้องไม่ลืมว่า ประเทศสังคมนิยมอย่างคิวบา รัฐก็สามารถผลิตวัคซีนที่มีประสิทธิภาพและเอามาใช้ได้สำเร็จ การผลิตวัคซีนโดยบริษัทเอกชนนี้เองก็เป็นสาเหตุสำคัญของความเหลื่อมล้ำทางวัคซีนในระดับโลก เพราะสุดท้ายวัคซีนพวกนี้คือวัคซีนที่กระจายไปตามคนมีอำนาจและคนที่มีกำลังในการจ่าย ไม่ได้กระจายไปตามความจำเป็น หรือพูดง่ายๆ คือ ‘กลุ่มเสี่ยง’ ในประเทศยากจนนั้นได้วัคซีนทีหลังคนปกติที่ไม่มีความเสี่ยงอะไรในประเทศรวยๆ
การกระจายทรัพยากรพวกนี้มีปัญหา และกลไกในปัจจุบันองค์กรที่มีอำนาจในการแก้ไขคือ ‘รัฐ’ ซึ่งเป็นตัวแทนอำนาจประชาชนในการใช้งบประมาณภาษีที่เกิดจากเงินประชาชน
หนทางที่ บิล เกตส์ เสนอว่าคนรวยควรจะบริจาคมากขึ้น ในทางปฏิบัติมันก็คือให้ตั้งมูลนิธิทำเพื่อสังคม แต่ปัญหาคือมูลนิธิพวกนี้ไม่ต้องมีความรับผิดชอบใดๆ ต่อสาธารณชน ถ้าใช้เงินบริจาคไม่เข้าท่า คนทั่วไปก็ทำอะไรไม่ได้ นี่ยังไม่นับว่าการบริจาคให้มูลนิธิสามารถเอาไปหักภาษีได้อีก
และประเด็นของคนวิจารณ์ บิล เกตส์ ก็คือ ‘แล้วแบบนี้วิธีที่ดีกว่าคือเปลี่ยนโครงสร้างภาษี ให้คนรวยจ่ายภาษีมากขึ้นจะดีกว่าไหม?’ เพราะอย่างน้อยๆ เงินนั้นก็จะอยู่ในการควบคุมของประชาชน ผ่านการทำงานของรัฐและประชาธิปไตยระบอบตัวแทน
แน่นอน คนอย่าง บิล เกตส์ ก็คงจะโวยตามสไตล์เศรษฐีว่าการเก็บภาษีเยอะเกินเป็นการทำลายศักยภาพในการสร้างนวัตกรรมโดยบริษัทเอกชน ซึ่งนี่คือสิ่งที่ชาวอเมริกันภาคภูมิใจ
ปัญหามันก็วนกลับมาที่เดิม จะไม่มีความเปลี่ยนแปลงใดๆ ในโรคระบาดคราวหน้า เศรษฐีก็จะรวยขึ้น คนรวยจะได้รับการรักษาและวัคซีนก่อนคนจน ประเทศรวยกลับมาใช้ชีวิตปกติ แต่ประเทศจนก็จะยังฉีดวัคซีนไม่ถึงไหนเหมือนเดิม
และมันก็คงจะตลกร้ายสุดๆ ถ้าสุดท้าย บิล เกตส์ จะออกหนังสือใหม่มาอีกเล่มแล้วพูดเรื่องเดิมๆ นั่นคือให้คนรวยบริจาคเงินมากขึ้นอีกในสงครามโรคระบาดครั้งต่อไป
อ้างอิง
- Vox. The major blind spot in Bill Gates’s pandemic prevention plan. https://www.vox.com/…/bill-gates-pandemic-prevention-covid