2 Min

ชีวิตดีแต่ไม่มีความสุข เมื่อการละเลยทางอารมณ์ในวัยเด็ก อาจทำให้เรากลายเป็นผู้ใหญ่ที่ว่างเปล่า

2 Min
88 Views
08 Jan 2026

ในพื้นที่ส่วนลึกที่สุดของความทรงจำในวัยเด็ก อาจมีภาวะหนึ่งที่เรียกว่า ‘การละเลยทางอารมณ์’ (Childhood Emotional Neglect) ซ่อนอยู่

จอนิซ เวบบ์ (Jonice Webb) ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาและเจ้าของผลงาน ‘Running on Empty’ กล่าวไว้ว่า “การเพิกเฉยต่อความรู้สึกของตนในวัยเด็ก คือรากฐานไปสู่ความว่างเปล่าในช่วงต่อมาของชีวิต”

นั่นอาจเป็นสาเหตุที่ว่าทำไมตอนเด็กๆ ถึงแม้เราจะเป็นเด็กที่ไม่มีปัญหา แต่เมื่อโตมา เรากลับกลายเป็นผู้ใหญ่ที่รู้สึกเหมือนเครื่องยนต์กำลังจะดับ หรือ ‘Running on Empty’ ในวันนี้

สำหรับใครที่กำลังสงสัยว่าเรามีภาวะที่ว่านี้อยู่หรือเปล่า ลองสำรวจดูว่า ในวันที่ควรจะมีความสุข เราเคยรู้สึกแบบนี้หรือไม่?

1 – ทำหน้าที่ในฐานะพนักงาน พ่อแม่ หรือคู่รักได้อย่างไร้ที่ติ แต่ลึกๆ แล้วกลับรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นแค่หุ่นยนต์ที่ทำตามคำสั่งโปรแกรมไปวันๆ

2 – มีความรู้สึกโหวงๆ หรือมีความรู้สึกตื้อๆ แปลกๆ ที่ลำคอเวลาที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์ทางอารมณ์

3 – แม้จะอยู่ท่ามกลางคนหมู่มาก แต่กลับรู้สึกว่าตัวเอง ‘ไม่ได้อยู่ที่นั่นจริงๆ’

แล้วสาเหตุของมันคืออะไร? ทำไมเราถึงกลายเป็นคนแบบนั้น? คำตอบอาจต้องย้อนกลับไปดูวัยเด็ก และสิ่งที่เรียกว่าการตอบสนองทางอารมณ์ 

การเติบโตในบ้านที่พ่อแม่ล้มเหลวในการสังเกต เห็นคุณค่า หรือตอบสนองต่ออารมณ์ ไม่ว่าจะเป็นตอนที่เราเสียใจ หรือตื่นเต้นกับเรื่องเล็กๆ สมองของเด็กคนหนึ่งจะเรียนรู้บทเรียนที่แสนเจ็บปวดว่า “ความรู้สึกของฉันไม่มีความหมาย”

เพื่อให้อยู่รอดในสภาพแวดล้อมนั้น สมองของเราจึงสร้างกลไก ‘กำแพงกั้นอารมณ์’ เราเลือกที่จะกดความรู้สึกนั้นไว้ให้ลึกที่สุด ไม่ให้มันไปกวนใจใคร และไม่ให้มันทำให้เราต้องผิดหวังเมื่อไม่มีใครมองเห็น 

การใช้ชีวิตโดยปิดกั้นอารมณ์ไม่ได้แปลว่าเราจะเข้มแข็งขึ้น เวบบ์เปรียบเทียบไว้อย่างน่าสนใจว่า ชีวิตที่ปราศจากการเชื่อมต่อทางอารมณ์ก็เหมือน “การกินเค้กที่อบโดยใส่น้ำตาลไม่พอ” มันดูเป็นเค้กที่สมบูรณ์แบบ แต่มันขาดรสชาติที่จะทำให้เรามีความสุข

เมื่ออารมณ์ถูกขังไว้หลังกำแพง เราจะเผชิญกับวิกฤตที่ตามมา เพราะอารมณ์มีหน้าที่บอกว่าอะไรคือสิ่งที่ควรทำ หรือใครคือคนที่ควรเลี่ยง เมื่อเราไม่รู้สึกอะไรเลย เราจึงมักจะเลือกทางเดินในชีวิตผิด หรือตกอยู่ในความสัมพันธ์ที่กัดกินตัวเอง และยังทำให้เราเหนื่อยล้าง่ายกว่าคนอื่น เพราะการพยายามกดทับอารมณ์ไว้ต้องใช้พลังงานมหาศาล

แต่อย่าเพิ่งยอมแพ้ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงกำแพงที่เราสร้างเอง และสามารถพังทลายมันลงได้ด้วยตัวเองเช่นกัน โดยใช้วิธีการกลับมาทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่คุณเจอในวัยเด็ก นั่นคือการ ‘หันกลับมามองอารมณ์ตนเอง

อาจเริ่มจากการเห็นคุณค่าของอารมณ์เล็กๆ น้อยๆ ในแต่ละวัน โดยไม่ต้องตัดสินว่ามันดีหรือไม่ดี

และจำไว้ว่าไม่จำเป็นต้องทลายกำแพงลงในวันเดียว แค่เริ่มยอมรับว่าอารมณ์ของคุณไม่ใช่ภาระ 

เพราะสุดท้ายแล้ว เมื่อเราเริ่มรับรู้ถึงอารมณ์ เราก็จะเริ่มบริหารจัดการมันได้ และนั่นจะทำให้ความสัมพันธ์ของคุณกับคนรอบข้างกลับมาแข็งแกร่งขึ้น อย่างที่คุณไม่เคยสัมผัสมาก่อน

อ้างอิง: