ทำไมชาวเน็ตถึงหมกมุ่น กับทฤษฎีสมคบคิดการโคลนนิ่งคนดัง? หรือเรากำลังติดกับภาพจำ ที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลงของดารา?
ทฤษฎีสมคบคิดที่ว่าเหล่าคนดังถูก ‘โคลนนิง’ หรือถูกแทนที่ด้วยตัวปลอม กลับมาเป็นประเด็นร้อนในโลกออนไลน์อีกครั้ง โดยเฉพาะในกลุ่มชาวเน็ตฝั่งตะวันตกที่นำภาพอดีตมาเปรียบเทียบกับภาพปัจจุบันของคนดังอย่าง ‘จิม แคร์รีย์’ (Jim Carrey) และ ‘เซเลนา โกเมซ’ (Selena Gomez) พร้อมกับตั้งข้อสังเกตว่าความเปลี่ยนแปลงของทั้งคู่นั้นดูผิดปกติเกินไป จนพยายามขุดคุ้ยหลักฐานมาสนับสนุนความเชื่อที่ว่าพวกเขาไม่ใช่ตัวจริง
อันที่จริง นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ ทฤษฎีสมคบคิดเหล่านี้ถูกพูดถึงมานานแล้ว ในอดีตคนดังอย่าง ‘บริตนีย์ สเปียร์ส’ (Britney Spears) และ ‘แอวริล ลาวีน’ (Avril Lavigne) ก็เคยตกเป็นเป้าของทฤษฎีลักษณะเดียวกันนี้บนโลกออนไลน์มาแล้ว
ชาวเน็ตพยายามหาข้อสังเกตมาอธิบายทฤษฎีนี้กันอย่างจริงจัง แต่แทนที่จะมองว่าเป็นแค่ข่าวลือไร้สาระ เราอาจต้องลองตั้งคำถามว่า ทฤษฎีเหล่านี้กำลังสะท้อนอะไร? เพราะการที่เรื่องเล่าเดิมๆ ยังคงวนเวียนกลับมาฉายซ้ำกับคนดังหลายคน อาจหมายความว่ามันมีนัยสำคัญที่ลึกซึ้งกว่านั้น
แน่นอนว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะตอนนี้ TikTok ทำให้มันแพร่เร็วขึ้น ซึ่งก่อนจะมีโซเชียลมีเดีย กลุ่มแฟนคลับก็เคยตั้งข้อสงสัยแบบสุดโต่งเกี่ยวกับศิลปินมาโดยตลอด เมื่อผู้คนยึดติดกับ ‘ภาพจำ’ ของคนดังในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งมากเกินไป ความเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องวัยที่เพิ่มขึ้น สไตล์ที่เปลี่ยนไป ปัญหาสุขภาพ หรือการเติบโตทางความคิด มักจะถูกมองด้วยความเคลือบแคลงสงสัย มากกว่าการยอมรับว่าเป็นเรื่องธรรมดาของชีวิต
ในกรณีของจิม แคร์รีย์ ทฤษฎีเหล่านี้มักเชื่อมโยงกับจุดยืนของเขาที่วิพากษ์วิจารณ์วงการฮอลลีวูดอย่างตรงไปตรงมา เขาเคยแสดงความไม่สบายใจกับวัฒนธรรมของวงการ รวมถึงพูดถึงตัวตนและการเปลี่ยนแปลงของชีวิตในเชิงปรัชญาอยู่บ่อยครั้ง
ดังนั้น เมื่อเขาปรากฏตัวด้วยท่าทีสดใสร่าเริงผิดปกติระหว่างการสัมภาษณ์ในงาน César Awards ครั้งที่ 51 ที่ปารีส ก็เกิดความสงสัยขึ้นทันที หลายคนพยายามจับผิดรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ตั้งแต่ทรงผม น้ำเสียง สีตา ไปจนถึงรูปหน้า เพื่อจะบอกว่าคนที่ยืนอยู่ตรงนั้นคือ ‘ตัวปลอม’
การที่ชาวเน็ตหมกมุ่นกับเรื่องนี้ มันก็อาจสะท้อนได้ว่าผู้คนจำนวนไม่น้อยไม่สามารถยอมรับการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติของมนุษย์ได้ ทั้งที่ความแตกต่างที่เห็นนั้น แท้จริงแล้วเป็นเพียงผลของอายุ ประสบการณ์ชีวิต หรือแม้แต่การศัลยกรรมที่อาจไม่สมบูรณ์แบบ ไม่ใช่เรื่องลึกลับซับซ้อนอะไรเลย
เซเลนา โกเมซเองก็กลายเป็นอีกหนึ่งคนดังที่ถูกจับจ้องและตั้งข้อสงสัยจากการเปลี่ยนแปลงของรูปลักษณ์ เมื่อเธอเติบโตจากอดีตนักแสดงเด็กของ Disney Channel สู่บทบาทนักร้อง นักแสดง และเจ้าของธุรกิจในวัยผู้ใหญ่ ภาพลักษณ์ในสายตาสาธารณะของเธอก็เปลี่ยนไปตามกาลเวลา
แต่เธอก็ไม่วายโดนพูดถึงเกี่ยวกับทฤษฎีสมคบคิดนี้ โดยชาวเน็ตมองว่าการตัดสินใจในชีวิตของเธอ เช่น การแต่งงานกับ เบนนี บลังโก (Benny Blanco) เป็นความเปลี่ยนแปลงที่ ‘ผิดปกติ’
ทฤษฎีเหล่านี้ยิ่งบานปลายมากขึ้น เมื่อมีการแชร์ภาพแคปหน้าจออีเมลที่อ้างว่าเชื่อมโยงกับคดีของ เจฟฟรีย์ เอปตีน (Jeffrey Epstein) โดยมีข้อความระบุว่า “decided about Selena” (ตัดสินใจเรื่องเซเลนาแล้ว) อย่างไรก็ตาม อีเมลฉบับนี้ไม่เคยได้รับการยืนยันว่าเป็นของจริง และไม่มีหลักฐานใดๆ พิสูจน์ว่าชื่อ ‘Selena’ ในนั้นหมายถึง Selena Gomez รวมถึงไม่มีข้อมูลใดๆ ที่ระบุว่าเธอมีความเกี่ยวข้องกับเอปสตีนแม้แต่น้อย
แม้เซเลนาจะไม่เคยออกมาตอบโต้ทฤษฎีเหล่านี้โดยตรง แต่เธอเคยเปิดใจอย่างตรงไปตรงมาถึงมรสุมชีวิตที่ส่งผลต่อร่างกายและจิตใจ โดยให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร Elle ในปี 2021 ว่า “ทั้งโรคพุ่มพวง (Lupus) การปลูกถ่ายไต การทำเคมีบำบัด ปัญหาสุขภาพจิต ไปจนถึงการต้องเผชิญกับอาการอกหักท่ามกลางสายตาคนทั้งโลก สิ่งเหล่านี้มันมากพอที่จะทำให้ฉันพังทลายไปแล้วด้วยซ้ำ”
ถึงอย่างนั้น การที่ชาวเน็ตวิพากษ์วิจารณ์รูปร่างของผู้หญิง โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในสปอตไลต์อย่างเซเลนา ก็ยังคงเป็นปัญหาเดิมๆ ที่ผู้หญิงต้องเผชิญกับมาตรฐานความงามที่เกินจริง และความกดดันที่ต้อง ‘ดูดีไร้ที่ติ’ อยู่ตลอดเวลาไม่ว่าจะเจอวิกฤตชีวิตแค่ไหนก็ตาม
แต่การพูดคุยในโลกออนไลน์เกี่ยวกับเรื่องการโคลนนิงคนดังก็ทำให้เกิดคำถามขึ้นมาว่า ทำไมผู้คนถึงหมกมุ่นกับทฤษฎีสมคบคิดกันขนาดนี้ตั้งแต่แรก?
จากผลการวิจัยที่ตีพิมพ์โดยสมาคมจิตวิทยาแห่งอเมริกา ในปี 2023 ระบุว่า “ผู้คนมีแนวโน้มที่จะเชื่อในทฤษฎีสมคบคิดเนื่องจากลักษณะบุคลิกภาพและแรงจูงใจหลายประการ เช่น การเชื่อมั่นในตัวเองสูงเกินไป ความรู้สึกเป็นปฏิปักษ์หรือรู้สึกเหนือกว่าผู้อื่น รวมถึงความหวาดระแวงต่อภัยคุกคามรอบตัว”
ชอนา โบวส์ (Shauna Bowes) นักจิตวิทยาคลินิก ผู้เขียนงานวิจัยนี้อธิบายว่า ผู้ที่เชื่อทฤษฎีเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่มีปัญหาทางจิตหรือคิดน้อยตามที่ภาพจำในสังคมวาดไว้ แต่หลายคนเลือกหันมาหาทฤษฎีสมคบคิดเพื่อเติมเต็มความต้องการลึกๆ ในใจ และเพื่อใช้เป็นทางออกในการทำความเข้าใจความทุกข์หรือความบกพร่องที่ตนเองเผชิญอยู่
แน่นอนว่าทฤษฎีสมคบคิดและข่าวลือต่างๆ นั้นมีเสน่ห์ดึงดูดใจเสมอ เพราะมันมักประกอบด้วยเรื่องซุบซิบดาราที่ใครๆ ก็ชอบเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แม้บางเรื่องจะดูเป็นแค่เรื่องเล่าขำๆ แต่ในระยะยาวมันอาจกลายเป็นต้นตอของข้อมูลที่บิดเบือนและเป็น ‘ข่าวปลอม’ (fake news) ซึ่งสามารถแพร่กระจายไปทั่วโลกออนไลน์และกลายเป็นไวรัลได้ในชั่วข้ามคืน
.
จากกระแสไวรัลนี้ ถ้าจะมองว่าเป็นเรื่องเมาท์ดารากันสนุกๆ ก็ได้ แต่มันก็อาจสะท้อนให้เห็นถึงความหมกมุ่นของสังคมต่อความเยาว์วัย ความคงที่ และภาพในอุดมคติของคนมีชื่อเสียงได้เช่นกัน
สิ่งหนึ่งที่เราอาจจะต้องยอมรับคือ คนดังก็มีสิทธิ์ที่จะเติบโตขึ้น เปลี่ยนความชอบ เปลี่ยนอาชีพ และสำรวจตัวตนใหม่ๆ เช่นเดียวกับพวกเราทุกคน และในฐานะผู้ชม เราก็ควรเรียนรู้ที่จะยอมรับการเปลี่ยนแปลงนั้น โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาทฤษฎีสมคบคิดหรือเรื่องเล่าเหนือจริงมารองรับมัน เพราะความจริงที่เรียบง่ายก็คือ บุคคลสาธารณะก็เป็นมนุษย์ธรรมดาที่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาเช่นเดียวกับทุกคน
อ้างอิง:
- The Celebrity Clone Conspiracy: Why the internet can’t handle stars changing https://shorturl.asia/FTV6d
- Why Is the Internet Obsessed With Celebrity Clone Conspiracy Theories? https://shorturl.asia/ZubmA
- Has Jim Carrey been cloned? And other celebrity conspiracies
- https://shorturl.asia/mLOxi