ฤดูใบไม้ผลิอันเงียบงัน (Silent Spring)!
เขียนโดย ราเชล คาร์สัน
ราเชล คาร์สัน (Rachel Carson) นักชีววิทยาทางทะเล และนักอนุรักษ์ธรรมชาติชาวอเมริกัน ผู้ที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจให้การเขียนหนังสือสะท้อนผลกระทบขั้นรุนแรงของการใช้สารเคมีพิษกำจัดศัตรูพืชต่อสิ่งแวดล้อมทั่วโลกได้น่าเหลือเชื่อขนาดนี้ ที่สำคัญคือเธอได้สร้างความเข้าใจและความสำนึกรู้ให้กับคนทั่วโลกเกี่ยวกับปัญหาสิ่งแวดล้อม ที่เป็นผลมาจากการใช้สารเคมีพิษปราบศัตรูพืชอย่างเข้มข้น ในประเทศสหรัฐอเมริกา ในช่วงปี 1940 ถึงปี 1961 ไว้อย่างน่าสยองขวัญมากๆ ทั้งจากภัยเงียบและภัยที่ชัดเจนของสารเคมีพิษนานาชนิดนับไม่ท้วน ที่ใช้ในอุตสาหกรรมการเกษตรและเคมีภัณฑ์ในช่วงเวลานั้น จนทำให้งานเขียนเล่มนี้ของเธอชนะการหยุดใช้สารเคมีตัวฉกาจ อย่าง ดีดีที (DDT) และสารอันตรายอื่นได้สำเร็จ แต่กระนั้นแล้วสารเคมีตัวใหม่ๆ ก็ยังผุดขึ้นอีกนับไม่ถ้วนในยุคปัจจุบัน หนังสือเล่มนี้จัดตีพิมพ์โดย: สำนักพิมพ์สวนเงินมีมา แปลโดย ดิสทัต โรจนาลักษณ์
เล่มนี้เราคงจะเจาะเอาเนื้อหาโดยรวมของหนังสือมาเล่าหมดก็คงจะไม่ได้ (เพราะขอบอกไว้เลยว่าต้องอ่านเอง!) เราจึงขอเพียงบอกต่อแค่ว่า ทำไม….ใครอีกหลายๆ คนจึงจำเป็นต้องอ่านหนังสือเล่มนี้ให้ได้ ก่อนที่จะถลำตัวลึกเกินไป จนจะออกมาจากกรอบความคิดของระบบเกษตรกรรมเชิ่งเดี่ยว และกรอบความคิดของความเป็นเจ้าครองโลกของมนุษย์ยุคใหม่นี้ไม่ได้
“การทำเกษตรกรรมเชิงเดี่ยว” คือวิธีการทำเกษตรที่มาจากต่างถิ่น มีอายุการทดลองใช้งานสั้นมาก พร้อมยังทำลายล้างทุกสิ่งมีชีวิตไปพร้อมๆ กันอย่างเหี้ยมโหด มุ่งเน้นให้ผู้คนเพาะปลูกพืชผลอยู่ไม่กี่ชนิด มุ่งทำลายชั้นดินดีไปอย่างถาวร มุ่งใช้สารเคมีสังเคราะห์ และที่หนักสุดคือ “มุ่งใช้สารกำจัดศัตรูพืช แมลง เชื้อรา ทุกชนิดอย่าเข้มข้น” เพื่อควบคุม และกวาดล้าง แมลงและศัตรูพืชอื่นเพียงไม่กี่ชนิดตามอำเภอใจของมนุษย์ที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือแม้อาจจะรู้ก็อ้างได้เสมอว่าหมดทางเลือก แต่บางครั้งก็เหมือนเป็นการกระทำอย่างจงใจ โดยเฉพาะบนพื้นที่เป็นหลายล้านเอเคอร์ทั่วทุกภูมิภาคของสหรัฐฯ และในประเทศอื่นด้วยเช่นกัน!
หนังสือเล่มนี้เขียนขึ้นมาด้วยการรวบรวมข้อมูลอ้างอิงทางวิชาการ งานศึกษาวิจัยเกี่ยวกับผลกระทบของสารเคมีพิษหลายชิ้นนับไม่ถ้วน นับมาตั้งแต่ช่วงก่อนหน้าและช่วงปี ค.ศ. 1940 จนกระทั่งปี ค.ศ.1961 และหนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1962 หนังสือเล่มนี้บ่งชี้ถึงวิกฤตการณ์สารเคมีพิษขั้นรุนแรงสุดส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นในประเทศสหรัฐฯ
เราขอสรุปย่อและง่ายๆ ว่า สารกำจัดศัตรูพืช จำพวก ยาฆ่าหญ้า ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าเชื้อรา และยาปราบศัตรูพืชอื่นๆทั้งหมดที่พบเห็นอยู่ทั่วไปและนิยมใช้กันอยู่ตลอดนับไปตั้งแต่ ยาฆ่ามด ฆ่าปลวก ฆ่าเห็บ /ไร /มอด /ริ้นดำ ฆ่าแมลงสาบ ยาฆ่ายุง และสารเคมีพิษตัวอื่นๆ ที่ใช้กันในครัวเรือนทุกบ้าน “ล้วนแล้วแต่มีสารเคมีกำจัดศัตรูพืชผสมอยู่ทั้งนั้น” ทั้งแบบเข้มข้นและเจือจาง บางตัวออกฤทธิ์รุนแรงถึงตายฉับพลัน บางตัวออกฤทธิ์ในระยะยาวต่อสิ่งมีชีวิตทุกชนิดบนโลกใบนี้!
สารเคมีกำจัดศตรูพืชทั้งมวลเหล่านี้ถูกใช้อย่างเข้มข้น และหนักหน่วงในพื้นที่ปลูกข้าวสาลี ไร่ข้าวโพด ไร่ฝ้าย ไร่องุ่น ไร่ปลูกแบร์รี่นานาชนิด ป่าสน สวนแอปเปิ้ล สวนต้นเอล์ม และพื้นที่เพาะปลูกแยกย่อยอื่นๆ ในสหรัฐฯ รวมถึงในฟาร์มเลี้ยงวัว หมู ไก่ไข่ แพะและแกะ และปศุสัตว์อื่นๆ ที่มีการระบาดของแมลงไปทั่วพื้นที่เหล่านั้น
ผลกระทบอันหนักหน่วงของสารเคมีกำจัดศัตรูพืชมาจากสารเคมีพิษสองกลุ่มใหญ่ๆ คือ กลุ่มออร์แกโนฟอสเฟต และคลอริเนตเตดไฮโดรคาร์บอน ซึ่งออกฤทธิ์ต่างกันไป เกิดเป็นสารพัดสารที่แตกแยกย่อยออกจากทั้งสองกลุ่มนี้อย่างไม่ซ้ำชื่อ เช่น ดีดีที /อัลดริน /ดีลดริน/คลอร์เดน /เฮปตาคลอร์ /ลินเดน /พาราไทออน /มาลาไทออน /ทูโฟร์ดี เป็นต้น
ความเห็นส่วนตัวของเราคือ: ณ ปัจจุบันมันมีอีกหลายชื่อใหม่ที่เราได้ยินติดหูมากกว่า อย่าง “ไกโฟเสต คลอไพริฟอส และพาราควอต” สารทั้งสามตัวต่างก็แตกออกมาจากสารตั้งต้นสองกลุ่มใหญ่เดียวกันทั้งนั้น ข้อมูลในหนังสือเล่มนี้จึงถือเป็นการทำนายอนาคตของประชากรโลกได้อย่างแม่นยำ ไม่ว่ามันจะเปลี่ยนเป็นชื่ออะไรก็ตาม เรื่องของการออกฤทธิ์ทำลายล้างต่อทุกชีวิตมีแต่จะเพิ่มขึ้นและหนักสาหัสไปกว่าสารตัวเดิม!
กลับมาที่เนื้อหาในหนังสือ: สารเคมีพิษเหล่านี้ มันจะสะสมและซึมซับเข้าไปแพร่กระจายอยู่ในอวัยวะต่างๆ ของร่างกายเรา นับไปตั้งแต่ “ระดับเซลล์ ระบบการทำงานของอวัยวะสำคัญให้หมดสมรรถภาพ และตายไปในที่สุด” ตัวอย่างวิกฤติการณ์ครั้งมโหฬารของการฉีดพ่นสารเคมีพิษอย่างไม่เลือกหน้าในภูมิภาค ที่มีระบาดของแมลง หนอนผีเสื้อหางเหลือง ด้วงจากยุโรป ด้วงญี่ปุ่น มดคันไฟที่เป็นสัตว์ต่างถิ่นที่รุกรานเข้ามาในสหรัฐฯจากทางฝั่งยุโรป ได้แสดงหลักฐานของผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อสิ่งมีชีวิตทั้งบนดินและในดิน ไว้อย่างละเอียดยิบ เอาสั้นๆ คือทั้งคนที่ฉีดพ่นเป็นประจำเกิดโรคร้ายทั้งในอาการฉับพลัน และเรื้อรังยาวนานกว่าจะตรวจพบ สุดท้ายคือก็ตายไป และในสัตว์ชนิดอื่นที่โดนพิษด้วยเช่นกัน (โปรดอ่านหนังสือเอง)
สารเคมีพิษทั้งหมดที่ใช้กันในยุคนั้นส่งผลกระทบต่อ “ผืนดิน แหล่งน้ำ แหล่งอาหาร พื้นที่เพาะปลูกพืชผลเชิงเดี่ยวเป็นล้านๆ เอเคอร์ มันส่งผลต่อชีวิตของสัตว์เลี้ยง สัตว์ป่า สิ่งมีชีวิตตามธรรมชาติโดยรวม และต่อตัวเกษตรกรเองยังไงบ้าง” ดังนี้:
-
มันส่งผลต่อประชากรของปลาหลายชนิดพันธุ์ ที่หายเงียบไปจากแหล่งน้ำแทบจะทุกแห่ง ที่มีสารเคมีพิษปนเปื้อนอยู่ และปลาจำนวนมากตายไป ในช่วงฤดูวางไข่ ออกไข่ และสืบพันธุ์
-
มันส่งผลต่อประชากรสัตว์ปีก อย่าง นกหลายชนิด ทั้งเล็กใหญ่ ทั้งบนบกและทางทะเล ซึ่งได้หายไปจากแหล่งอาหารที่พวกเขาเคยมาหากินตลอดปี และนกจำนวนมากตายไปเช่นเดียวกัน มีนกที่มิตายทันทีที่โดนยาเคมีด้วย แต่ก็มีปัญหาในช่วง วางไข่ ฟักไข่และเลี้ยงลูกนกมากกว่า เพราะนกวางไข่จริง แต่ไข่กลับไม่ฟักเป็นตัว บางกรณีลูกนกฟักออกมาก็ตายไปภายในไม่กี่วัน เหตุนี้เกิดขึ้นกับทุกพื้นที่ที่มีการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชทุกประเภทอย่างหนักหน่วง
-
มันส่งผลเช่นเดียวกันต่อบรรดาปศุสัตว์ในฟาร์มเลี้ยงปลา กุ้ง หอย ปู ทั้งที่อยู่ใกล้เคียงและห่างไกลออกไป จากพื้นที่ที่ใช้สารเคมีปราบเหล่านั้น รวมถึงตามแหล่งน้ำและในป่าธรรมชาติ พบว่า ปลา กุ้ง กั้ง หอย ปู และพืชน้ำมีสารพิษตกค้างอยู่ในเนื้อเยื่อของสัตว์หลายชนิดที่ตายไป และที่กำลังจะตายจากการโดนสารพิษทางตรงและทางอ้อม จากการมากินกันเองต่อเป็นทอดๆ เช่น ปลาตายเพราะกินพืชน้ำ ปลาตายเพราะกินสิ่งมีชีวิตเล็กอื่นๆ ที่อยู่ในน้ำ ส่วนในบ่อเลี้ยงปลาตายเพราะโดนผงฝุ่นละอองสารพิษที่ลอยมากับลม ตอนที่ฉีดพ่นด้วยเครื่องบิน นกตายเพราะกินไส้เดือนตามพื้นที่ที่ฉีดพ่นสารเคมีพิษแบบปูพรมอย่างต่อเนื่อง พอฉีดพ่นสารพิษลงดินโดยตรงหรือเพียงฝุ่นละอองของมัน สารเคมีบางส่วนจะซึมซับลงดินตามรากพืช บางส่วนถูกชะล้างไปกับหน้าดิน และไหลลงสู่แม่น้ำใหญ่แทบทุกสาย และรวมตัวกันอยู่ที่ทะเลในที่สุด สัตว์ทะเลก็โดนสารพิษนี้ต่อไปตามๆ กันเป็นทอดๆ อีกที นอกจากนกกินไส้เดือนแล้ว ก็ยังกินแมลงต่างๆ อีกด้วยที่ก็โดนฉีดพ่นมาแล้ว และนกใหญ่กินนกเล็กที่ก็กินไส้เดือนจากจุดเดียวกันมาอีกรอบนึง สัตว์ป่าตายเพาะการกินกันเองต่อเป็นทอดๆ เช่นเดียวกัน และจุดนี้เองที่มนุษย์เราต้องถามตัวเองว่า “เรากินอะไรต่อมาอีกบ้าง” ทั้งจากพืชปลูกและสัตว์เลี้ยงที่เชื่อมโยงกับสารเคมีพิษมาเป็นหลายทศวรรษไม่เคยจบสิ้น!
-
มันส่งผลต่อระบบสืบพันธุ์ของสัตว์ปีกและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม สัตว์ฟันแทะ คือทำให้เป็นหมันสืบพันธุ์ต่อไม่ได้ ที่สำคัญมันส่งผลต่อสารพันธุกรรมของมนุษย์ ซึ่งทำให้ยีนกลายพันธุ์ได้ในคนรุ่นต่อๆ ไปเรื่อยๆ จนถาวร กล่าวคือมีความเป็นไปได้ที่มนุษย์รุ่นถัดๆ ไปจะมีพัฒนาการที่ไม่สมบูรณ์ในตัวอ่อน และเป็นพิการแต่กำเนิดกันเยอะขึ้นและเยอะขึ้น!
-
มันก่อโรคร้ายยอดนิยม อย่าง โรคมะเร็งเนื้อร้ายหลายชนิด โรคตับหลายชนิด โรคไขกระดูกเสื่อม โรคอัมพฤกษ์อัมพาต โรคสูญเสียความจำ มันส่งผลต่อระบบเผาผลาญพลังงานและขัดขวางการแบ่งเซลล์ในร่างกายที่สำคัญต่อการเคลื่อนไหวของร่างกายทั้งหมด เป็นต้น
ผลกระทบอันเลวร้ายซึ่งชัดเจนมากที่สุดจากการใช้สารเคมีพิษก็คือ มันย้อนกลับมาหาตัวเราเองในที่สุด และที่น่าเศร้ามากคือ ทั้งพืชและสัตว์อื่นๆ ที่โดนก่อนเราไม่ควรเป็นแพะรับปาบที่พวกเขาไม่รับรู้อะไรว่าทำไมอยู่ๆ พวกเขาต้องโดนฆ่า ทั้งๆ ที่ก็แค่อาศัยอยู่ตามวิถีธรรมชาติของตนเท่านั้น หากให้เลือกได้ว่าต้องใช้สารเคมีพิษที่ออกฤทธิ์เพียงแค่ในมนุษย์บางกลุ่มเท่านั้นได้คงจะดี เพราะหากยังอยากจะยังผลิตออกมาให้คนใช้กันอยู่ต่อไป มนุษย์บางกลุ่มควรรับเคราะห์ส่วนตนไปคนเดียว จงอย่ายึดสิทธิ์เข้าทำลายล้างพืชพรรณและสัตว์อื่นๆ ไปด้วยเลย!

ในทางกลับกัน ถ้าหากคุณเลือกได้ตอนนี้ คุณจะอยากทำเกษตรกรรมด้วยวิธีอะไร? คุณอยากจะมีแหล่งน้ำ แหล่งอาหาร และที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัยจากสารเคมีพิษหรือไม่? ในขณะที่การกำจัดแมลงและวัชพืชด้วยสารเคมีพิษก็มีข้อดีอยู่เพียงนิดเดียว “คือจัดเป็นวิธีการชั่วคราวที่ไม่แก้ไขปัญหาอย่างจริงจังและก่อปัญหาใหม่ๆ ต่อสิ่งแวดล้อมของโลกอยู่ล่ำไป มีค่าใช้จ่ายสูง และให้ผลลัพธ์ในทางตรงกันข้ามกับวิธีการธรรมชาติทุกกรณี เมื่อเทียบกับวิธีการใช้ แมลงตัวห้ำตัวเบียน (ตัวกำจัดศัตรูพืชในธรรมชาติ) ซึ่งเป็นวิธีการที่ใช้ได้ผลดีมากที่สุด คือไม่มีสารพิษตกค้าง ค่าใช้จ่ายต่ำกว่า และสำคัญสุดให้ผลลัพธ์ในระยะยาวและเกือบจะถาวรไปเลย”
ส่วนวิธีการใช้สารเคมีพิษที่จำกัด อย่าง วิธีการฉีดพ่นเฉพาะจุดที่มีปัญหาหนักจริงๆ เท่านั้น ก็สามารถที่จะควบคุมเหล่าแมลงและวัชพืชที่ไม่พึงประสงค์ได้แล้ว หรือ การฉีดพ่นแบบเว้นช่วงระยะเวลาให้เหมาะสมตลอดทุกฤดูกาล นี่จึงไม่จำเป็นต้องนำเอาสารเคมีพิษมาฉีดพ่นอย่างเป็นกิจวัตร เพราะมันแค่สร้างปัญหาใหม่และหนักกว่าเดิม แต่วิธีการทั้งสองอย่างนี้กลับได้รับความนิยมน้อยกว่า ทั้งๆ ที่มีมีประสิทธิภาพสูงกว่า ใช้งบประมาณต่ำกว่ามาก จัดการกับปัญหาได้ตรงจุด และแก้ไขปัญหาเดิมให้หมดไปได้ ที่สำคัญวิธีนี้ก่อภัยใหม่ๆ ในระยะยาวค่อนข้างน้อย อาจจะใช้เวลานานกว่าวิธีการฉีดพ่นสารเคมีพิษตามอำเภอใจ แต่มันก็ยังให้ผลผลิตไม่น้อยไปกว่ากัน และที่สำคัญวิธีการนี้ทำลายล้างสิ่งมีชีวิตอื่นในระบบนิเวศน้อยกว่ามาก ถือเป็นวิธีการใช้ที่มีความรับผิดชอบและมีขีดจำกัดในการใช้ชัดเจนดีอีด้วย!
บทสรุปของหนังสือเล่มนี้ก็คือว่า การใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชในอุตสาหกรรมการเกษตร และอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ของสังคมยุคใหม่ คือความผิดพลาดครั้งใหญ่มากที่สุดในประวัติศาสตร์ของเผ่าพันธุ์มนุษย์ ที่เคยอยู่มาบนโลกใบนี้ จากภายในเวลากว่า 200 ปี ของความก้าวหน้าของอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ และความเติบโตของผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งได้มาจากการปราบกำจัดทำลายล้าง และการกวาดล้างศัตรูพืชทั้งมวลให้สิ้นซาก ทำให้โลกธรรมชาติสูญเสียความสมดุลดั้งเดิมไปอย่างรวดเร็ว จนไม่เหลือเวลาให้สิ่งแวดล้อมทั้งหมดได้ฟื้นฟูความสมดุลนั้นกลับคืนมาให้ได้ก่อนอีกครั้ง เพราะสารเคมีพิษทั้งหมดเหล่านั้นจะตกค้างปนเปื้อนอยู่ในผืนดิน แหล่งน้ำจืด /น้ำเค็ม ตามแหล่งอาหารทุกประเภท ตามแหล่งอาศัยทุกพื้นที่ และอยู่ในระบบนิเวศของโลกต่อไปเป็นเวลาอีกหลายศตวรรษข้างหน้า!
หาก “มนุษย์กลุ่มที่ผลิตคิดค้น และจัดจำหน่ายสารเคมีพิษออกสู่สังคมทั่วโลก จะไม่หยุดสร้างกำไรส่วนตนและไม่สนโลก” กันอยู่เช่นนี้ และหากผู้คนในสังคมยุคใหม่จะยังไม่ปรับเปลี่ยนวิธีการผลิตอาหารและการทำเกษตร รวมถึงวิถีการดำรงชีวิตของตนให้สอดคล้องกับระบบธรรมชาติมากยิ่งขึ้นไปกว่านี้ ทุกสิ่งมีชีวิตอื่นๆ รวมถึงมนุษย์ทุกคนเองด้วย ก็จะได้รับผลกรรมร่วมกันที่ก่อขึ้นโดยมนุษย์เพียงบางกลุ่มอย่างจงใจ ซึ่งนั่นก็คือ “กลุ่มเจ้าของธุรกิจเคมีภัณฑ์ทุกบริษัท กลุ่มเจ้าของอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับการผลิตและใช้สารเคมีพิษ กลุ่มนักเคมีที่เป็นผู้คิดค้นสารพิษเหล่านั้นขึ้นมา และกลุ่มเกษตรกรผู้ตกเป็นเหยื่อเจ้าของบริษัทเคมีทั่วโลก ที่โดนสังคมประนามอย่างหนักยิ่งกว่า กลุ่มบริษัทที่ส่งเสริมและผลักดันให้พวกเขาจำต้องใช้สารเคมีพิษเหล่านั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ตั้งแต่แรก” และกลุ่มเกษตรกรทั้งหลายก็ยังถูกมองว่า เป็นผู้ที่ทำลายความสมดุลของธรรมชาติตัวยงอีกต่างหาก ซึ่งคนทั่วโลกต่างก็ต้องการความรับผิดชอบจากพวกเขา ทั้งๆ “ที่แท้จริงแล้ว ความผิดขั้นมหันต์มันไม่ได้อยู่กับเกษตรกรโดยทั่วๆ ไปมากนัก แต่มันอยู่กับเพียงกลุ่มอื่นๆ ที่กล่าวไปด้านบนเสียมากกว่า” จึงน่าแปลกใจที่ทำไม คนในสังคมส่วนใหญ่กลับไม่ต่อต้านและขึ้นศาลเอาความผิดกับบริษัทเคมีภัณฑ์โดยตรง แต่กลับต่อว่าให้กันเอง ทั้งๆ ที่ก็ไม่มีใครรับรู้เรื่องผลกระทบของสารเคมีพิษทั้งหมดนั่น ได้มากเท่ากับผู้ที่คิดค้นและผู้ผลิตจำหน่วยในจำนวนมหาศาล และยังมีสิทธิ์มาบังคับให้คนใช้กันทั่วโลกอีกด้วย!
แม้บทสรุปที่เราตกผลึกความคิดดังที่กล่าวไปนั้นจะไม่ปรากฏบนหน้าหนังสืออย่างชัดเจน และคาร์สัน (ผู้เขียน) ไม่ได้ทำลายบทบาททอันผิดพลาของระบบเกษตรยุคใหม่ (เกษตรเชิงเดี่ยว) อย่างเด่นชัด และไม่ได้สร้างภาพที่ชัดเจนว่า มนุษย์กลุ่มใดบ้างที่เป็นคนเห็นแก่ตัวมากที่สุดในโลกใบนี้ ให้ผู้อ่านทั่วโลกได้เข้าใจมากยิ่งขึ้น แต่ความทรงพลังของหนังสือเล่มนี้ก็ชัดเจนมากที่สุด และน่าหวาดกลัวมากที่สุดทุกประการ เกี่ยวกับผลกระทบจากสารเคมีพิษ ในขั้นที่ว่าเอากลับคืนมาไม่ได้อีกแล้ว หากไม่หยุดใช้กันแล้วในวันนี้เลย!
หนังสือเล่มนี้ต้องใช้ทั้งความคิดวิเคราะห์และวิจารณ์ของผู้อ่าน ต่อการใช้สารเคมีพิษกำจัดศัตรูพืชในรูปแบบต่างๆ อย่างครอบคลุม เพื่อจะได้เข้าถึงกลไกการทำงานและผลกระทบของมันต่อทุกชีวิตบนโลกนี้ และพร้อมที่จะเลือกจุดยืนของตัวเองให้ได้ว่า “เราจะเริ่มต้นรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมรอบตัวของเราเองได้อย่างไรบ้าง และจะเป็นปากเสียงบอกต่อให้คนอื่นรับรู้ถึงภัยเงียบและภัยที่ชัดเจนของมันได้อย่างเต็มใจมากขึ้น”
ข้อมูลในหนังสือเล่มนี้สามารถนำเอามาเปรียบเทียบกันได้กับระบบเกษตรกรรมที่เน้นการปลูกเชิงเดี่ยว ที่เน้นใช้สารเคมีพิษกำจัดศัตรูพืช เน้นผลผลิต เน้นผลกำไร และไม่ใส่ใจรับผิดชอบต่อสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ในประเทศไทยได้เป็นอย่างดี เพราะพิษภัยทั้งหมดของสารเคมีกำจัดศัตรูพืชมันกำลังปรากฏฤทธิ์เดชของมันให้เราเห็นบ้างแล้วในหลายพื้นที่โดยเฉพาะตามจังหวัดที่ใช้สารพิษเหล่านี้อย่างเข้มข้นและอย่างเป็นกิจวัตร และในทุกภูมิภาคที่เกษตรเชิงเดี่ยวได้ระบาดไปทั่วถึงทุกตารางนิ้วของผืนดิน
คำถามที่ได้รับจากการอ่านหนังสือเล่มนี้คือ: ในเมื่อเราก็ทราบกันดีอยู่แล้วว่าสารเคมีพิษทุกอย่าง ไม่ว่ามันจะถูกนำไปใช้เพื่อ “กำจัดกวาดล้างและทำลายให้สิ้นซาก” กับศัตรูพืชทางเกษตร หรือถูกใช้ในอุตสาหกรรมด้านอื่นๆ ก็ตามที มันล้วนแล้วแต่ เหลือทิ้งสารพิษตกค้างและปนเปื้อนอยู่ในสิ่งแวดล้อมของเราทุกคนทั้งนั้น ฤทธิ์รุนแรงของมันส่งผลทันทีต่อสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ในดิน ในน้ำ ในอาหาร และในอากาศได้ตราบนานเท่านาน แล้วทำไมพวกเราถึงจะไม่อยาก “ลดและหยุด” เข้าไปเป็นผู้มีส่วนร่วมในการทำลายล้างชีวิต ของโลกใบนี้ล่ะ และทำไมพวกเราทุกคนถึงจะไม่อยากรับมือและแก้ไขกับสาเหตุต้นทาง ของปัญหาสุขภาพทุกประเภท ทั้งของมนุษย์เองและของสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ตามที่พบเห็นกันอยู่เป็นประจำ ในเมื่อปัญหาทางสุขภาพของพวกเราทุกคน ล้วนเป็นผลมาจากสารเคมีพิษทั้งหมดนั่นเอง!
อนึ่ง หากมองดูในระยะยาวเป็นอีกหลายรุ่นคน สำหรับอนาคตของมวลมนุษยชาติแล้ว เรื่องสารเคมีพิษต่างๆ ที่เหล่าบรรษัทยักษ์ใหญ่และยักษ์เล็กเร่งผลิตกันออกมาไม่ซ้ำชื่อ และด้วยความเข้มข้นสูตรใหม่ที่ไวเท่าทันต่อโรคพืชทุกย่างก้าวเหล่านี้ “มันก็มีความเสี่ยงสูงมากต่อการสูญพันธุ์ของมนุษย์เองใช่หรือไม่? เพราะสารเคมีพิษทุกตัวล้วนออกฤทธิ์ต่อระบบสืบพันธุ์ และต่อสารพันธุกรรมของทั้งของชายและหญิงทุกคน ทั้งทางตรงและทางอ้อมตลอดชีพของเราอยู่เช่นนี้” ถ้าหาก ณ จุดหนึ่ง มนุษย์จะไม่สามารถสืบพันธุ์ต่อไปได้อีกหลายรุ่นนัก หรือหากยังสามารถสืบพันธุ์ต่อไปได้อีกหลายรุ่น แต่ก็จะอาจมีลูกหลานที่มีพันธุกรรมไม่แข็งแรง มีสุขภาพที่ไม่สมบูรณ์ และเสี่ยงต่อการเกิดโรคภัยเรื้อรังได้ง่ายๆ สูงขึ้นในอนาคต ถ้าไม่หยุดใช้สารเคมีพิษเหล่านี้ได้ทันเลา และถ้ายิ่งมองรวมเข้ากับสถานการณ์ปัจจุบันของระดับความปลอดภัยทาง อาหาร ดิน น้ำ และอากาศ ที่สูงเกินค่ามาตรฐานสากลไปแล้วนั้น ก็คงจึงแลดูจะมีความหวังน้อยลงไปเรื่อยๆ ใช่แล้วหรือไม่ในแง่นี้? โปรดช่วยกันรณรงค์หยุดใช้สารเคมีพิษทั้งหลายเหล่านี้กันดีกว่า เพราะสิ่งแวดล้อมที่ดี และระบบนิเวศที่อุดมสมบูรณ์เริ่มต้นได้ทุกวันที่บ้านของเราเอง!
ปล. (การทำรีวิวหนังสือของเราไม่ใช่เพื่อการโฆษณาทางการค้า แต่เป็นเพียงความสนใจส่วนตัว ที่อยากจะแบ่งปันมุมมองของตนร่วมกับผู้คนที่สนใจแนวทางเดียวกัน เพื่อใช้เป็นงานอ้างอิงงานเขียน การศึกษาอิสระ หรือใช้ยกตัวอย่างในการถกเถียงเรื่องของปัญหาทางสิ่งแวดล้อม และวิถีการผลิตอาหารที่ตกยุคไปแล้ว และเพื่อประโยชน์ส่วนรวมที่จะร่วมใจกันเปลี่ยนผ่านออกไปจากวิธีการทำเกษตรอันโหดร้ายเช่นนี้เท่านั้น!) ขอขอบคุณทุกท่านมากยิ่งที่เข้าอ่านบทเขียนรีวิวของเราคะ ^.^