บทรีวิว ฤดูใบไม้ผลิอันเงียบงัน (Silent Spring)

10 Min
722 Views
10 Jun 2023

ฤดูใบไม้ผลิอันเงียบงัน​ (Silent Spring)!

เขียนโดย​ ราเชล  คาร์สัน​

ราเชล  คาร์สัน​ (Rachel  Carson)​ นักชีววิทยาทางทะเล และนักอนุรักษ์ธรรมชาติชาวอเมริกัน​ ผู้ที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจให้การเขียนหนังสือสะท้อนผลกระทบขั้นรุนแรงของการใช้สารเคมีพิษกำจัดศัตรู​พืชต่อสิ่งแวดล้อมทั่วโลกได้น่าเหลือเชื่อขนาดนี้​ ที่สำคัญคือ​เธอได้สร้างความเข้าใจและความสำนึกรู้ให้กับคนทั่วโลกเกี่ยวกับปัญหาสิ่งแวดล้อม ที่เป็นผลมาจากการใช้สารเคมีพิษปราบศัตรู​พืช​อย่างเข้มข้น​ ในประเทศสหรัฐอเมริกา​ ในช่วงปี​ 1940​ ถึง​ปี 1961 ไว้อย่างน่าสยองขวัญมากๆ​ ทั้งจากภัยเงียบและภัยที่ชัดเจนของสารเคมีพิษนานาชนิดนับไม่ท้วน ที่ใช้ในอุตสาหกรรม​การเกษตรและเคมีภัณฑ์​ในช่วงเวลานั้น​ จนทำให้งานเขียนเล่มนี้ของเธอชนะการหยุดใช้สารเคมีตัวฉกาจ​ อย่าง​ ดีดีที (DDT)​ และสารอันตรายอื่นได้สำเร็จ​ แต่กระนั้นแล้วสารเคมีตัวใหม่ๆ​ ก็ยังผุดขึ้นอีกนับไม่ถ้วนในยุคปัจจุบัน​ หนังสือเล่มนี้จัดตีพิมพ์​โดย:​ สำนักพิมพ์​สวนเงินมีมา แปลโดย​ ดิสทัต​ โรจนาลักษณ์

เล่มนี้เราคงจะเจาะเอาเนื้อหาโดยรวมของหนังสือมาเล่าหมดก็คงจะไม่ได้​ (เพราะขอบอกไว้เลยว่าต้องอ่านเอง!) เราจึงขอเพียงบอกต่อแค่ว่า​ ทำไม….ใครอีกหลายๆ คน​จึงจำเป็นต้องอ่านหนังสือเล่มนี้ให้ได้​ ก่อนที่จะถลำตัวลึกเกินไป​ จนจะออกมาจากกรอบความคิดของระบบเกษตรกรรม​เชิ่งเดี่ยว​ และกรอบความคิดของความเป็นเจ้าครองโลกของมนุษย์ยุคใหม่นี้ไม่ได้​

“การทำเกษตรกรรมเชิงเดี่ยว” คือวิธีการทำเกษตรที่มาจากต่างถิ่น มีอายุการทดลองใช้งานสั้นมาก พร้อมยังทำลายล้างทุกสิ่งมีชีวิตไปพร้อมๆ กันอย่างเหี้ยมโหด มุ่งเน้นให้ผู้คนเพาะปลูกพืชผลอยู่ไม่กี่ชนิด​ มุ่งทำลายชั้นดินดีไปอย่างถาวร มุ่งใช้สารเคมีสังเคราะห์​ และที่หนักสุดคือ “มุ่งใช้สารกำจัดศัตรูพืช แมลง เชื้อรา ทุกชนิดอย่าเข้มข้น”​ เพื่อควบคุม​ และกวาดล้าง​ แมลงและศัตรูพืชอื่นเพียงไม่กี่ชนิด​ตามอำเภอใจของมนุษย์ที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือแม้อาจจะรู้ก็อ้างได้เสมอว่าหมดทางเลือก​ แต่บางครั้งก็เหมือนเป็นการกระทำอย่างจงใจ โดยเฉพาะบนพื้นที่เป็นหลายล้านเอเคอร์ทั่วทุกภูมิภาคของสหรัฐฯ ​และในประเทศอื่นด้วยเช่นกัน!

หนังสือเล่มนี้เขียนขึ้นมาด้วยการรวบรวมข้อมูลอ้างอิงทางวิชาการ​ งานศึกษาวิจัยเกี่ยวกับผลกระทบของสารเคมีพิษหลายชิ้นนับไม่ถ้วน​ นับมาตั้งแต่ช่วงก่อนหน้า​และช่วงปี​ ค.ศ. 1940 จนกระทั่งปี​ ค.ศ.1961 และหนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์ในปี​ ค.ศ. 1962 หนังสือเล่มนี้บ่งชี้ถึงวิกฤตการณ์​สารเคมีพิษขั้นรุนแรงสุดส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นในประเทศสหรัฐ​ฯ​

เราขอสรุปย่อและง่ายๆ ว่า​ สารกำจัดศัตรูพืช​ จำพวก ยาฆ่าหญ้า​ ยาฆ่าแมลง​ ยาฆ่าเชื้อรา​ และยาปราบศัตรู​พืชอื่นๆทั้งหมด​ที่พบเห็นอยู่ทั่วไปและนิยมใช้กันอยู่ตลอดนับไปตั้งแต่​ ยาฆ่ามด​ ฆ่าปลวก​ ฆ่าเห็บ /​ไร ​/มอด /​ริ้นดำ ฆ่าแมลงสาบ​ ยาฆ่ายุง​ และสารเคมีพิษตัวอื่นๆ ที่ใช้กันในครัวเรือนทุกบ้าน​ “ล้วนแล้วแต่มีสารเคมีกำจัดศัตรูพืชผสมอยู่ทั้งนั้น​” ทั้งแบบเข้มข้นและเจือจาง​ บางตัวออกฤทธิ์​รุนแรง​ถึงตาย​ฉับพลัน บางตัวออกฤทธิ์​ในระยะยาวต่อสิ่งมีชีวิตทุกชนิดบนโลกใบนี้!

สารเคมีกำจัดศตรูพืชทั้งมวลเหล่านี้ถูกใช้อย่างเข้มข้น และหนักหน่วงในพื้นที่ปลูก​ข้าวสาลี​ ไร่ข้าวโพด ไร่ฝ้าย​ ไร่องุ่น​ ไร่ปลูกแบร์รี่นานาชนิด​ ป่าสน​ สวนแอปเปิ้ล​ สวนต้นเอล์ม และพื้นที่เพาะปลูกแยกย่อยอื่นๆ ในสหรัฐ​ฯ รวมถึงในฟาร์มเลี้ยงวัว​ หมู​ ไก่ไข่​ แพะและแกะ​ และปศุสัตว์​อื่นๆ ที่มีการระบาดของแมลงไปทั่วพื้นที่เหล่านั้น

ผลกระทบอันหนักหน่วงของสารเคมีกำจัดศัตรูพืช​มาจากสารเคมีพิษสองกลุ่มใหญ่​ๆ คือ​ กลุ่มออร์แกโนฟอสเฟต และคลอริเนตเตดไฮโดรคาร์บอน​ ซึ่งออกฤทธิ์​ต่างกันไป​ เกิดเป็นสารพัดสารที่แตกแยกย่อยออกจากทั้งสองกลุ่มนี้อย่างไม่ซ้ำชื่อ​ เช่น​ ดีดีที ​/อัลดริน ​/ดีลดริน/คลอร์เดน ​/เฮปตาคลอร์ /ลินเดน /พาราไทออน /มาลาไทออน /ทูโฟร์ดี​ เป็นต้น

ความเห็นส่วนตัวของเราคือ: ณ​ ปัจจุบันมันมีอีกหลายชื่อใหม่ที่เราได้ยินติดหูมากกว่า อย่าง​ “ไกโฟเสต คลอไพริฟอส และพาราควอต” สารทั้งสามตัวต่างก็แตกออกมาจากสารตั้งต้นสองกลุ่มใหญ่เดียวกันทั้งนั้น​ ข้อมูลในหนังสือเล่มนี้จึงถือเป็นการทำนายอนาคตของประชากรโลกได้อย่างแม่นยำ​ ไม่ว่ามันจะเปลี่ยนเป็นชื่ออะไรก็ตาม​ เรื่องของการออกฤทธิ์​ทำลายล้างต่อทุกชีวิตมีแต่จะเพิ่มขึ้นและหนักสาหัสไปกว่าสารตัวเดิม!

กลับมาที่เนื้อหาในหนังสือ: สารเคมีพิษเหล่านี้​ มันจะสะสมและซึมซับเข้าไปแพร่กระจายอยู่ในอวัยวะต่างๆ ของร่างกายเรา​ นับไปตั้งแต่​ “ระดับ​เซลล์​ ระบบการทำงานของอวัยวะสำคัญให้หมดสมรรถภาพ​ และตายไปในที่สุด”​ ตัวอย่างวิกฤติการณ์ครั้งมโหฬารของการฉีดพ่นสารเคมีพิษอย่างไม่เลือกหน้าในภูมิภาค ที่มีระบาดของแมลง​ หนอน​ผีเสื้อหางเหลือง ด้วง​จากยุโรป​ ด้วงญี่ปุ่น มดคันไฟ​ที่เป็นสัตว์​ต่างถิ่นที่รุกรานเข้ามาในสหรัฐฯจากทางฝั่งยุโรป ได้แสดงหลักฐานของผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อสิ่งมีชีวิตทั้งบนดินและในดิน​ ไว้อย่างละเอียดยิบ​ เอาสั้นๆ คือทั้งคนที่ฉีดพ่นเป็นประจำเกิดโรคร้ายทั้งในอาการฉับพลัน​ และเรื้อรังยาวนานกว่าจะตรวจพบ​ สุดท้ายคือก็ตายไป​ และในสัตว์ชนิดอื่นที่โดนพิษด้วยเช่นกัน (โปรดอ่านหนังสือเอง)​ 

​สารเคมีพิษทั้งหมดที่ใช้กันในยุคนั้น​ส่งผลกระทบต่อ​ “ผืนดิน​ แหล่งน้ำ​ แหล่งอาหาร​ พื้นที่เพาะปลูกพืชผลเชิงเดี่ยว​เป็นล้านๆ เอเคอร์ มันส่งผลต่อชีวิตของสัตว์เลี้ยง​ สัตว์ป่า​ สิ่งมีชีวิตตามธรรมชาติโดยรวม​ และต่อตัวเกษตรกรเอง​ยังไงบ้าง”​ ดังนี้​:

  • มันส่งผลต่อประชากรของปลาหลายชนิดพันธุ์ ​ที่หายเงียบไปจากแหล่งน้ำแทบจะทุกแห่ง ที่มีสารเคมีพิษปนเปื้อนอยู่​ และปลาจำนวนมากตายไป​ ในช่วงฤดูวางไข่​ ออกไข่​ และสืบพันธุ์​

  • มันส่งผลต่อประชากรสัตว์ปีก​ อย่าง​ นกหลายชนิด​ ทั้งเล็กใหญ่​ ทั้งบนบกและทางทะเล​ ซึ่งได้หายไปจากแหล่งอาหารที่พวกเขาเคยมาหากินตลอดปี​ และนกจำนวนมากตายไปเช่นเดียวกัน​ มีนกที่มิตายทันทีที่โดนยาเคมีด้วย แต่ก็มีปัญหาในช่วง​ วางไข่​ ฟักไข่​และเลี้ยงลูกนกมากกว่า​ เพราะ​นกวางไข่จริง แต่ไข่กลับไม่ฟักเป็นตัว​ บางกรณีลูกนกฟักออกมาก็ตายไปภายในไม่กี่วัน​ เหตุนี้เกิดขึ้นกับทุกพื้นที่ที่มีการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชทุกประเภทอย่างหนักหน่วง​

  • มันส่งผลเช่นเดียวกันต่อ​บรรดา​ปศุสัตว์​ในฟาร์มเลี้ยงปลา​ กุ้ง​ หอย​ ปู​ ทั้งที่อยู่ใกล้เคียงและห่างไกลออกไป จากพื้นที่ที่ใช้สารเคมีปราบเหล่านั้น​ รวมถึงตามแหล่งน้ำและในป่าธรรมชาติ​ พบว่า​ ปลา​  กุ้ง​ กั้ง​ หอย​ ปู​ และพืชน้ำมีสารพิษตกค้างอยู่ในเนื้อเยื่อของสัตว์หลายชนิดที่ตายไป และที่กำลังจะตายจากการโดนสารพิษทางตรงและทางอ้อม​ จากการมากินกันเองต่อเป็นทอดๆ​ เช่น​ ปลาตายเพราะกินพืชน้ำ​ ปลาตายเพราะกินสิ่งมีชีวิตเล็กอื่นๆ ที่อยู่ในน้ำ​ ส่วนในบ่อเลี้ยงปลาตายเพราะโดนผงฝุ่นละอองสารพิษที่ลอยมากับลม ตอนที่ฉีดพ่นด้วยเครื่องบิน​ นกตายเพราะกินไส้เดือนตามพื้นที่ที่ฉีดพ่นสารเคมีพิษแบบปูพรมอย่างต่อเนื่อง​ พอฉีดพ่นสารพิษลงดินโดยตรงหรือเพียงฝุ่นละออง​ของมัน สารเคมีบางส่วนจะซึมซับลงดินตามรากพืช​ บางส่วนถูกชะล้างไปกับหน้าดิน​ และไหลลงสู่แม่น้ำ​ใหญ่แทบทุกสาย และรวมตัวกันอยู่ที่ทะเลในที่สุด​ สัตว์ทะเลก็โดนสารพิษนี้ต่อไปตามๆ กันเป็นทอดๆ อีกที นอกจากนกกินไส้เดือนแล้ว ก็ยังกินแมลงต่างๆ อีกด้วยที่ก็โดนฉีดพ่นมาแล้ว และนกใหญ่กินนกเล็กที่ก็กินไส้เดือนจากจุดเดียวกันมาอีกรอบนึง​ สัตว์ป่าตายเพาะการกินกันเองต่อเป็นทอดๆ เช่นเดียวกัน​ และจุดนี้เองที่มนุษย์เราต้องถามตัวเองว่า​ “เรากินอะไรต่อมาอีกบ้าง” ทั้งจากพืชปลูกและสัตว์เลี้ยง​ที่เชื่อมโยงกับสารเคมีพิษมาเป็นหลายทศวรรษไม่เคยจบสิ้น​!

  • มันส่งผลต่อระบบสืบพันธุ์​ของสัตว์​ปีกและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม สัตว์ฟันแทะ​ คือทำให้เป็นหมันสืบพันธุ์ต่อไม่ได้​ ที่สำคัญมันส่งผลต่อสารพันธุกรรม​ของมนุษย์ ซึ่งทำให้ยีนกลายพันธุ์​ได้ในคนรุ่นต่อๆ ไปเรื่อยๆ จนถาวร​ กล่าวคือมีความเป็นไปได้ที่มนุษย์รุ่นถัดๆ ไปจะมีพัฒนาการ​ที่ไม่สมบูรณ์ในตัวอ่อน และเป็นพิการแต่กำเนิดกันเยอะขึ้น​และเยอะขึ้น!

  • มันก่อโรคร้ายยอดนิยม​ อย่าง​ โรคมะเร็งเนื้อร้ายหลายชนิด​ โรคตับ​หลายชนิด โรคไขกระดูก​เสื่อม โรคอัมพฤกษ์​อัมพาต​ โรคสูญเสียความจำ​ มันส่งผลต่อระบบเผาผลาญ​พลังงานและขัดขวางการแบ่งเซลล์ในร่างกายที่สำคัญต่อการเคลื่อนไหวของร่างกายทั้งหมด​ เป็นต้น

ผลกระทบอันเลวร้ายซึ่งชัดเจนมากที่สุดจากการใช้สารเคมีพิษก็คือ​ มันย้อนกลับมาหาตัวเราเองในที่สุด​ และที่น่าเศร้ามากคือ​ ทั้งพืชและสัตว์อื่นๆ ที่โดนก่อนเราไม่ควรเป็นแพะรับปาบที่พวกเขาไม่รับรู้อะไรว่าทำไมอยู่ๆ พวกเขาต้องโดนฆ่า​ ทั้งๆ ที่ก็แค่อาศัยอยู่ตามวิถีธรรมชาติของตนเท่านั้น​ หากให้เลือกได้ว่าต้องใช้สารเคมีพิษที่ออกฤทธิ์​เพียงแค่ในมนุษย์บางกลุ่มเท่านั้นได้คงจะดี  เพราะหากยังอยากจะยังผลิตออกมาให้คนใช้กันอยู่ต่อไป​ มนุษย์บางกลุ่มควรรับเคราะห์​ส่วนตนไป​คนเดียว​ จงอย่ายึดสิทธิ์เข้าทำลายล้างพืชพรรณและสัตว์อื่นๆ ไปด้วยเลย!

ในทางกลับกัน​ ถ้าหากคุณเลือกได้ตอนนี้​ คุณจะอยากทำเกษตรกรรมด้วยวิธีอะไร? คุณอยากจะมี​แหล่งน้ำ​ แหล่งอาหาร​ และที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัยจากสารเคมีพิษหรือไม่? ในขณะที่การกำจัดแมลงและวัชพืช​ด้วยสารเคมีพิษ​ก็มีข้อดีอยู่เพียงนิดเดียว​ “คือ​จัดเป็นวิธีการชั่วคราวที่ไม่แก้ไขปัญหาอย่างจริงจังและก่อปัญหาใหม่ๆ ต่อสิ่งแวดล้อมของโลกอยู่ล่ำไป​ มีค่าใช้จ่ายสูง​ และให้ผลลัพธ์​ในทางตรงกันข้ามกับวิธีการธรรมชาติทุกกรณี​ เมื่อเทียบกับวิธีการใช้​ แมลงตัวห้ำตัวเบียน​ (ตัวกำจัดศัตรูพืชในธรรมชาติ)​ ซึ่งเป็นวิธีการที่ใช้ได้ผลดีมากที่สุด​ คือไม่มีสารพิษตกค้าง​ ค่าใช้จ่ายต่ำกว่า​ และสำคัญสุดให้ผลลัพธ์​ในระยะยาวและเกือบจะถาวรไปเลย”

ส่วนวิธีการใช้สารเคมีพิษที่จำกัด อย่าง วิธีการฉีดพ่นเฉพาะจุดที่มีปัญหาหนักจริงๆ​ เท่านั้น​ ก็สามารถ​ที่จะควบคุมเหล่าแมลงและวัชพืชที่ไม่พึงประสงค์ได้แล้ว​ หรือ การฉีดพ่นแบบเว้นช่วงระยะเวลาให้เหมาะสมตลอด​ทุกฤดูกาล นี่จึงไม่จำเป็นต้องนำเอาสารเคมีพิษมาฉีดพ่นอย่างเป็นกิจวัตร​ เพราะมันแค่สร้างปัญหาใหม่และหนักกว่าเดิ​ม​ แต่วิธีการทั้งสองอย่างนี้กลับได้รับความนิยมน้อย​กว่า ทั้งๆ ที่มีมีประสิทธิภาพ​สูงกว่า​ ใช้งบประมาณต่ำกว่า​มาก จัดการกับปัญหาได้ตรง​จุด​ และแก้ไขปัญหาเดิมให้หมดไป​ได้​ ที่สำคัญวิธีนี้ก่อภัยใหม่ๆ ในระยะยาวค่อนข้างน้อย อาจจะใช้เวลานานกว่าวิธีการฉีดพ่นสารเคมีพิษตามอำเภอใจ​ แต่มันก็ยังให้ผลผลิตไม่น้อยไปกว่ากัน และที่สำคัญวิธีการนี้ทำลายล้างสิ่งมีชีวิตอื่นในระบบนิเวศน้อยกว่า​มาก​ ถือเป็นวิธีการใช้ที่มีความรับผิดชอบและมีขีดจำกัดในการใช้ชัดเจนดีอีด้วย!

บทสรุปของหนังสือเล่มนี้ก็คือว่า​ การใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชในอุตสาหกรรม​การเกษตร ​และอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์​ของสังคมยุคใหม่​ คือความผิดพลาดครั้งใหญ่มากที่สุดในประวัติศาสตร์​ของเผ่าพันธุ์​มนุษย์ ​ที่เคยอยู่มาบนโลกใบนี้​ จากภายในเวลากว่า​ 200​ ปี​ ของความก้าวหน้าของอุตสาหกรรม​เคมีภัณฑ์​ และความเติบโตของผลผลิต​ทางการเกษตร ซึ่งได้มาจากการปราบกำจัดทำลายล้าง และ​การกวาดล้างศัตรูพืช​ทั้งมวลให้สิ้นซาก ทำให้โลกธรรมชาติสูญเสียความสมดุลดั้งเดิมไปอย่างรวดเร็ว​ ​จนไม่เหลือเวลาให้สิ่งแวดล้อมทั้งหมดได้ฟื้นฟูความสมดุลนั้นกลับคืนมาให้ได้ก่อนอีกครั้ง เพราะสารเคมีพิษทั้งหมดเหล่านั้นจะตกค้างปนเปื้อนอยู่ใน​ผืนดิน​ แหล่งน้ำ​จืด /น้ำเค็ม​ ตามแหล่งอาหาร​ทุกประเภท​ ตามแหล่งอาศัยทุกพื้นที่​ และอยู่ในระบบนิเวศของโลกต่อไปเป็นเวลาอีกหลายศตวรรษ​ข้างหน้า!

หาก “มนุษย์กลุ่มที่ผลิตคิดค้น และจัดจำหน่ายสารเคมีพิษออกสู่สังคม​ทั่วโลก จะไม่หยุดสร้างกำไรส่วนตนและไม่สนโลก” กันอยู่เช่นนี้ และหากผู้คนในสังคมยุคใหม่จะยังไม่ปรับเปลี่ยนวิธีการผลิตอาหารและการทำเกษตร​ รวมถึงวิถีการดำรงชีวิตของตนให้สอดคล้องกับระบบธรรมชาติมากยิ่งขึ้นไปกว่านี้ ทุกสิ่งมีชีวิตอื่นๆ รวมถึงมนุษย์ทุกคนเองด้วย ก็จะได้รับผลกรรมร่วมกันที่ก่อขึ้นโดยมนุษย์เพียงบางกลุ่ม​อย่างจงใจ​ ซึ่งนั่นก็คือ​ “กลุ่มเจ้าของธุรกิจเคมีภัณฑ์​ทุกบริษัท​ ​กลุ่มเจ้าของอุตสาหกรรม​ที่เกี่ยวกับการผลิตและใช้สารเคมีพิษ กลุ่มนักเคมีที่เป็นผู้คิดค้นสารพิษเหล่านั้นขึ้นมา​ และกลุ่มเกษตรกรผู้ตกเป็นเหยื่อเจ้าของบริษัทเคมีทั่วโลก ที่โดนสังคมประนามอย่างหนัก​ยิ่งกว่า กลุ่ม​บริษัท​ที่ส่งเสริมและผลักดันให้พวกเขาจำต้องใช้สารเคมีพิษเหล่านั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้​ตั้งแต่แรก” และกลุ่มเกษตรกรทั้งหลายก็ยังถูกมองว่า เป็นผู้ที่ทำลายความสมดุลของธรรมชาติตัวยงอีกต่างหาก​ ซึ่งคนทั่วโลกต่างก็ต้องการความรับผิดชอบจากพวกเขา​ ทั้งๆ “ที่แท้จริงแล้ว ความผิดขั้นมหันต์​มันไม่ได้อยู่กับเกษตรกรโดยทั่วๆ ไปมากนัก​ แต่มันอยู่กับเพียงกลุ่มอื่นๆ ที่กล่าวไปด้านบนเสียมากกว่า”​ จึงน่าแปลกใจที่ทำไม คนในสังคมส่วนใหญ่กลับไม่ต่อต้านและขึ้นศาลเอาความผิดกับบริษัทเคมีภัณฑ์​โดยตรง​ แต่กลับต่อว่าให้กันเอง ทั้งๆ ที่ก็ไม่มีใครรับรู้เรื่องผลกระทบของสารเคมีพิษทั้งหมดนั่น ได้มากเท่ากับผู้ที่คิดค้นและผู้ผลิตจำหน่วยในจำนวนมหาศาล​ และยังมีสิทธิ์มาบังคับให้คนใช้กันทั่วโลกอีกด้วย!

แม้บทสรุปที่เราตกผลึกความคิดดังที่กล่าวไปนั้นจะไม่ปรากฏ​บนหน้าหนังสืออย่างชัดเจน​ และ​คาร์สัน​ (ผู้เขียน)​ ไม่ได้ทำลายบทบาททอันผิดพลาของระบบเกษตร​ยุคใหม่ (เกษตรเชิงเดี่ยว) ​อย่างเด่นชัด​ และไม่ได้สร้างภาพที่ชัดเจนว่า​ มนุษย์กลุ่มใดบ้างที่เป็นคนเห็นแก่ตัวมากที่สุดในโลกใบนี้​ ให้ผู้อ่านทั่วโลกได้เข้าใจมากยิ่งขึ้น​ แต่ความทรงพลังของหนังสือเล่มนี้ก็ชัดเจนมากที่สุด และน่าหวาดกลัวมากที่สุดทุกประการ เกี่ยวกับผลกระทบจากสารเคมีพิษ ในขั้นที่ว่าเอากลับคืนมาไม่ได้อีกแล้ว หากไม่หยุดใช้กันแล้วในวันนี้เลย!

หนังสือเล่มนี้ต้องใช้ทั้งความคิดวิเคราะห์​และวิจารณ์ของผู้อ่าน​ ​ต่อการใช้สารเคมีพิษกำจัดศัตรูพืชในรูปแบบต่างๆ อย่างครอบคลุม​ เพื่อจะได้เข้าถึงกลไกการทำงานและผลกระทบของมันต่อทุกชีวิตบนโลกนี้ และพร้อมที่จะเลือกจุดยืนของตัวเองให้ได้ว่า​ “เราจะเริ่มต้นรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมรอบตัวของเราเองได้อย่างไรบ้าง​ และจะเป็นปากเสียงบอกต่อให้คนอื่นรับรู้ถึงภัยเงียบและภัยที่ชัดเจนของมันได้อย่างเต็มใจมากขึ้น​”

ข้อมูลในหนังสือเล่มนี้สามารถนำเอามาเปรียบเทียบกันได้กับระบบเกษตรกรรมที่เน้นการปลูกเชิงเดี่ยว​ ที่เน้นใช้สารเคมีพิษกำจัดศัตรูพืช​ เน้นผลผลิต​ เน้นผลกำไร​ และไม่ใส่ใจรับผิดชอบต่อสิ่งมีชีวิตอื่นๆ​ ในประเทศไทยได้เป็นอย่างดี​ เพราะพิษภัยทั้งหมดของสารเคมีกำจัดศัตรูพืชมันกำลังปรากฏ​ฤทธิ์เดช​ของมันให้เราเห็นบ้างแล้วในหลายพื้นที่โดยเฉพาะตามจังหวัดที่ใช้สารพิษเหล่านี้อย่างเข้มข้นและอย่างเป็นกิจวัตร​ และในทุกภูมิภาคที่เกษตรเชิงเดี่ยวได้ระบาดไปทั่วถึงทุกตารางนิ้วของผืนดิน

คำถามที่ได้รับจากการอ่านหนังสือเล่มนี้คือ: ในเมื่อเราก็ทราบกันดีอยู่แล้วว่าสารเคมีพิษทุกอย่าง ไม่ว่ามันจะถูกนำไปใช้เพื่อ “กำจัด​กวาดล้าง​และทำลายให้สิ้นซาก” กับศัตรูพืชทางเกษตร หรือถูกใช้ในอุตสาหกรรม​ด้านอื่นๆ​ ก็ตามที มันล้วนแล้วแต่​ เหลือทิ้งสารพิษตกค้างและปนเปื้อน​อยู่ในสิ่งแวดล้อมของเราทุกคนทั้งนั้น​ ฤทธิ์​รุนแรง​ของมันส่งผลทันทีต่อสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ในดิน​ ในน้ำ​ ในอาหาร​ และในอากาศได้ตราบนานเท่านาน​ แล้วทำไมพวกเราถึงจะไม่อยาก “ลดและหยุด​” เข้าไปเป็นผู้​มี​ส่วนร่วมในการทำลายล้างชีวิต ของโลกใบนี้ล่ะ​ และทำไมพวกเราทุกคนถึงจะไม่อยากรับมือและแก้ไขกับสาเหตุต้นทาง ของปัญหาสุขภาพทุกประเภท ทั้งของมนุษย์เองและของสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ตามที่พบเห็นกันอยู่เป็นประจำ​ ​ในเมื่อปัญหาทางสุขภาพของพวกเราทุกคน​ ล้วนเป็นผลมาจากสารเคมีพิษทั้งหมดนั่นเอง!

            อนึ่ง หากมองดูในระยะยาวเป็นอีกหลายรุ่นคน สำหรับอนาคตของมวลมนุษยชาติแล้ว เรื่องสารเคมีพิษต่างๆ ที่เหล่าบรรษัทยักษ์ใหญ่และยักษ์เล็กเร่งผลิตกันออกมาไม่ซ้ำชื่อ และด้วยความเข้มข้นสูตรใหม่ที่ไวเท่าทันต่อโรคพืชทุกย่างก้าวเหล่านี้ “มันก็มีความเสี่ยงสูงมากต่อการสูญพันธุ์ของมนุษย์เองใช่หรือไม่? เพราะสารเคมีพิษทุกตัวล้วนออกฤทธิ์ต่อระบบสืบพันธุ์ และต่อสารพันธุกรรมของทั้งของชายและหญิงทุกคน ทั้งทางตรงและทางอ้อมตลอดชีพของเราอยู่เช่นนี้” ถ้าหาก ณ จุดหนึ่ง มนุษย์จะไม่สามารถสืบพันธุ์ต่อไปได้อีกหลายรุ่นนัก หรือหากยังสามารถสืบพันธุ์ต่อไปได้อีกหลายรุ่น แต่ก็จะอาจมีลูกหลานที่มีพันธุกรรมไม่แข็งแรง มีสุขภาพที่ไม่สมบูรณ์ และเสี่ยงต่อการเกิดโรคภัยเรื้อรังได้ง่ายๆ สูงขึ้นในอนาคต ถ้าไม่หยุดใช้สารเคมีพิษเหล่านี้ได้ทันเลา และถ้ายิ่งมองรวมเข้ากับสถานการณ์ปัจจุบันของระดับความปลอดภัยทาง อาหาร ดิน น้ำ และอากาศ ที่สูงเกินค่ามาตรฐานสากลไปแล้วนั้น ก็คงจึงแลดูจะมีความหวังน้อยลงไปเรื่อยๆ ใช่แล้วหรือไม่ในแง่นี้? โปรดช่วยกันรณรงค์หยุดใช้สารเคมีพิษทั้งหลายเหล่านี้กันดีกว่า เพราะสิ่งแวดล้อมที่ดี และระบบนิเวศที่อุดมสมบูรณ์เริ่มต้นได้ทุกวันที่บ้านของเราเอง!

ปล. (การทำรีวิวหนังสือของเราไม่ใช่เพื่อการโฆษณาทางการค้า แต่เป็นเพียงความสนใจส่วนตัว ที่อยากจะแบ่งปันมุมมองของตนร่วมกับผู้คนที่สนใจแนวทางเดียวกัน เพื่อใช้เป็นงานอ้างอิงงานเขียน การศึกษาอิสระ หรือใช้ยกตัวอย่างในการถกเถียงเรื่องของปัญหาทางสิ่งแวดล้อม และวิถีการผลิตอาหารที่ตกยุคไปแล้ว และเพื่อประโยชน์ส่วนรวมที่จะร่วมใจกันเปลี่ยนผ่านออกไปจากวิธีการทำเกษตรอันโหดร้ายเช่นนี้เท่านั้น!) ขอขอบคุณทุกท่านมากยิ่งที่เข้าอ่านบทเขียนรีวิวของเราคะ ^.^