3 Min

ต้นกำเนิดบาร์บี้มาจากตุ๊กตา Sex Worker!? จากลิลลีผู้เป็นของขวัญปาร์ตี้สละโสด สู่ ‘ตุ๊กตาบาร์บี้’ ไอคอนของเด็กทั่วโลก

3 Min
23 Views
19 Aug 2025

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ! ‘บาร์บี้’ ที่ผู้คนนิยามว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งความฝันของเหล่าเด็กผู้หญิง มีต้นกำเนิดมาจาก ‘ลิลลี’ ตุ๊กตาผู้ใหญ่สุดยั่วยวนที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นของขวัญยอดฮิตในปาร์ตี้สละโสด.!?

เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นในช่วงปี 1952 หนังสือพิมพ์ ‘บิลด์’ (Bild) จากประเทศเยอรมนี มีความคิดว่าอยากได้คอลัมน์การ์ตูนสั้นๆ มาลงในหน้าแรกของหนังสือพิมพ์ ศิลปิน ‘ไรน์ฮาร์ด บอยธีเอน’ (Reinhard Beuthien) จึงสร้างตัวละคร ‘ลิลลี’ (Lilly) สาวผมบลอนด์สุดเย้ายวนออกมา

โดยไรน์ฮาร์ดได้ออกแบบให้เธอชอบพูดจาทะลึ่งตึงตัง และชอบหยอกล้อผู้ชายอยู่บ่อยๆ เช่นสถานการณ์ตอนทึ่รถยนต์ส่วนตัวของเธอเสีย เธอได้เรียกให้ผู้ชายที่ขับรถบรรทุกผ่านมาช่วยซ่อมรถให้ จนคราบน้ำมันเลอะเต็มชุดเดรส หรือแม้กระทั่งตอนที่เธอแหย่พนักงานรักษาความปลอดภัยบนชายหาด ที่ห้ามเธอสวมชุดว่ายน้ำทูพีซ ด้วยคำพูดว่า “งั้นฉันควรถอดส่วนไหนออกดีล่ะ?”

จะเห็นได้อย่างชัดเจนเลยว่า ตัวละครลิลลีนั้นมิได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเด็กจริงๆ หากแต่ถูกออกแบบมาเพื่อสนองความต้องการของผู้ชายโดยตรง

และมันดูเหมือนจะยืนยันได้อีกจากคำระบุของหลายๆ แหล่ง ไม่ว่าจะเป็นจากมุมมองสำนักพิมพ์บิลด์ที่เคยนิยามว่า ลิลลีเป็น ‘เลขาฯ ที่เปรี้ยวซ่า’ หรือแหล่งข้อมูลอื่นๆ ที่ตีความว่าเธอคือ ‘สาวโสเภณีชั้นสูง’ รวมถึงนักวิจารณ์หลายๆ คนก็มองว่าลิลลีเป็นเพียง ‘วัตถุแห่งความปรารถนา’ ไม่ต่างกัน

หลังจากที่บิลด์ได้สร้างตัวละครลิลลีออกมาเพียงปีเดียว บิลด์ก็ได้ตัดสินใจนำความเซ็กซี่และความฮอตของเธอ มาผลิตเป็นตุ๊กตาพลาสติก และเริ่มวางขายจริงจังในปี 1955 ในนามของ ‘บิลด์ ลิลลี’ (Bild Lilli)

ทั้งนี้โดยปกติแล้ว ภาพจำของใครหลายคนคงคิดว่าตุ๊กตาควรจะจัดจำหน่ายในร้านขายของเล่นหรือว่าห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วไป… แต่สำหรับบิลด์ ลิลลีกลับไม่ใช่ เพราะเธอถูกวางขายอยู่ภายในร้านขายบุหรี่ บาร์ และตามแผงหนังสือ จนทำให้เธอกลายเป็นของขวัญยอดฮิตสำหรับผู้ชาย โดยเฉพาะในงานปาร์ตี้สละโสด

ตลอดช่วงปี 1955 จนถึง 1964 ลิลลีได้ถูกขายไปแล้วจำนวนกว่า 130,000 ตัว พร้อมกับอุปกรณ์เสริมและชุดแฟชั่นอีกมากมาย และในส่วนนี้จึงกลายเป็นจุดดึงดูดที่ทำให้ลิลลีเริ่มกลายเป็นที่สนใจของเด็กผู้หญิงมากขึ้น รวมถึงความนิยมข้ามประเทศด้วยเช่นกัน

หลังจากที่ตุ๊กตาลิลลีเริ่มเป็นกระแสนิยมมากขึ้น จุดพลิกผันของลิลลีก็ได้บังเกิดในปี 1956 ‘รูธ แฮนด์เลอร์’ (Ruth Handler) ได้เดินทางไปพักร้อนที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และพบกับตุ๊กตาลิลลีเข้า รูธรู้สึกประทับใจในตุ๊กตาลิลลีมาก จึงได้ตัดสินใจซื้อกลับไปยังอเมริกาด้วย

ผู้ร่วมก่อตั้ง ‘แมทเทล’ (Mattel) เล็งเห็นว่าตุ๊กตาลิลลีตัวที่รูธซื้อกลับมานั้น ไม่ควรเป็นเพียงของเล่นเฉพาะกลุ่มของผู้บริโภคในยุโรป ในปี 1959 รูธ แฮนด์เลอร์จึงได้ทำการตลาดครั้งใหญ่ ด้วยการเปิดตัวตุ๊กตาใหม่ในนาม ‘บาร์บี้’ (Barbie) ซึ่งแน่นอนว่าต้นแบบมาจากตุ๊กตาลิลลีของบิลด์นั่นเอง ส่วนชื่อบาร์บี้นั้นเธอได้ตั้งตามชื่อลูกสาวของเธออย่าง ‘บาร์บารา’ (Barbara) 

กระแสนิยมเริ่มไม่ได้กระจุกอยู่แค่เพียงโซนยุโรป การเปิดตัวตุ๊กตาบาร์บี้ของแมทเทลในครั้งนี้ ทำให้บาร์บี้กลายเป็นของเล่นที่ขายดีระดับโลกอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งปัจจุบันบาร์บี้มียอดขายสะสมมากถึงพันล้านตัวเลยทีเดียว 

แมทเทลไม่รอช้า ในปี 1964 แมทเทลได้ตัดสินใจอย่างเด็ดขาดว่าจะซื้อลิขสิทธิ์ของบิลด์ ลิลลี เพื่อยุติการผลิตและป้องกันการทับซ้อน ซึ่งจากการซื้อลิขสิขสิทธิ์ของแมทเทลในครั้งนั้น ก็ได้ทำให้ตุ๊กตาลิลลีสาวเปรี้ยวสุดฮอตหายไปตลอดกาล

โดยลิลลีต้นฉบับของบิลด์ จบเรื่องราวลงในปี 1961 เมื่อการ์ตูนเผยว่าเธอแต่งงานกับแฟนหนุ่มที่ชื่อว่า ‘ปีเตอร์’ (Peter) หลังจากนั้นเธอก็หายไปจากคอลัมน์ในหน้าหนังสือพิมพ์ไปแบบไร้ร่องรอย ในขณะที่บาร์บี้ยังคงมีชีวิตต่อไป

การเดินหน้าของบาร์บี้นั้น ไม่เพียงแต่สามารถครองใจเด็กผู้หญิงได้ทั่วโลก หากแต่ยังกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งวัฒนธรรม จนถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ที่ทำเงินระดับพันล้านในปี 2023 อีกด้วย

ทว่าการพัฒนาของแมทเทลไม่ได้จบอยู่เพียงแค่การนำตุ๊กตาที่บิลด์เคยนิยามว่า ‘เลขาฯ เปรี้ยวซ่า’ มาทำเป็นตุ๊กตาบาร์บี้ เพราะในช่วงหลังแมทเทลได้แสดงวิสัยทัศน์ขององค์กรอย่างชัดเจน ด้วยการร่วมออกแบบและผลิตตุ๊กตาที่มี ‘ความหลากหลาย’ ออกมา เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมและสื่อให้เด็กได้เห็นตัวตนของตัวเอง 

โดยแมทเทลได้เปิดตัวตุ๊กตาสาย ‘แฟชั่นนิสตา’ (Fashionistas) ที่ครอบคลุมตุ๊กตาหลากหลายเชื้อชาติ ไม่ว่าจะเป็น รูปร่าง แฟชั่น หรือความสามารถต่างๆ ยกตัวอย่าง ตัวละคร ‘มาร์กาเร็ต มิดจ์ แฮดลีย์’ (Margaret Midge Hadley) ตุ๊กตาคนท้องที่อยู่ภายในภาพยนตร์ ‘บาร์บี้’ ปี 2023

หรือแม้กระทั่งตุ๊กตาผู้บกพร่องทางการได้ยิน นั่งรถเข็น ใส่แขนเทียม ดาวน์ซินโดรม และตาบอด ตัวละครเหล่านี้พวกเขาสามารถสร้างความเข้าใจและ Empathy ได้อย่างมหาศาลให้แก่เด็กๆ เพราะมันไม่ใช่แค่เพียง ‘การเล่น’ แต่มันคือการช่วย ‘สะท้อน’ ให้เด็กหรือผู้ที่มีความต้องการพิเศษ รู้สึกว่า “ฉันก็มีจุดยืนบนโลกกว้างๆ ใบนี้ ไม่ต่างกับเพื่อนคนอื่นๆ”

อ้างอิง: