เคยได้ยินไหมว่า “ถ้าอยากเก่งอะไร จงก้มหน้าก้มตาฝึกไป 10,000 ชม.” แนวคิดนี้มาจากไหน และมันเป็นจริงแค่ไหน?
ในยุคที่คนใช้ AI ทำสารพัดสิ่งแทน ‘การฝึกฝน’ แบบยุคก่อน มันอาจเป็นเรื่องที่ตกยุคไปนิดที่จะพูดถึงการทุ่มเวลาชีวิตฝึกฝนอะไรจนเก่งกาจ โดยเฉพาะในทางศิลปวัฒนธรรม ที่การนั่งพิมพ์อะไรไม่เกิน 5 นาทีใน ChatGPT สามารถสร้างภาพวาดแบบคนที่ฝึกวาดรูปมา 10-20 ปี ได้ หรือนั่งพิมพ์สั่ง Suno ไม่เกิน 5 นาที ก็ได้บทเพลงเสียงเนียนกริ๊บที่บางทีคนฝึกทั้งภาคทฤษฎีและปฎิบัติทางดนตรียังทำมาไม่ได้เลย (เพราะไม่ได้ฝึกเรื่องการบันทึกเสียง เนื่องจากเป็นอีกทักษะ)
อย่างไรก็ตาม นั่นอาจเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่เราจะมาคุยกันเรื่องเก่าๆ เกี่ยวกับ ‘การฝึกฝน’ เพราะคงไม่มีเวลาไหนที่ดีกว่าที่จะพูดถึง ‘เรื่องไม่จริง’ หรือ ‘มายาคติ’ ในกระบวนการคิดแบบนี้อีกแล้ว
และเราก็อยากชวนคุยเรื่องแนวคิดที่ว่า ความเก่งกาจในทักษะใดๆ ก็ตาม มันเกิดจากการฝึกฝนกว่า 10,000 ชั่วโมง หรือมันคือแนวคิดว่า ถ้าคุณไม่มีทักษะอะไรเลย คุณฝึกไปเถอะ พอชั่วโมงบินครบ 10,000 คุณจะเก่งหรือได้ชื่อว่าเป็น ‘ผู้เชี่ยวชาญ’ เอง
แน่นอน คนปัจจุบันอาจไม่คุ้นกับแนวคิดพวกนี้ แต่ถ้าคนโตมาช่วงทศวรรษ 2000 ยังไงก็ต้องเคยได้ยิน ซึ่งหลายคนก็อาจสงสัยว่าทำไมต้อง 10,000 ชั่วโมง เพราะถ้ามาดูตอนนี้ มันก็อาจเป็นเรื่องเดียวกับที่บอกว่าจะสุขภาพดีได้ในหนึ่งวันต้องเดิน 10,000 ก้าว แต่งานวิจัยหลังๆ ก็บอกว่า แค่ 7,500 ก้าวก็เพียงพอแล้ว
เอาล่ะ แล้วตัวเลขนี้มันมายังไง? พูดให้ตรงคือใครเป็นต้นทางเผยแพร่?
เอาสั้นสุดคือ ที่แพร่หลาย มาจากหนังสือของมัลคอล์ม แกลดเวล (Malcolm Gladwell) ‘Outliers: The Story of Success’ ในปี 2008 ในงานนี้มีการอธิบายคำถามคลาสสิกว่าคนคนหนึ่งนั้นเก่งจาก ‘พรสรรค์’ หรือ ‘การฝึกฝน’
แกลดเวลกระโดดไปสู่ข้อสรุปว่าจริงๆ แล้ว ‘การฝึกฝน’ เป็นตัวชี้วัดทุกอย่าง โดยอ้างงานศึกษานักไวโอลินจากยุคทศวรรษ 1990 ซึ่งตอนโน้นมีข้อสรุปว่า เส้นแบ่งระหว่างคนเก่งกับคนไม่เก่ง คือฝึกมาครบ 10,000 ชั่วโมงหรือไม่ โดยนัยของงานวิจัยคือ ถ้าก้มหน้าก้มตาฝึก ถึงจุดหนึ่งยังไงคุณก็เก่ง
แนวคิดทำนองนี้ฮิตมากในยุคโน้นที่คนเชื่อในแนวคิดแบบ ‘ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น’ ซึ่งต่างจากคนยุคปัจจุบันที่เชื่อว่า ‘ขยันผิดที่ 10 ปีก็ไม่รวย’
แต่ใดๆ ก็ตาม แนวคิดเรื่อง ‘ฝึก 10,000 ชั่วโมง ยังไงก็เก่ง’ แม้ว่าคนจะจำกันไปเยอะ แต่ในทางวิชาการอะไรพวกนี้เป็นแนวคิดที่ ‘อ่อน’ จนคนไม่เถียงด้วยซ้ำ ดังนั้นเราก็จะเห็น ‘งานวิชาการ’ จริงๆ จะมีบทสนทนากับงานของแกลดเวลน้อยมาก เพราะสิ่งที่มันอ้างและสรุปล้วนเบาหวิวเหลือทน
เอาแค่เริ่มจากคำถามพื้นๆ ที่ใครก็เห็นเลยว่า ถ้าตัวเลขนี้มันอ้างมาจากการศึกษานักไวโอลินแล้ว มันใช้อธิบายความเก่งของคนเล่นเครื่องดนตรีอย่างอื่นได้ด้วยหรือไม่ หรืออธิบายทักษะอย่างอื่นนอกจากดนตรีได้ไหม?
คำตอบคือ แทบทุกฟิลด์และทักษะมันมีการวิจัยเพื่อหาว่า ‘ฝึกกี่ชั่วโมงถึงเก่ง’ ทั้งนั้น และโดยรวมตัวเลขมันไม่เหมือนกันเลย เช่นในโลกของหมากรุก คนเคยเคาะตัวเลขมาว่าต้องฝึกไม่ต่ำกว่า 10 ปี ถึงจะเก่ง ซึ่งถ้าเทียบกับนักดนตรีกับการฝึก มันไม่ได้ฝึกกันเท่านี้แน่ๆ เพราะเอาง่ายๆ 10,000 ชั่วโมง นักดนตรีฝึกจริงๆ โหดๆ ไม่มีทางฝึกต่ำกว่า 4-5 ชั่วโมงทุกวัน (จริงๆ ฝึกวันละ 8 ชั่วโมงก็ไม่ใช่ตัวเลขที่เกินจริง) แล้วถ้าคิดย้อนว่าฝึกนานแค่ไหนถึงจะครบ 10,000 ชั่วโมง ตัวเลขมันจะออกมาว่า 5-7 ปี ไม่ใช่ 10 ปีแบบนักหมากรุก
โดยเราจะเจอตัวเลขแย้งแบบนี้เต็มไปหมด ระดับที่เขาคิดว่ามันเป็นการอ้างตัวเลขข้ามฟิลด์และทักษะระดับไร้สาระจนไม่อยากเถียง เพราะแค่คิดว่านักไวโอลินกับนักวิ่งต้องใช้เวลาฝึกเท่ากันเพื่อจะเก่งในฟิลด์ตัวเองก็ตลกแล้ว
และเหนือกว่า ‘เวลาในการฝึกเพื่อจะเก่ง’ ที่ต่างในแต่ละทักษะก็คือ งานวิจัยในยุคหลังๆ มันไม่เชื่ออีกแล้วว่าก้มหน้าก้มตาฝึกไปแล้วจะเก่ง จะประสบความสำเร็จ เพราะระยะหลังๆ ได้มีการยอมรับแล้วว่า ‘พันธุกรรม’ มีผลกับการฝึกทักษะเป็นเลิศของคนคนหนึ่ง
พูดอีกแบบคือ กรอบคิดในการอธิบายความเก่งกาจของมนุษย์มันเปลี่ยนไปหมดแล้วหลังจากหนังสือ Outliers ออกมาเกือบ 20 ปี ดังนั้นใครยังเชื่ออยู่ว่าก้มหน้าฝึก 10,000 ชั่วโมงไป ยังไงก็เก่ง ก็จง ‘พักได้พัก’ ถ้าพูดในภาษาวัยรุ่นสมัยนี้
และที่บอกว่าตลกร้ายที่จะมาคุยเรื่องนี้กันตอนนี้ก็คือ ตอนนี้หลายๆ อย่าง AI ทำแทนได้หมดแล้ว ต่อให้เก่งไปก็เท่านั้น AI ผลิตงานออกมา ‘ดีกว่า’ อยู่ดี หรืออย่างน้อยๆ สำหรับคนบริโภคงาน ถ้าไม่บอกว่านี่เป็นผลงานของ AI เขาก็คงจะคิดว่านี่เป็นผลงานของ ‘ยอดฝีมือ’ คนหนึ่ง เช่น การทำเพลงคัฟเวอร์ข้ามแนวดนตรีที่ท่วมท้น YouTube ตอนนี้ ถ้าฟังเปล่าๆ หรือโผล่มาในวิทยุ นักฟังเพลงก็คงจะหูกระดิก รู้สึกเพลงมันเจ๋ง สงสัยว่าเป็นของวงอะไร หารู้ไม่ว่าจริงๆ ที่ฟังไปนั่นผลงาน AI ล้วนๆ
และก็นั่นเอง นี่เลยทำให้ช่วงหลังคนเริ่มไม่พูดเรื่อง ‘ความเก่ง’ ในการฝึกทักษะหลายๆ อย่างกันแล้ว แต่พูดถึงผลพลอยได้อย่างอื่นแทน เช่น ผลดีด้านสังคมของการเล่นดนตรี หรือผลดีต่อการต้านภาวะสมองเสื่อมของการเล่นดนตรี เพราะมันก็เหลือแต่อะไรแบบนี้นี่เองให้มนุษย์ทำ ในยุคที่ AI เริ่มสร้างผลงานออกมาดีกว่า รวดเร็วกว่า และต้นทุนถูกกว่า
อ้างอิง:
- IFLS. Does 10,000 Hours Of Practice Really Make An Expert? https://shorter.me/ygiNP