“รู้จักที่จะรัก รู้จักที่จะเติบโต ไม่ละเลยตัวตนของเราผู้เป็นที่รักของเราเอง”
ฉันไม่ทราบได้ว่าต้องใช้เวลานานเท่าใดจึงจะสามารถตกตระกอนถ้อยคำข้างต้นได้ แต่ก็ใช้เวลามากว่ายี่สิบปีถึงได้เรียนรู้ที่จะทำความรู้จัก “รัก” และ “เติบโต” ผ่านการวนเวียนครั้งแล้วครั้งเล่าของเรื่องราวในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต หมุนวนไปอย่างซื่อตรงเหมือนกับ “ม้าหมุน” ที่ฉันเคยนั่ง
ม้าหมุน เครื่องเล่นวัยเด็กที่ฉันคุ้นเคยซึ่งไม่ได้เป็นรูปม้าอย่างชื่อของมัน เพียงแค่มีที่จับสองข้างคอยสร้างสมดุลร่างกายไม่ได้ตกระหว่างที่หมุน นั่งเล่นกับเพื่อนบ้าง นั่งเล่นคนเดียวระหว่างรอพ่อหรือแม่มารับกลับบ้านบ้าง ตั้งแต่เด็กจนฉันโตม้าหมุนยังคงทำหน้าที่อย่างซื่อสัตย์ด้วยการหมุนเป็นวงกลมเช่นนั้น เพียงแค่ก่อนที่ฉันจะเติบโตมาได้อย่างสวยมากอย่างทุกวันนี้ ล้วนผ่านวันเวลาที่เคยทำ “ตัวตน” หล่นหายไประหว่างทาง โชคดีที่อดีตพาวนกลับมาตามหา และช่วยแต่งแต้มเติมสีเส้นทางในอนาคตอันแสนไกล
เส้นเรื่องราวของชีวิตที่มีอดีต ปัจจุบัน และอนาคต คอยพยุงและสร้างตัวตน พร้อมทั้งยังสอนให้รู้จักเรียนรู้ที่จะไม่กลับไปย้ำทำข้อผิดพลาดนั้น ตรงกันข้ามคือสรรเสริญเรื่องมหัศจจรย์ที่เกิดขึ้นในอดีต ครั้งเมื่อหวนกลับไปก็ยังคิดถึงวันวานอยู่เสมอ
จดจำ เรียนรู้ และไปต่อ เพื่อตัวตนที่จะเติบโตในอนาคต
ฉันในวัยยี่สิบต้น ๆ มักจะตั้งคำถามกับตัวเองเสมอว่ากำลังทำอะไร คิดอะไร และทำไม ฉันอยากทำสิ่งนั้นจริงโดยคิดและทำด้วยตัวตนของฉัน หรือเป็นเพราะใครบอกให้ฉันทำ? ภายใต้บริบทของสังคมปัจจุบันที่เทคโนโลยีและสื่อสังคมออนไลน์มีอิทธิพลต่อการใช้ชีวิตมากขึ้นอย่างปฏิเสธไม่ได้ เราผู้เป็นมนุษย์ที่เกิดมาอย่างโดดเดี่ยว จังหวะที่ร่างกายไหลออกมาสู่มือหมอก็ไม่มีเสื้อผ้าอาภรณ์ติดตัวมาด้วย หรือแม้แต่โทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ก็ไม่ได้ไหลตามมาเช่นกัน กลับต้องการโหยหาสิ่งประดิษฐ์และเรื่องเร้าใจ ตื่นเต้น บางครั้งก็เจ็บปวดกับมันอยู่ตลอดเวลา เพียงเพราะคนอื่นทำฉันจึงอยากทำบ้าง – แน่ล่ะเพราะฉันก็มีคำตอบให้กับตัวเองว่าสังคมก็คะยั้นคะยอให้เราต้องทำ ถ้าอยู่เฉย ๆ แล้วจะเอาอะไรกิน
แล้วใครมันจะมาสนใจล่ะ! บนโลกใบนี้ที่จะมีสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมมาให้ชาวโลกได้ทดลองใช้อยู่เสมอ บททดสอบที่ตื่นเต้น เร้าใจ และเจ็บปวดต่างแวะเวียนมาให้เราเผชิญหน้าไม่ขาดสาย และต่อให้คุณเข้มแข็งแค่ไหนก็ต้องสยบยอมต่อมัน ไม่อยากจะปฏิเสธเลยว่าบางครั้งฉันเองที่หลงระเริงไปตามกระแสของโลกทางสังคมจนลืมไปว่า “ฉันเป็นใคร” วินาทีนั้นเองที่ฉันคำนึงได้ว่าลืมหยิบตัวตนของฉันกลับมาด้วย ณ ที่ใดที่หนึ่งที่ฉันไปเยือน ก่อนที่อดีตจะโผล่มาตบหน้าฉันไปสองทีซ้ายและขวาเพื่อย้ำเตือนฉันว่า “อย่าโง่คิดว่าตัวตนเธอที่หายไปจะตายจาก แต่มันจะเติบโตเป็นเธอ และเธอ และเธอต่อไปเรื่อย ๆ ในอนาคต”
ตัวตนใต้เงา
หรือท้ายที่สุดแล้วตัวตนของเราไม่ได้หายไปไหน แต่เป็นดั่งเงาตามติดอย่างที่เป็นอยู่ตลอด ฉันแค่อยากกลับไปเป็นฉันในอดีต ณ ชั่วเวลาใดเวลาหนึ่ง บางครั้งฉันแค่อยากให้อดีตดึงกลับไปและเขย่าร่างที่ปวกเปียกพร้อมกับสบถด่าฉันแรง ๆ เมื่อนั้นจึงโยนให้ตื่นขึ้นในปัจจุบันพร้อมกับบรรเลงชีวิตต่อไปเพื่ออนาคตที่อยากจะเป็น เพราะเวลาของฉันไม่ได้เดินเป็นเส้นตรงแต่เวียนวนกลับไปมาเพื่อสอนให้รู้จักรักและเติบโต นี่แหละคือสิ่งที่เรียนรู้ได้
เวลาและม้าหมุนสำหรับฉันจึงเสมือนทำหน้าที่รับส่งให้ฉันได้เติบโต เฝ้ามองฉัน หัวเราะ และเยาะเย้ยชีวิตของฉันอยู่แบบนั้น บ่อยครั้งที่รับส่งฉันไปยังวันวานในอดีตเพื่อเรียนรู้และตกตะกอนชีวิตทั้งที่รู้ว่ากลับไปแก้ไขไม่ได้ พาให้ฉันจินตนาการถึงอนาคตข้างหน้า อนาคตที่ฉันอยากจะเป็นเช่นไรก็ต้องขยับฝีเท้าในปัจจุบันให้เป็นเช่นนั้น ปัจจุบันจึงกำหนดอนาคต
ก่อนเวลาจะเข้าสู่ปัจฉิมบท จงให้เวลาเดินทางเป็นวงกลม เฉกเช่นกลไกม้าหมุนที่ทำงานเช่นนั้น ไม่เปลี่ยนแปลง ให้ตัวตนของเราได้เรียนรู้ที่จะรัก และเติบโต เติมเต็มด้วยความฝันและจินตนาการเช่นนั้นตลอดไป ภูมิใจในตัวตนผู้เป็นที่รักของเราเอง