วิกฤตสมองไหล ที่ประเทศไหนก็ไม่อยากให้เกิดขึ้น
ทำไมการย้ายประเทศถึงเป็นคำตอบที่ดีที่สุด ?
การเปิดตัวของกลุ่ม” ย้ายประเทศกันเถอะ ” กำลังเป็นที่จับตามองเนื่องจากจำนวนสมาชิกที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจาก 2 แสนกว่าคน ในช่วงวันที่ 1 – 2 พ.ค. 64 จนตอนนี้พุ่งขึ้นสูงเป็น 7 แสนกว่าคนภายในไม่กี่วันและมีแนวโน้มว่าจำนวนจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
แม้ว่าสัดส่วนของคนที่ไปได้จริงจะน้อยกว่าคนที่สนใจก็ตาม แต่ว่าถ้าเราลองนึกถึง Insight ของประชากรในกลุ่มนั้นทั้งหมดแล้ว มันปฏิเสธไม่ได้ว่าคนส่วนใหญ่ที่เข้าไปในกลุ่ม มีความคิดร่วมอยู่อย่างหนึ่งนั่นก็คือ
” เราไม่สามารถทำให้ประเทศที่อยู่นี้ดีขึ้นได้แล้ว ”
ทำให้ การอพยพไปตั้งถิ่นฐานอื่น คงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด
ภาวะสมองไหล เป็นคำสแลงเปรียบเทียบเมื่อมีการอพยพ โยกย้ายถื่นฐานของบุคคลหนึ่งเพื่อหาประเทศที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า เงินเดือนที่ดีกว่า หาโอกาสในหน้าที่การงานและได้เข้าถึงเทคโนโลยีและมีการเมืองที่เสถียรภาพมากกว่าประเทศตัวเอง
อย่างไรก็ตามแต่ ภาวะสมองไหลนี้ไม่ได้พบแต่ประเทศไทยเพียงประเทศเดียว แม้กระทั่งประเทศที่เจริญแล้ว หรือ Developed Country อย่าง Hongkong และ Taiwan ก็ได้ประสบภาวะสมองไหลเช่นกัน
โดยจากการทำแบบสำรวจในประเทศฮ่องกงเปิดเผยว่า หนึ่งในสี่ของคนที่มีการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยอายุต่ำกว่า 35 ปีกำลังวางแผนที่จะออกจากเมืองไปทำงานที่อื่น
ภาวะสมองไหลของฮ่องกงเริ่มขึ้นเมื่อเริ่มมีประเทศอื่น รวมถึงแคนาดา และ สหราชอาณาจักรเริ่มมีการผ่อนคลายแผนการอพยพสำหรับชาวฮ่องกง เพื่อตอบสนองต่อกฏหมายความมั่นคงแห่งชาติของปักกิ่ง ซึ่งบางประเทศได้กล่าวว่า
เป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพของชาวเมืองฮ่องกง
เหตุผลหลักในการเลือกทำงานที่อื่นของคนฮ่องกงคงไม่พ้นเรื่อง ‘สมดุลชีวิตการทำงาน’ ‘แผนการย้ายถิ่นฐาน’ และ ‘เสถียรภาพทางสังคมและการเมือง
จากการสำรวจความคิดเห็นร้อยละ 15.8 ระบุว่าพวกเขาไม่มีแผนที่จะกลับฮ่องกง
ขณะที่อีกร้อยละ 12.6 ระบุว่าพวกเขาอาจพิจารณาเดินทางกลับหลังจากได้รับถิ่นที่อยู่ถาวรในต่างประเทศหรือได้รับสัญชาติต่างประเทศ
ในขณะเดียวกัน เด็กจบใหม่ในมหาวิทยาลัยที่ไต้หวันต้องเจอค่าแรงขั้นต่ำที่ไม่ได้ขึ้นค่าแรงตั้งแต่ ค ศ .1999
เพื่อเปรียบเทียบให้เห็นภาพมากขึ้น เด็กจบใหม่อาจจะหาเงินได้ $1,000 ต่อเดือน
แต่ครูมัธยมที่เกษียณไปแล้วได้รับ $2,250 ต่อเดือน
ซึ่งสาเหตุหลักที่ไต้หวันไม่สามารถขึ้นค่าแรงได้ก็เพราะว่า รากฐานทางเศรษฐกิจของไต้หวันส่วนใหญ่มาจากอุตสาหกรรมส่งออกด้านเทคโนโลยี และ ด้านการเกษตร
ทำให้อัตราการเติบโตนั้นคงที่อยู่ 2 % ต่อปี
การศึกษาที่ตัดสินด้วยเกรดทำให้ถูกจำกัดทักษะด้านความคิดสร้างสรรค์และการเปิดรับความคิดที่หลากหลายก็เป็นอีกสาเหตุหลักที่ทำให้ไต้หวันมีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดภาวะสมองไหลเช่นกัน
ด้วยปัญหานี้ทำให้พ่อแม่ที่มีฐานะทางการเงินดีมักส่งลูกตัวเองไปเรียนต่อต่างประเทศ
นอกเหนือจากนั้น นักเรียนในไต้หวันสามารถที่จะเข้าเรียนในโรงเรียนที่มีอันดับสูงกว่าในประเทศจีนด้วยคะแนนสอบเข้าที่เท่ากัน
ส่งผลให้ประเทศจีนพยายามเป็นปลายทางให้นักเรียนไต้หวันเข้ามาทำงานที่นี่ แทนที่ สหรัฐอเมริกา และประเทศในแถบตะวันตก
สังเกตได้ว่าจากตัวอย่างที่ผ่านมานี้ คนที่อพยพออกมาในประเทศที่ตัวเองอยู่จะมีทั้งปัจจัยที่ผลักดัน และปัจจัยที่เป็นตัวดึงดูด ให้คนๆหนึ่งที่ทนไม่ไหวจากแรงกดดันหลายๆอย่างในประเทศตัวเอง ยอมย้ายถิ่นฐานตัวเอง มาตั้งหลักปักฐาน ทำงานอยู่ที่อื่น
เพราะเขาเชื่อว่า ” มันคงเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตอนนี้แล้ว ” และ ประเทศที่เขาอยู่
” คงไม่สามารถตอบสนองความต้องการของเขาได้ ”
อ้างอิง
https://mdp.berkeley.edu/taiwans-brain-drain-has-caused-people-turning-heads-to-china/
https://thepienews.com/news/taiwan-talent-brain-drain/