4 Min

รู้จัก ‘มะเร็งลำไส้ใหญ่’ โรคร้ายที่คร่าชีวิต Chadwick Boseman

4 Min
229 Views
09 Sep 2020

‘มะเร็ง’ เป็นกลุ่มโรคร้ายที่คร่าชีวิตมนุษย์อันดับต้นๆ

คนสูงอายุ ถ้าเสียชีวิตเพราะมะเร็ง ฟังดูอาจไม่ใช่เรื่องประหลาด แต่ในทางกลับกัน ถ้าคนอายุไม่มากต้องเสียชีวิตเพราะมะเร็ง ฟังดูก็ชวนให้ตกใจพอสมควร

ล่าสุด เมื่อ 28 สิงหาคมที่ผ่านมา โลกได้สูญเสียนักแสดงเจ้าบทบาทอย่าง Chadwick Boseman เพราะโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

ข่าวนี้ทำให้หลายคนช็อก เพราะเขาเป็นนักแสดงเพิ่งโด่งดังเป็นพลุแตกหลังรับบทกษัตริย์แห่งวากันดาในภาพยนตร์ Black Panther เมื่อปี 2018 และเป็นฮีโร่ในชีวิตจริงของเด็กๆ คนดำ นอกจากนี้ ในสายตาของสาวๆ (คนไทย) เขาก็ถือเป็นหนึ่งใน “คนดำที่หล่อที่สุดคนหนึ่ง”

แต่เขากลับต้องจากโลกนี้ไปเพราะ ‘โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่’ ด้วยวัยเพียง 43 ปีเท่านั้น

สิ่งที่น่าสนใจและหลายคนอาจไม่รู้คือ โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นเรื่องใกล้ตัวกว่าที่เราคิด

1.

‘มะเร็ง’ คือภาวะที่เซลล์ในอวัยวะต่างๆ ของร่างกายนั้นกลายพันธุ์เป็นเนื้อร้ายกับร่างกายของตัวเอง

ถ้าว่ากันอย่างซีเรียส มะเร็งที่เกิดขึ้นคนละอวัยวะ ก็คือคนละโรค กัน เพราะมีวิธีวินิจฉัยที่ต่างกัน และมีวิธีการรักษาที่ต่างกัน

อย่างไรก็ดี ในกรณีของอวัยวะใกล้ๆ กัน บางทีก็อาจจะมีการเรียกรวมๆ เป็นโรคเดียวกัน

ในกรณีของ ‘มะเร็งลำไส้ใหญ่’ ในทางการแพทย์ ชื่อเต็มๆ คือ “มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง” (Colorectal Cancer) หรือมะเร็งตั้งแต่ลำไส้ใหญ่จนถึงทวารหนัก

บางคนอาจเคยได้ยินว่า มะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นหนึ่งในมะเร็งที่ ‘รักษาง่าย’ ที่สุด

เรื่องนี้มีส่วนถูกในแง่ที่ว่าลำไส้ใหญ่เป็นอวัยวะที่ “ตัดบางส่วนทิ้ง” ได้ง่ายมาก คือเวลาเริ่มเป็นจะเป็นจุดๆ ของลำไส้ ไม่ได้ลามไปทั่ว

ถ้าตัดตรงนั้นออกก็จบ แล้วก็ต่อลำไส้ส่วนที่ไม่เป็นมะเร็งเข้าด้วยกัน ใช้ชีวิตได้ปกติ ดูภายนอกก็ไม่รู้ด้วยซ้ำ (ต่างจากมะเร็งเต้านมที่ “ตัด” ได้เหมือนกัน แต่ส่งผลมากกว่าเยอะ)

อย่างไรก็ดี ในความเป็นจริง มนุษย์ตายจากมะเร็งลำไส้ใหญ่มากเป็นอันดับ 3 เมื่อเทียบกับมะเร็งทุกประเภท

และในผู้ชาย มะเร็งลำไส้ใหญ่คือสาเหตุการตายอันดับ 2 รองจากมะเร็งปอด

สาเหตุที่เป็นแบบนี้ ก็เพราะแม้มะเร็งประเภทนี้จะ “ตัดทิ้งง่าย” ก็จริง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะไม่กลับมาอีก บางทีมันกลับมา กว่าจะรู้ตัวอีกที ก็ลามไปมากแล้ว

และนั่นก็น่าจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับ Chadwick Boseman

2.

เหตุผลที่มะเร็งลำไส้ใหญ่ “ร้าย” ขนาดนี้ มีปัจจัยหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ ผู้ป่วยมะเร็งชนิดนี้นับวันจะพบใน “อายุเฉลี่ย” ที่ลดลงเรื่อยๆ

เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ยังไง?

การตรวจมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง ในระบบประกันสุขภาพทั่วไปในโลก ถ้าเราไม่ใช่กลุ่มเสี่ยง เขาก็จะไม่ตรวจให้ หรือถ้าเรายังไม่แก่ (อายุไม่ถึง) ก็จะไม่ตรวจ โดยจะมีกรณีเดียวที่เราอาจได้ตรวจเร็วหน่อย ก็คือเมื่อครอบครัว ‘มีประวัติ’ เป็นโรคนั้นๆ

แต่ถ้าไม่มีประวัติ กว่าจะเรียกตรวจก็ ‘ตามอายุ’ ซึ่งอายุที่จะให้เริ่มตรวจ ก็ไม่ได้ตั้งมาลอยๆ แต่มาจากการเก็บสถิติยาวนานว่า โรคนี้จะเริ่มพบในคนอายุประมาณเท่าไหร่ ถ้าอายุไม่ถึง ก็จะไม่ตรวจให้ (เพราะสุดท้าย ถ้าทุกคนแค่ “สงสัย” แล้วไปตรวจกันหมด หน่วยงานสาธารณสุขก็ตรวจให้ไม่ไหว)

แล้วปกติ คนอายุเท่าไร ถึงแนะนำให้ตรวจมะเร็งลำไส้?

คำตอบคือ ‘มาตรฐานโลก’ ทุกวันนี้คือ 50 ปี

แต่ Chadwick Boseman เป็นโรคนี้แล้วเสียชีวิตในวัยแค่ 43 ปีเองนะ?

นี่แหละคือปัญหา…

3.

เมื่อก่อน ‘มะเร็งลำไส้’ เป็น “โรคคนแก่” ไม่ต่างจากมะเร็งต่อมลูกหมากหรือมะเร็งปอด บ้างก็ว่าเป็นโรคของคนวัยเกษียณ

การตรวจตอนอายุ 50 ปีถือว่าเร็วมาก แต่มาทุกวันนี้ พอเริ่มตรวจพบในคนอายุน้อยมากขึ้น จน ‘ค่ากลาง’ (มัธยฐาน) ของคนที่เป็นโรคนี้ลดลงเป็นสิบปี

หรือพูดง่ายๆ ก็คือ เจอโรคนี้ในคนอายุช่วง 30-40 ปีกันมากขึ้น จนไปดึงค่าเฉลี่ยให้ลดลง

ดังนั้น ตอนนี้ในทางสาธารณสุขโลกจึงพยายามจะเปลี่ยนไกด์ไลน์ให้มีการตรวจคัดกรองได้เร็วขึ้น โดยที่เสนอกันคือให้ลดลงมาเหลือ 45 ปีจาก 50 ปี

และก็แน่นอน ถ้าคนอายุน้อยๆ ยังเป็นกันเยอะๆ แบบนี้ ค่ากลางก็น่าจะมีการลดลงอีกในอนาคต

ถามว่านี่คือ “เรื่องใหญ่” หรือไม่?

คำตอบคือ “ใหญ่มาก” เพราะการที่พบคนอายุน้อยลงเรื่อยๆ เป็นโรคนี้แล้วไกด์ไลน์ไม่เปลี่ยน ก็หมายความว่าจะมีคนอายุน้อยจำนวนมากเป็นโรคนี้ แต่ไม่ถูกวินิจฉัยแต่เนิ่นๆ กว่าจะรู้ตัวว่าเป็นคือมะเร็งลุกลามไปถึงขั้นที่ “รักษายาก” แล้ว และตายในที่สุด

4.

ทั้งนี้ ถ้าสงสัยว่าอะไรคือวิธีการวินิจฉัยมะเร็งลำไส้ใหญ่ จริงๆ พื้นฐานอยากให้ข้าม ‘อาการ’ ไปเลย เพราะ ‘อาการ’ ภายนอกของระยะแรก เป็นอาการพื้นๆ อย่างท้องผูก ท้องเสีย ถ่ายเป็นเลือด คลื่นไส้ ซึ่งเป็นอาการที่เกิดจากสาเหตุอื่นได้มากมาย เช่น ริดสีดวง

แต่ถ้ามีอาการพวกนี้นานๆ แล้วสงสัยจริงๆ ว่าเป็นมะเร็งลำไส้หรือไม่ การวินิจฉัยพื้นฐานที่ต้นทุนต่ำที่สุดเบื้องต้นคือการตรวจอุจจาระดูว่า มีเลือดปนแบบที่สายตามองไม่เห็นหรือไม่

อย่างไรก็ดี การตรวจแบบมาตรฐานที่จะใช้คัดกรองได้อย่างแม่นยำจริงๆ สำหรับมะเร็งลำไส้และไส้ตรง คือการ ‘ส่องกล้อง’ หรือการเอากล้องไฮเทคสอดเข้าไปดูในลำไส้ใหญ่ ภาษาอังกฤษเรียกการตรวจแบบนี้ว่า ‘Colonoscopy’ และการตรวจแบบนี้ในโรงพยาบาลเอกชนไทยโดยทั่วไปจะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 10,000-25,000 บาท

การ ‘ส่องกล้อง’ ถือเป็นกระบวนการในการ “ตรวจมะเร็ง” ที่ดีที่สุดอย่างหนึ่ง เพราะไม่ได้แค่ส่องกล้องไป “ดู” เท่านั้น แต่ถ้าแพทย์เกิดเจอก้อนเนื้อต้องสงสัยใดๆ ก็สามารถจะตัดเอาเนื้อเยื่อดังกล่าวมาวิเคราะห์ต่อได้ว่าคือ “มะเร็ง” หรือไม่ด้วย

ดังนั้นถ้าใครอายุยังน้อยแล้วสงสัยจริงๆ ว่าตัวเอง ‘เป็น’ หรือเปล่า แล้วมีงบประมาณ ก็ลองไป ‘ส่องกล้อง’ กันได้

และต้องยอมรับตรงนี้ว่า ถ้าจะทำก็ต้องออกเงินเอง ใช้สวัสดิการสังคมใดๆ ไม่ได้ เพราะไกด์ไลน์ทางการแพทย์ทั่วโลกยังถือว่าคนอายุในช่วงเลข 3 และเลข 4 ไม่ใช่กลุ่มเสี่ยง

ทั้งนี้ ก็เข้าใจว่าประกันสุขภาพแบบ ‘ชั้นหนึ่ง’ ไม่น้อยก็รวมค่า ‘ส่องกล้อง’ อยู่ในโปรแกรมตรวจสุขภาพแล้ว และถ้าใครมีประกันสุขภาพระดับนั้นอยู่แล้ว

จะใช้สิทธิ์ในการ ‘ส่องกล้อง’ ก็ไม่เสียหายอะไร

อ้างอิง: