ญี่ปุ่น “ตัวละครลับ” ผู้มีอิทธิพลต่อสังคมไต้หวัน

5 Min
1317 Views
30 Jul 2020

ไต้หวันเป็น “ประเทศ” ที่หลังๆ คนไทยไปเที่ยวเยอะมากขึ้นเนื่องจากมีการยกเลิกวีซ่า แหละนี่ก็เลยทำให้นี่เป็นดินแดนที่คนไทยสนใจมากขึ้นถึงที่มาที่ไป ซึ่งโดยทั่วไปเราก็แทบไม่ได้ยินมาก่อนเลย

การมองไต้หวันปัจจุบันหลักๆ เราก็จะเห็นว่ามันจะมีข่าวมีประเด็นว่าจีนก็พยายามจะเคลมว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีนเอง ซึ่งทางไต้หวันเองก็จะมีพรรคการเมืองที่พยายามจะเคลมว่าไต้หวันก็คือไต้หวันไม่ใช่จีน และพรรคนี้ในการเลือกตั้งล่าสุดก็ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีอย่างถล่มทลายอีกครั้ง ส่งผลให้ไช่อิงเหวินประธานาธิบดีไต้หวันในปัจจุบันได้เป็นประธานาธิบดีต่ออีกสมัย

มองในปัจจุบัน “การเมือง” ของไต้หวันหลักๆ เป็นเรื่องของท่าทีต่อจีนแผ่นดินใหญ่ อย่างไรก็ดีสิ่งที่เป็น “ตัวละครลับ” ที่มีส่วนในการสร้างการเมืองไต้หวันในปัจจุบันก็คือ “ญี่ปุ่น” ซึ่งเป็น “เจ้าอาณานิคม” เก่าของไต้หวัน ซึ่งพูดง่ายๆ ก็คือ การเมืองไต้หวันจริงๆ ไม่ใช่แค่เรื่องของฝ่ายที่นิยมจีนแผ่นดินใหญ่ กับฝ่ายที่ไม่นิยม แต่มันเป็นเรื่องของฝ่ายที่รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนจีน กับฝ่ายที่รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนญี่ปุ่นมากกว่าที่จะเป็นคนจีน

แล้วญี่ปุ่นกับไต้หวันสัมพันธ์กันขนาดที่คนไต้หวันจะรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนญี่ปุ่นมากกว่าจีนได้อย่างไร? จะเข้าใจตรงนี้ต้องเข้าใจประวัติศาสตร์ของไต้หวันคร่าวๆ ก่อน

โบราณนานมา ไต้หวันเป็นเกาะใหญ่นอกชายฝั่งจีนแผ่นดินใหญ่ที่อาณาจักรจีนเคลมว่าเป็นส่วนหนึ่งของจีนมาตลอด แต่ในทางปฏิบัติจริง ทางรัฐบาลกลางของจีนแทบจะไม่เคย “ปกครอง” เกาะนี้เลย เพราะมันมีแต่ป่าเขาทำให้ปกครองยาก และสถานะของมันก็เป็น “แดนเถื่อน” ที่เต็มไปด้วยคนป่าและคนหนีคดีจากจีนแผ่นดินใหญ่ ซึ่งในแง่หนึ่งไม่ได้ต่างจากฮ่องกงและมาเก๊าในอดีต เพียงแต่ไซส์ของไต้หวันใหญ่โตกว่าเยอะ (พื้นที่ฮ่องกงทั้งหมดมีเพียง 1,100 ตารางกิโลเมตร ส่วนพื้นที่ไต้หวันมีมากถึง 36,000 ตารางกิโลเมตร)

พูดอีกแบบก็คือไต้หวันเป็นดินแดนอันไกลโพ้นที่จีนอ้างว่าเป็นเจ้าของมายาวนาน แต่ก็ไม่ได้วางระบบการปกครองอะไรจริงจัง และก็ไม่ได้ “พัฒนา” อะไรในดินแดนนี้อย่างจริงจังด้วยทั้งที่ “ปกครอง” มาหลายร้อยปี

แล้วใครเริ่ม “พัฒนา” ไต้หวัน? คำตอบคือญี่ปุ่นที่มายึดไต้หวันเป็นอาณานิคมในปี 1895 มาจนถึงปี 1945 ที่ญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นเวลา 50 ปี

ช่วงที่ญี่ปุ่นยึดครองไต้หวัน ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าญี่ปุ่น “พัฒนา” ไต้หวันไปอย่างก้าวกระโดดมาก ซึ่งหลักๆ ก็คือ จักรวรรดิญี่ปุ่นได้วางระบบการศึกษาภาคบังคับและสร้างโครงสร้างพื้นฐานอย่างถนนและทางรถไฟให้กับไต้หวัน และนี่ทำให้คนไต้หวันที่เกิดและโตมาในช่วงอาณานิคมค่อนข้างที่จะมีความทรงจำที่ดีกับญี่ปุ่น และนี่ก็ทำให้คนไต้หวันที่เกิดมาสมัยนั้นพูดภาษาญี่ปุ่นได้หมด และคนเหล่านี้ก็คือคนเฒ่าคนแก่ชาวไต้หวันทุกวันนี้ที่น่าจะพูดภาษาญี่ปุ่นได้น่าจะคล่องกว่าภาษาจีนกลางที่เป็นภาษากลางในจีนแผ่นดินใหญ่ซะอีก (ทั้งนี้ภาษาหลักของไต้หวันคือภาษาจีนฮกเกี้ยน)

ที่กล่าวมาทั้งหมด ก็ไม่ได้หมายความว่าคนไต้หวันจะถูกเจ้าอาณานิคมอย่างญี่ปุ่นปฏิบัติอย่างเท่าเทียม คนไต้หวัน (ไม่ว่าจะคนพื้นเมืองหรือคนจีน) ถือเป็นพลเมืองชั้นสองในอาณานิคมและไต้หวันก็มีการลุกฮือก่อกบฏ มาเนืองๆ ซึ่งให้ตรงกว่านั้นก็คือ ในสมัยอาณานิคม คนไต้หวันก็ไม่ได้ “รัก” ญี่ปุ่นเท่าไร

แต่ปัจจัยที่ทำให้ไต้หวัน “รัก” ญี่ปุ่นมากขึ้นก็คือหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ไม่นาน รัฐบาลของสาธารณรัฐจีนของพรรคก๊กมินตั๋งก็ถูกพรรคคอมมิวนิสต์ปฏิวัติ และตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีนขึ้น นี่ทำให้ฝ่ายพรรคก๊กมินตั่งต้องหนีมาตั้งรัฐบาลจีนพลัดถิ่นที่ไต้หวัน และนี่ก็เป็นเหตุผลใช้ชื่อทางการของไต้หวันจนถึงทุกวันนี้ก็คือ “สาธารณรัฐจีน”

พรรคก๊กมินตั๋งเรียกได้ว่าฉวยโอกาสมา “เสียบ” ปกครองไต้หวันแทนเจ้าอาณานิคมเก่าที่หมดอำนาจไปอย่างญี่ปุ่น และก็ปกครองไต้หวันด้วยระบอบเผด็จการทหารอย่างยาวนาน โดยประกาศกฎอัยการศึกเพื่อปกครองไต้หวันยาวตั้งแต่ปี 1949 ถึง 1987

พรรคก๊กมินตั๋งวางรากฐานการศึกษาไต้หวันใหม่ สอนให้คนไต้หวันคิดว่าตัวเองเป็นคนจีนมากขึ้น และสอนประวัติศาสตร์ที่ให้ภาพเชิงลบมากๆ ในช่วงอาณานิคมญี่ปุ่น ซึ่งคนที่โตมาช่วงนี้จำนวนมากก็จะมีสำนึกความเป็นคนจีนมากกว่าคนญี่ปุ่นแบบคนรุ่นก่อน กลายมาเป็นคนสนับสนุนพรรคก๊กมินตั๋งในปัจจุบัน

อย่างไรก็ดีสำหรับคนที่เกิดมาทันอาณานิคมญี่ปุ่น ส่วนใหญ่ก็จะคิดว่าการปกครองเผด็จการทหารของพรรคก๊กมินตั๋งที่อ้างตนเป็น “คนจีนด้วยกัน” นั้นเลวร้ายกว่าสมัยที่ญี่ปุ่นปกครองเยอะ และ “ความรัก” ในญี่ปุ่นของไต้หวันก็จะเริ่มชัดๆ ในตอนนี้นี่เอง

พรรคก๊กมินตั๋งสืบทอดอำนาจผู้นำเผด็จการเรื่อยมาจนมาถึงสมัยของลีเติงฮุยซึ่งเป็นประธานาธิบดีคนแรกของไต้หวันที่เกิดในไต้หวัน (ผู้นำก่อนหน้านี้พื้นเพเป็นชาวจีนแผ่นดินใหญ่ทั้งนั้น) และในสมัยของลีเติงฮุยนี่เองที่ไต้หวันกลายมาเป็นประชาธิปไตย โดยการเลือกตั้งที่เป็นประชาธิปไตยครั้งแรกของไต้หวันก็เพิ่งจะมีมาเมื่อปี 1996 นี้เอง

ลีเติงฮุยได้มีบทบาทแค่นำไต้หวันสู่ประชาธิปไตยเท่านั้น แต่เนื่องจากเขาเป็นคนไต้หวัน ที่เกิดในสมัยอาณานิคมญี่ปุ่น (จริงๆ มีคนเรียกเขาว่าเป็นคน “โปรญี่ปุ่น” ด้วยซ้ำ) เขามองว่ารูปแบบการศึกษาที่ผู้นำก่อนหน้าเขาของพรรคก๊กมินตั๋งวางเอาไว้ให้ประชาชนไต้หวันมีลักษณะเป็นชาตินิยมจีนมากเกินไป เขาเลยปรับระบบการศึกษาใหม่ ให้คนไต้หวันมีสำนึกของความเป็นคนไต้หวันเองมากขึ้น นี่ส่งผลให้ภาพเชิงลบของอาณานิคมญี่ปุ่นหายไปจากตำราประวัติศาสตร์ และทำให้คนไต้หวันเกิดภาพที่ชัดขึ้นว่าไม่ว่าจะเป็นคนญี่ปุ่นหรือคนจีน ก็ล้วนมาในฐานะ “ผู้ยึดครอง” ไม่ได้ต่างกัน และสำนึกทางประวัติศาสตร์แบบใหม่นี้ก็ส่งผลต่อคนที่เรียนหนังสือในยุค 1990’s ในไต้หวันเป็นต้นมาถึงปัจจุบัน

ทั้งนี้ลีเติงฮุยขึ้นเป็นประธานาธิบดีในปี 1988 โดยตอนแรกเป็นภายใต้รัฐบาลเผด็จการ ก่อนจะมาชนะเลือกตั้งแบบประชาธิปไตยในปี 1996 และแพ้ในสมัยต่อมา ในปี 2000 ทำให้พรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า หรือพรรค DPP (พรรคเดียวกับพรรคของไช่อิงเหวินที่ชนะเลือกตั้งรอบล่าสุด) ที่เคยเป็นฝ่ายค้านมาตลอดชนะการเลือกตั้งเป็นสมัยแรก และทางพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้าก็มีจุดยืนที่จะถอยห่างจากจีนกว่าเดิมและพยายามไปผูกมิตรกับญี่ปุ่นยิ่งกว่าสมัยของลีเติงฮุยเสียอีก

เรียกได้ว่า ตั้งแต่ยุค 1990’s “ความทรงจำดีๆ เกี่ยวกับญี่ปุ่น” ก็กลับมาในไต้หวันมากขึ้นๆ เมื่อเป็นประชาธิปไตย คนไต้หวันเริ่มมองมากขึ้นว่าระบอบเผด็จการก่อนหน้าเป็น “ของนำเข้า” มาจากจีน และหันมานิยมญี่ปุ่น ซึ่งเป็นรากฐานของไต้หวันสมัยใหม่และเป็นไม้เบื่อไม้เมากับจีนแทน

ซึ่งถ้าเราพอจะจำได้ ช่วง 1990’s “วัฒนธรรมญี่ปุ่น” กำลังฮ็อตสุดๆ บ้านเรายังฮิต ซึ่งทางไต้หวันนั้นฮิตกว่าเราเยอะ และเขาไม่เปลี่ยนไปฮิตเกาหลีแทนแบบบ้านเรา เขายังฮิตญี่ปุ่นอยู่จนถึงปัจจุบัน

ถามว่ามันฮิตแค่ไหน? ถ้าใครตามข่าวเลือกตั้งล่าสุด ก็คงจะเป็น สส. หญิงคนหนึ่งแต่งคอสเพลย์เป็นตัวการ์ตูนญี่ปุ่นหาเสียง ซึ่งประเด็นคือ นั่นไม่ใช่เรื่องที่ “ประหลาด” หรือ “เฉพาะกลุ่ม” อะไรขนาดนั้น เพราะความนิยมสารพัดวัฒนธรรมของญี่ปุ่นในไต้หวันมันเป็นเรื่องที่ถือเป็น “กระแสหลัก” ในหมู่คนที่โตมาตั้งแต่ยุค 1990 เป็นต้นมา

และนี่ก็ไม่ใช่แค่เรื่องของการ์ตูนสมัยใหม่เท่านั้น เพราะเอาจริงๆ ตึกรามบ้านช่องสมัยอาณานิคมญี่ปุ่น ไต้หวันก็ยังเก็บเอาไว้เป็นความทรงจำที่ดีหมด (ต่างจากเกาหลีที่ทำลายทิ้งหมด เพราะเป็นความทรงจำอันเลวร้าย) เท่านั้นยังไม่พอ ไต้หวันก็ยังเต็มไปด้วยร้านอาหารญี่ปุ่นชั้นดี จนมีการกล่าวกันในหมู่นักกินเลยว่า ถ้าจะกินอาหารญี่ปุ่นแล้ว ที่ๆ จะหาอาหารญี่ปุ่นที่ดีรองจากญี่ปุ่นก็คือไต้หวันนี่เอง

ทั้งหมดนี้ทำให้ไม่แปลกเลยที่เวลาเราไปเที่ยวไต้หวัน ความรู้สึกของเราก็จะรู้สึกว่าคนไต้หวัน (อย่างน้อยๆ ก็คนรุ่นใหม่ที่เดินตามท้องถนน) มีความคล้ายคลึงกับคนญี่ปุ่นมากกว่าคนจีน

และนี่ก็มาจากการที่สองชาติมีความผูกพันลึกซึ้งตามที่เล่ามานี้เอง